ย้อนวิกฤตน้ำมันปี 1970 โลกกำลังเผชิญวิกฤตที่รุนแรงกว่า?
การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้เกิดคำเตือนว่า โลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่เคยทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย
วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกนานกว่าหนึ่งเดือน ทำให้เกิดคำเตือนว่าโลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970
ลาร์ส เจนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและอดีตผู้บริหารบริษัท Maersk กล่าวกับ BBC ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน อาจรุนแรงกว่าความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในยุค 1970 อย่างมีนัยสำคัญ
คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุเมื่อต้นเดือนว่า โลกกำลังเผชิญภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วิกฤตครั้งนี้อาจใหญ่กว่าวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 และยังใหญ่กว่าวิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติหลังรัสเซียบุกยูเครนด้วย
วิกฤตน้ำมันปี 1970 คืออะไร
นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 มีลักษณะแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากในปี 1973 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันต่อประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur พร้อมกับลดการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในเวลาไม่กี่เดือน
ผลที่ตามมาคือ การจำกัดการใช้น้ำมันในหลายประเทศ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก เงินเฟ้อพุ่ง ธุรกิจลดการลงทุน อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และเกิดการประท้วง การนัดหยุดงาน และความยากจนเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ
สหรัฐและสหราชอาณาจักรเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 1973-1975 และวิกฤตดังกล่าวยังส่งผลต่อการเมือง โดยมีส่วนทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเท็ด ฮีธ ของอังกฤษล่มในปี 1974 ต่อมาเกิดวิกฤตน้ำมันครั้งที่สองในปี 1979 จากการปฏิวัติอิหร่าน
ปิดฮอร์มุซกระทบอุปทานน้ำมันโลก
นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นทางผ่านน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ถูกปิดแทบทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าโภคภัณฑ์จากประเทศอ่าวเปอร์เซีย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาวิธีทำให้การส่งออกน้ำมันกลับมา เช่น ขอให้ประเทศพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หากไม่เปิดทางเดินเรือ
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งระบุว่า น้ำมันที่ออกจากอ่าวเปอร์เซียก่อนปิดช่องแคบยังคงเดินทางไปถึงโรงกลั่นทั่วโลก แต่ในไม่ช้าอุปทานน้ำมันจะเริ่มลดลงอย่างจริงจัง
เขาเตือนว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดทันที น้ำมันก็ยังขาดแคลนต่อไป และโลกจะต้องเผชิญราคาพลังงานสูง ไม่เพียงในช่วงวิกฤต แต่ยังต่อเนื่องอีก 6-12 เดือนหลังวิกฤตสิ้นสุด
วิกฤตครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 1970 หรือไม่
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ตลาดพลังงานปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น มีแหล่งพลังงานมากขึ้น และหลายประเทศมีคลังสำรองน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่ายุค 1970
อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางรายระบุว่า แม้วิกฤตน้ำมันในยุค 1970 จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงเพียง 5-7% แต่ในวิกฤตปัจจุบัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่ออุปทานน้ำมันถึงประมาณ 20% ของโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตมาก
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น วิกฤตสงครามอิหร่านอาจกลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และอาจทำให้ราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อสูง และเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
แม้หลายประเทศมีน้ำมันสำรองและระบบรับมือวิกฤตที่ดีกว่าในอดีต แต่ขนาดของอุปทานที่หายไปในครั้งนี้ทำให้วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงและไม่มีทางแก้ไขในระยะสั้น
อ้างอิง : bbc.com