INETหวั่นต้นทุนค่าไฟพุ่ง เร่งแผนNet Zero Data Center
#INET #ทันหุ้น – INET หวั่นอนาคตค่าไฟสูงขึ้น จึงเร่งเดินหน้าแผนทำ Net Zero Data Center ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม 1-2 ปี โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ตุนสต๊อก Server เพียงพอทำให้ยังไม่ต้องปรับราคาบริการขึ้น ธุรกิจคลาวด์มีลุ้นโต จากย้ายมาใช้ Local Cloud มากขึ้น หนุนผลงานบริษัทโตตามเป้าหมาย
นายวัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET ผู้ให้บริการ Local Cloud Service และ Digital Platform Service เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของ Data Center ที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณมาก แม้ในปัจจุบันผลกระทบอาจจะยังมีไม่มาก
*เร่ง Net Zero Data Center
ทั้งนี้คาดว่าค่าไฟอาจพุ่งสูงเกิน 4 บาทต่อหน่วย หลังจากที่ต้นทุนเก่าหมดลงหากสถานการณ์โลกไม่คลี่คลาย ซึ่งล่าสุด กกพ. ได้ปรับค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 ขึ้นเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย จากเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้นทุนไฟฟ้าที่แพงขึ้น ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจเร่งแผนการทำ Net Zero Data Center ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณ 1-2 ปี โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากระบบปกติ ซึ่งบริษัทมีแผนใช้พื้นที่ว่างในโครงการต่างๆ ทั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล INET-IDC3 และ INET-IDC4 เพื่อผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และใช้ระบบแบตเตอรีสำรอง
โดย INET-IDC4 เป็นการขยายฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลออกสู่ส่วนภูมิภาค คาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2570 และบริษัทมีแผนที่จะนำ INET-IDC4 เข้ากองทรัสต์ (REIT) ในช่วงปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 เพื่อสร้างกระแสเงินสดและกำไรให้บริษัท
สำหรับบริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านเงินทุนในการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ 2 ชุด มูลค่ารวม 800 ล้านบาท ได้แก่ หุ้นกู้ชุดที่ 1 รุ่น INET28OA อายุ 2 ปี 5 เดือน 27 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2571 อัตราดอกเบี้ย 5.30% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 2 รุ่น INET294A อายุ 3 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2572 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.50 % ต่อปี ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากจนเต็มหมดแล้ว โดยหุ้นดังกล่าวเปิดเสนอขายวันที่ 20-22 เมษายน 2569
*สำรองต้นทุนเพียบ
ขณะเดียวกันทั่วโลกกำลังประสบปัญหาชิปขาดแคลน ทำให้การส่งมอบ Server ล่าช้ามาก เช่น คำสั่งซื้อที่ควรจะมาในเดือนเมษายน ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนสิงหาคม รวมถึงราคาฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งบริษัทมีสำรองต้นทุนเก่าไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ยังคงสามารถคงราคาเดิมให้ลูกค้าได้ หรือหากต้องปรับขึ้นตามราคาตลาดในล็อตใหม่ ต้นทุนเฉลี่ยเมื่อรวมกับของเก่า จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยประมาณ 3-5% เท่านั้น
นอกจากนี้บริษัทยังสามารถล็อกราคาให้กับลูกค้าที่ทำสัญญายาวได้ทันที หากตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ ในขณะที่ผู้ให้บริการรายอื่นอาจไม่มีของพร้อมหรือต้องรอ Server นาน ทำให้ลูกค้าตัดสินใจย้ายมาใช้บริการได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีปัจจัยเรื่องความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายของสหรัฐ ที่อนุญาตให้รัฐบาลเข้าตรวจสอบข้อมูลในบริษัทสัญชาติอเมริกันได้ แม้ข้อมูลนั้นจะจัดเก็บอยู่ในต่างประเทศ เช่น Amazon หรือ Google ที่อยู่ในไทย
รวมถึงความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Cloud ต่างประเทศ ประกอบกับค่าไลเซนส์ซอฟต์แวร์ต่างประเทศมีการปรับราคาสูงขึ้นมาก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยเริ่มพิจารณาย้ายข้อมูลจาก Cloud ต่างประเทศกลับมาใช้ Local Cloud ของไทย ทำให้บริษัทมีโอกาสในการนำเสนอโซลูชัน Open Source ให้ลูกค้า ซึ่งช่วยให้บริษัทบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นและจูงใจลูกค้าใหม่ๆ
*คงเป้าหมายเติบโต
อย่างไรก็ดีบริษัทยังคงตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 จะเติบโต 3,700 – 3,800 ล้านบาท จากปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และขยายการให้บริการให้ถึง 150,000 VMI ภายในสิ้นปี 2569 โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริษัทมากที่สุด คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ชะลอตัวเล็กน้อยจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้คาดว่าไตรมาส 2-3/2569 ผลประกอบการจะดีขึ้นอย่างชัดเจนจากความชัดเจนทางการเมืองเริ่มมีมากขึ้น และกระแสการย้ายมาใช้ Local Cloud มากขึ้น ทำให้ธุรกิจยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างน้อยในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ นอกจากจะมีปัจจัยจากทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง