โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พบคลังน้ำมันต้องสงสัย – ลุ้น DSI รับเป็นคดีพิเศษ

INN News

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • INN News

กระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงเดินหน้าตรวจสอบและติดตาม พฤติการณ์ของผู้ประกอบการค้าน้ำมันทุกระดับตั้งแต่ต้นทาง ปลายทาง เพื่อตรวจสอบว่ามีการกักตุนน้ำมัน หรือไม่

เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ และกรมธุรกิจพลังงาน เข้าตรวจสอบ บริษัทรับจ้างลำเลียงน้ำมันผ่านทางท่อ ในพื้นที่ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี หลังตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวเป็นเจ้าของระบบท่อในการส่งลำเลียงน้ำมันผ่านท่อ จากโรงกลั่นในพื้นที่จังหวัดระยอง และอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มายังจุดนี้ซึ่งจะมีลูกค้าบริษัทน้ำมันเอกชนหลายแห่งเข้ามารับน้ำมันออกไปส่งตามสถานีบริการน้ำมันต่างๆในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยพบว่ามี ลูกค้าเป็น 4 บริษัทน้ำมันที่ว่าจ้างให้ลำเลียงน้ำมัน

ขณะที่น้ำมันอีกส่วนจะส่งตามท่อไปที่มีปลายทาง คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบิน และส่งไปยังคลังน้ำมันในอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ต้องการพิสูจน์ทราบปริมาณและเส้นทางน้ำมันที่กระจายออกไปให้กับลูกค้า ตรวจสอบเอกสารบัญชีรับ-จ่าย บัญชีการซื้อขายน้ำมัน ปริมาณน้ำมันคงคลัง และเก็บข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า สำหรับมาตรการและนโยบายที่จะต้องเร่งดำเนินการในระยะนี้ยังคงให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นสำคัญ คือ

1. เพิ่มความเข้มงวดกวดขันกรณีการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในประเทศ (เขตกทม., แหลมฉบัง,มาบตาพุด) ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเล (พื้นที่สมุทรปราการ, สมุทรสาคร, เพชรบุรี, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี และสงขลา) 2. เพิ่มความเข้มงวดกวดขันกรณีการประวิงหรือปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการหรือลูกค้าปลายทาง และ3. เพิ่มความเข้มการกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

จากการตรวจสอบล่าสุด พบจุดต้องสงสัยเพิ่มเติม ทั้งในส่วนของคลังน้ำมัน และเส้นทางการขนส่ง โดยเฉพาะกรณีรถบรรทุกน้ำมันบางคันปิดสัญญาณจีพีเอส ทำให้ไม่สามารถติดตามเส้นทางได้ และยังพบพฤติกรรมการลักลอบขนถ่ายน้ำมันระหว่างรถ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย เบื้องต้นพบจุดต้องสงสัยรวม 7 จุด แบ่งเป็น การตรวจสอบของกระทรวงยุติธรรม 4 จุด จากการลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ และจากการตรวจสอบของตำรวจพบเพิ่มเติมอีก 3 จุด โดยมีพฤติกรรมการกระทำผิดที่แตกต่างกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึก และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน ตนได้มีการกำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ คือ1. การตั้งสมมติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมันว่ามีประมาณกี่คัน ส่วนที่ 2 เราพบข้อมูลคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาด เราต้องดูว่าคลังน้ำมันไหนไม่ได้มีการจ่ายน้ำมัน และไม่ได้จ่ายน้ำมันในช่วงเวลาใด และส่วนที่ 3 คือในช่วงวันที่ 15-17 มี.ค. เราต้องดูว่ามีปั๊มน้ำมันใดที่ปิดให้บริการ แล้วแจ้งว่าน้ำมันไม่พอ จึงได้มอบหมายให้ตำรวจในท้องที่ไปสอบถามปั๊มน้ำมันว่ารับมาจากบริษัทใด รถอะไร แล้วเราจึงนำไปดูว่ารถคันนั้นยังมีการวิ่งส่งน้ำมันหรือไม่ จึงพบข้อมูลในส่วนของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีการวิ่งส่งน้ำมันอยู่ แต่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม โดยน้ำมันทั้งหมด 92 คลัง ส่วนที่เหลือจากนี้ เราจะเข้าไปดูในทุกปั๊มและทุกคลังน้ำมัน ส่วนรถจำนวน 11,067 คัน ก็ต้องดูว่ามีการนำไปจอดตรงไหนบ้าง ซึ่งต้องไปขยายผลต่อ

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ย้ำว่า ทุกพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบจะมีการนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษในวันที่ 9 มี.ค. นี้ ซึ่งก็ต้องรอดูมติของบอร์ดว่าจะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมในทุกพฤติกรรมหรือไม่ แต่เราจะเน้นว่ามันต้องเป็นพฤติกรรมทางคดีที่ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากการไม่มีน้ำมันใช้เป็นหลัก

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...