โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนวิกฤตน้ำมันปี 1970 โลกกำลังเผชิญวิกฤตที่รุนแรงกว่า?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 16.20 น. • เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 03.27 น.

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้เกิดคำเตือนว่า โลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ จนถูกนำไปเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ที่เคยทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจถดถอย

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกนานกว่าหนึ่งเดือน ทำให้เกิดคำเตือนว่าโลกอาจเผชิญวิกฤตพลังงานที่รุนแรงยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970

ลาร์ส เจนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและอดีตผู้บริหารบริษัท Maersk กล่าวกับ BBC ว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน อาจรุนแรงกว่าความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจในยุค 1970 อย่างมีนัยสำคัญ

คำเตือนดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุเมื่อต้นเดือนว่า โลกกำลังเผชิญภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า วิกฤตครั้งนี้อาจใหญ่กว่าวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 และยังใหญ่กว่าวิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติหลังรัสเซียบุกยูเครนด้วย

วิกฤตน้ำมันปี 1970 คืออะไร

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 มีลักษณะแตกต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากในปี 1973 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอาหรับประกาศคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันต่อประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในสงคราม Yom Kippur พร้อมกับลดการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในเวลาไม่กี่เดือน

ผลที่ตามมาคือ การจำกัดการใช้น้ำมันในหลายประเทศ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินทั่วโลก เงินเฟ้อพุ่ง ธุรกิจลดการลงทุน อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และเกิดการประท้วง การนัดหยุดงาน และความยากจนเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ

สหรัฐและสหราชอาณาจักรเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี 1973-1975 และวิกฤตดังกล่าวยังส่งผลต่อการเมือง โดยมีส่วนทำให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเท็ด ฮีธ ของอังกฤษล่มในปี 1974 ต่อมาเกิดวิกฤตน้ำมันครั้งที่สองในปี 1979 จากการปฏิวัติอิหร่าน

ปิดฮอร์มุซกระทบอุปทานน้ำมันโลก

นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นทางผ่านน้ำมันประมาณ 20% ของโลก ถูกปิดแทบทั้งหมด ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน ก๊าซ และสินค้าโภคภัณฑ์จากประเทศอ่าวเปอร์เซีย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาวิธีทำให้การส่งออกน้ำมันกลับมา เช่น ขอให้ประเทศพันธมิตรส่งเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมัน และขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หากไม่เปิดทางเดินเรือ

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งระบุว่า น้ำมันที่ออกจากอ่าวเปอร์เซียก่อนปิดช่องแคบยังคงเดินทางไปถึงโรงกลั่นทั่วโลก แต่ในไม่ช้าอุปทานน้ำมันจะเริ่มลดลงอย่างจริงจัง

เขาเตือนว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดทันที น้ำมันก็ยังขาดแคลนต่อไป และโลกจะต้องเผชิญราคาพลังงานสูง ไม่เพียงในช่วงวิกฤต แต่ยังต่อเนื่องอีก 6-12 เดือนหลังวิกฤตสิ้นสุด

วิกฤตครั้งนี้รุนแรงกว่าปี 1970 หรือไม่

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ตลาดพลังงานปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น มีแหล่งพลังงานมากขึ้น และหลายประเทศมีคลังสำรองน้ำมัน ทำให้เศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่ายุค 1970

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์บางรายระบุว่า แม้วิกฤตน้ำมันในยุค 1970 จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงเพียง 5-7% แต่ในวิกฤตปัจจุบัน การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่ออุปทานน้ำมันถึงประมาณ 20% ของโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตมาก

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น วิกฤตสงครามอิหร่านอาจกลายเป็นแรงกระแทกทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 และอาจทำให้ราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อสูง และเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

แม้หลายประเทศมีน้ำมันสำรองและระบบรับมือวิกฤตที่ดีกว่าในอดีต แต่ขนาดของอุปทานที่หายไปในครั้งนี้ทำให้วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงและไม่มีทางแก้ไขในระยะสั้น

อ้างอิง : bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...