‘หุ้นไทย’ วันนี้ แนวโน้มในกรอบ 1,480-1,500 จุด จับตาตะวันออกกลาง
บล.กสิกรไทยประเมิน SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,480-1,500 จุด เน้นเกาะติดการเจรจาสงคราม และการรายงานกำไร 1/69 โดยระยะสั้นแนะหุ้นคาดงบ 1/69 เด่น และหุ้นอิงการเจรจาผ่อนคลาย โดยวันนี้แนะนำ BH, SCGP
SET Index วานนี้ปิดที่ 1,489.73 จุด ลดลง 17.11 จุด หรือ -1.14% โดยแรงขายกระจุกตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร และพลังงาน สอดคล้องกับการย่อตัวของราคาน้ำมันดิบ ประกอบกับแรงกดดันทางจิตวิทยาจากกรณี DELTA ติดเกณฑ์ Trading Alert ขณะที่นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาขายสุทธิหุ้นไทย 3,190 ล้านบาท
สำหรับวันนี้ ประเมินว่า SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ 1,480-1,500 จุด โดยตลาดยังติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อโอกาสในการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน โดยระบุว่าอิหร่านอาจยอมรับบางเงื่อนไขที่ก่อนหน้านี้เคยปฏิเสธ และคาดว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมในเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ดี ฝั่งอิหร่านยังไม่ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าตอบรับข้อเสนอดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ผู้นำอาหรับและยุโรปบางส่วนประเมินว่าการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจต้องใช้เวลาอีกราว 6 เดือน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่าอิสราเอลและเลบานอนจะหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน ซึ่งช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในภูมิภาคได้บางส่วน
ด้านปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังให้น้ำหนักกับการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังแนะนำ Selective Buy ในหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 1/69 จะออกมาดี และหุ้นที่ได้อานิสงส์จากบรรยากาศการเจรจาที่ผ่อนคลายลง โดยหุ้นแนะนำวันนี้คือ BH และ SCGP
ประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นกระแสและมีผลต่อการลงทุน
S&P Global Ratings ระบุว่าอันดับเครดิตของประเทศอาเซียนกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตราคาพลังงานในตะวันออกกลาง โดยอินโดนีเซียมีความเปราะบางสูงสุดจากภาระเงินอุดหนุนและความเสี่ยงต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะที่ไทยยังมีเสถียรภาพรองรับได้จากความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินและฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ส่วนมาเลเซียและเวียดนามยังมีกันชนรองรับในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ S&P คาดว่าราคา Brent เฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งโดยรวมถือเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อจิตวิทยาการลงทุนในตลาดไทยจากภาพเสถียรภาพด้านเครดิต
อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือบรรยากาศสงกรานต์ปี 2569 ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานรวมเกือบ 5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 93% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวชัดเจนของภาคท่องเที่ยว โดยพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือสยามสแควร์ ตามด้วย ICONSIAM และถนนสีลม อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวที่คึกคักยังมาพร้อมแรงกดดันด้านการจัดการเมือง หลังพบว่าปริมาณขยะเพิ่มขึ้นถึง 336 ตัน และเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะไฟไหม้หญ้า เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นนี้มองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก เช่น CPALL, CPN และ ERW จากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตามต้นทุนการบริหารจัดการและความแออัดที่อาจกดดันมาร์จิ้นในระยะถัดไป
ในด้านสภาพอากาศ นักวิชาการและหน่วยงานสากลประเมินว่า “เอลนีโญ” มีแนวโน้มเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และอาจยาวไปถึงต้นปี 2570 โดยมีโอกาสรุนแรง ส่งผลให้ไทยต้องเผชิญกับอากาศร้อนและภาวะแห้งแล้งมากกว่าปกติ ฝนอาจมาช้าและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในหลายช่วง โดยเฉพาะภาคใต้ ขณะที่อุณหภูมิโลกยังมีแนวโน้มทำสถิติสูงต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงด้านน้ำ พลังงาน และสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ในเชิงตลาดทุน ประเมินว่าเป็นบวกต่อกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีกจากอากาศที่ร้อนขึ้น
ส่วนปัจจัยต่างประเทศ GDP จีนไตรมาส 1/69 ขยายตัว 5.0% YoY เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4.5% และดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 4.8% โดยได้แรงหนุนจากภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่อย่างแบตเตอรี่และหุ่นยนต์ อย่างไรก็ดี การส่งออกเริ่มชะลอในเดือนมีนาคมจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ สะท้อนจากยอดค้าปลีกและการลงทุนที่ฟื้นตัวจำกัด ในระยะต่อไป เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอลงจากแรงกดดันภายนอกและอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยทั้งปีคาดเติบโตประมาณ 4.5% ภาพนี้จึงอาจเป็นลบต่อกลุ่มส่งออกและสินค้าโภคภัณฑ์ของไทย เช่น ปิโตรเคมี และยางพารา จากความเสี่ยงที่ดีมานด์จีนจะชะลอตัวลง
หุ้นเด่นวันนี้
BH
ให้ราคาพื้นฐานที่ 170.00 บาท โดยเป็นหุ้นโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยจากตะวันออกกลางสูงที่สุดในกลุ่ม คิดเป็นราว 25% ของรายได้รวม ดังนั้นหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย จะเป็นปัจจัยบวกต่อ BH อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้ปรับตัวลงไปแล้วกว่า 22% สะท้อนความกังวลดังกล่าวไปพอสมควร
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับค่าบริการขึ้นราว 4% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นบวกต่อผลประกอบการปีนี้ โดยผู้บริหารคาดว่ารายได้ไตรมาส 1/69 จะเติบโตประมาณ 2-3% แม้จะอยู่ในช่วงรอมฎอนก็ตาม ด้าน valuation ปัจจุบันซื้อขายที่ PE ราว 17 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 15 ปีที่ประมาณ 38 เท่า
SCGP
ให้ราคาพื้นฐานที่ 22.00 บาท คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/69 อยู่ที่ประมาณ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% YoY และเพิ่มขึ้นเล็กน้อย QoQ หนุนจากสภาวะตลาดที่เอื้อขึ้นและการแข่งขันที่ลดลง ทำให้บริษัทสามารถปรับราคาขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มาร์จิ้นดีขึ้น โดยกำไรไตรมาส 1 คิดเป็นราว 22% ของประมาณการทั้งปี
แนวโน้มรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะดีขึ้นจากไตรมาสก่อน แม้ว่าปริมาณขายจะอ่อนตัวตามฤดูกาล แต่ ASP เพิ่มขึ้น 2-3% QoQ ส่งผลให้ spread ขยายตัวจากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนกระดาษรีไซเคิลยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดี แนวโน้มไตรมาส 2/69 ยังมีความไม่แน่นอน โดยต้องระวังผลกระทบจากปริมาณขายในไทยที่อาจอ่อนตัวตามวันหยุดยาว รวมถึงต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากค่าระวางเรือและราคาพลังงาน
ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม
วันศุกร์ ติดตามรายงานดุลการค้าของยูโรโซน เดือนกุมภาพันธ์