มันสำปะหลังไทย เจาะตลาดจีนตะวันตก กวาดคำสั่งซื้อฉงชิ่งกว่า 2,000 ล้านบาท
กรมการค้าต่างประเทศ เผยผลเจรจาธุรกิจ Business Matching ณ นครฉงชิ่ง ประสบความสำเร็จเกินคาด ชูยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงจากตลาดจีนตะวันออก สู่ภูมิภาคตะวันตกที่มีอัตราการเติบโตสูง คาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อแป้งมันและมันเส้นพุ่ง 63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 1 ปี หลังพบผู้ประกอบการ 163 คู่
20 เมษายน 2569 กรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยความสำเร็จจากการนำคณะผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยรวม 22 ราย เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 โดยสามารถสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการค้ารวม 163 คู่ คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อสินค้าภายในระยะเวลา 1 ปี รวมทั้งสิ้น 63,252,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,087 ล้านบาท
ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นการรุกตลาดใหม่ในภูมิภาคจีนตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไทยยังไม่เคยดำเนินการเจรจาการค้าในลักษณะนี้มาก่อน โดยสินค้าแป้งมันสำปะหลังมียอดสั่งซื้อราว 32.44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มันเส้นและมันอัดเม็ดมียอดสั่งซื้ออยู่ที่ 30.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุถึงทิศทางตลาดมันสำปะหลังไทยในแดนมังกรว่า “จีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของไทย โดยปัจจุบันการส่งออกยังคงกระจุกตัวอยู่ในแถบตะวันออก ขณะที่ภูมิภาคตะวันตกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนประชากรและการพัฒนาเมือง ส่งผลให้ความต้องการวัตถุดิบอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น”
ยุทธศาสตร์จีนตะวันตก: โอกาสใหม่ท่ามกลางการพัฒนาเมือง
การเลือกนครฉงชิ่งเป็นเป้าหมายหลักสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาพื้นที่ตะวันตกของรัฐบาลจีน ซึ่งส่งผลให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยการเจรจาครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าจีน 34 ราย ซึ่งให้การยอมรับในมาตรฐานคุณภาพสินค้าไทยและพร้อมนำไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักในสายการผลิต
นอกจากด้านผลิตภัณฑ์แล้ว คณะผู้แทนไทยยังได้ศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์ ณ ศูนย์แสดงข้อมูลห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ (Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งมอบสินค้า
เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยง
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจีนตะวันตกที่เชื่อมโยงรูปแบบการขนส่ง ทั้งทางเรือ ราง และถนน (Multi-modal Transport) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้าจากไทยเข้าสู่จีนตอนในได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
นางอารดาฯ กล่าวเสริมถึงการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานว่า “การเชื่อมโยงจีนตะวันตกกับอาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป จะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดได้อย่างสะดวกในเวลาอันสั้น ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศเตรียมติดตามผลสัมฤทธิ์จากการจับคู่ธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินมูลค่าการส่งออกจริงและเดินหน้าขยายตลาดสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพอื่นๆ ต่อไป เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากตลาดดั้งเดิมไปสู่ตลาดที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง