"ศุภจี" เตรียมชงครม.11เม.ย. คลอดแพ็กเกจใหญ่ "ลดค่าครองชีพ" สู้ภัยวิกฤตตะวันออกกลาง!
">
วันที่ 9 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ต่อความกังวลต่อนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลว่า รัฐบาลตระหนักต่อวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้น และมีความซับซ้อนในภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความตึงตัวของเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงพยายามดำเนินการทุกอย่างไปพร้อม ๆ กัน โดยยืนยันรัฐบาลมีนโยบายในการดูแลค่าครองชีพของประชาชน จากวิกฤตตะวันออกกลาง ผ่านการประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระจายโอกาส ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็น และเพียงพอ และในการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นนั้น รัฐบาลพยายามหาทางออกให้ประชาชน สามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นอย่างท่วงที ผ่านนโยบายไทยช่วยไทย โดยร่วมมือผู้ประกอบการทั่วประเทศ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์สินค้าจำเป็นจากผู้ผลิตรายใหญ่ และส่งต่อไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก มีส่วนลดสูงสุดได้ถึง 58% เป็นทางเลือกให้ประชาชนตลอดทั้งปี ผ่านช่องทางธงฟ้าทั่วประเทศ และสถานศึกษาต่าง ๆ ธงฟ้าเคลื่อนที่ หรือรถพุ่มพวง และตลาดต่าง ๆ 1,000 แห่ง
ส่วนการควบคุมสินค้าจำเป็น และการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของประชาชนนั้น นางศุภจี ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการควบคุมสินค้าและบริการ มีสินค้าควบคุม 59 รายการ เช่น น้ำมัน และสินค้าควบคุมมีหลายมาตรการ รวมถึงจะมีสินค้าที่ควบคุมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การขึ้นราคาจะต้องขออนุญาต หรือแจ้งก่อน เช่น ปุ๋ย ซึ่งการดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดให้สมเหตุสมผลทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ไม่สามารถบังคับได้ทุกเรื่อง
นางศุภจี กล่าวถึงความกังวลต่อการควบคุมน้ำมันปาล์มว่า รัฐบาลไม่ได้ห้ามส่งออก แต่หากจะมีการส่งออก ขอให้มาขออนุญาต เพราะรัฐบาลตั้งใจสนับสนุนให้มีการใช้ไบโอดีเซล และหากไม่ควบคุมปริมาณ ก็อาจจะเกิดความขาดแคลน รัฐบาลจึงขอให้ผู้ประกอบการส่งสต็อกให้รัฐบาลรับทราบ และหากอุปสงค์ อุปทานสมดุลกัน รัฐบาลก็จะอนุญาตส่งออก พร้อมชี้แจงว่า ราคาผลปาล์มในปัจจุบัน 8.10 บาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ในราคา 5.56 บาท ซึ่งมีแนวโน้มขาขึ้น และรัฐบาลไม่ได้คุมราคา เพียงแต่ขอให้สต็อก สามารถอยู่ได้
เช่นเดียวกับการเพิ่มข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นสินค้าควบคุม โดยนางศุภจี ชี้แจงว่า กระทรวงฯไม่ได้ดูแลราคา แต่จะดูแลปริมาณ เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นต้นทางของอาหารสัตว์ หากขาดแคลน ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อสัตว์ จึงจะต้องดูแลไม่ให้ขาดแคลน
ขณะที่ปัญหาสต็อกปุ๋ย นั้น นางศุภจี กล่าวว่า ปุ๋ยที่มีการใช้และมีปัญหา หรืออาจมีปัญหา คือ ปุ๋ยยูเรีย แต่ปุ๋ยอื่น ๆ สามารถจัดการได้ในระดับหนึ่ง แต่ปุ๋ยยูเรีย จะต้องพึ่งพาจากตะวันออกกลาง ซึ่งไม่สามารถขนส่งได้ และยังมีปุ๋ยที่สามารถใช้ตามปกติได้ถึง 64% จึงไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดที่จะขาดแคลน และในวันที่ตนแจ้งว่า จะมีปุ๋ยเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม เพราะประเทศไทยมีสต็อกประมาณ 340,000 ตัน และยังมีการนำเข้าในเดือนเมษายน ประมาณ 200,000 ตัน และความต้องการใช้ในเดือนเมษายน ประมาณ 270,000 ตัน
ดังนั้นจึงยังมีสต็อกคงค้างอีกประมาณ 300,000 ตัน ซึ่งหลังมีการพูดคุยแล้ว ได้รับคำยืนยันว่า ยังมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ได้ถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งตนยอมรับว่า ยังน่ากังวล ทั้งด้านราคาที่ปุ๋ยยูเรีย เริ่มมีต้นทุนสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงจะต้องมาทบทวนว่า ควรจะต้องปรับราคาหรือไม่ แต่ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการขอขึ้นราคา ซึ่งกระทรวงฯ ได้ประสานกับนายกสมาคมการค้าปุ๋ยฯ อย่างใกล้ชิด และกระทรวงพาณิชย์ ยังมีโครงการธงเขียว ในการจำหน่ายปุ๋ยในราคาพิเศษ และหลังจากนี้ ตนเองเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี โครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่งเพื่อให้ ธ.ก.ส.เป็นคนกลางในการดูแลให้สามารถหาแม่ปุ๋ย หรือ ปุ๋ยยูเรีย ให้ตรงความต้องการของดินในพื้นที่นั้น ๆ และปัญหาการขาดแคลนนั้น ขณะนี้ แม้จะมีสต๊อกจำกัด แต่ก็พยายามหาแหล่งปุ๋ยทดแทน และสามารถหาได้บ้างแล้วราว 60,000 ตัน และปุ๋ยที่ค้างในช่องแคบฮอร์มุซ บนเรือจำนวน 5 ลำนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งหากผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ก็จะสามารถมีสต็อกอยู่อีกได้ในระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อปุ๋ยจากประเทศอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน
"ส่วนกรณีที่มีข้อร้องเรียนการขึ้นราคาปุ๋ยนั้น นางศุภจี ระบุว่า ขณะนี้ มีคดี 48 คดีสำหรับผู้ที่ขึ้นราคาโดยไม่อนุญาต ซึ่ง กระทรวงฯ หากเจอจริง จะจับจริง จึงขอประชาชน ที่พบว่า มีการขึ้นราคา สามารถแจ้งกระทรวงพาณิชย์ หรือสายด่วน 1569"
นางศุภจี ชี้แจงถึงสถานการณ์เม็ดพลาสติกว่า จากวิกฤตตะวันออกกลาง ได้นำมาไว้ในสินค้าควบคุม เพื่อควบคุมปริมาณและความเพียงพอ และกระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานกระทรวงอุตสาหกรรม และในอนาคตจะเชิญกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อประสานผู้ประกอบการในไทย และหาแหล่งวัตถุดิบเสริม รวมถึงพัฒนา วิจัย เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติก และใช้อย่างประหยัด เพราะในอนาคตสถานการณ์ยังไม่มีความแน่นอน และยังสามารถช่วยลดขยะพลาสติกได้ พร้อมยืนยันว่า ตนเองยังไม่ห่วงว่าเม็ดพลาสติกจะขาดแคลน และมั่นใจว่า ยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่ตนกังวลเรื่องราคา จึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการทั้งห่วงโซ่อุปทาน