โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ผ่าทางรอดอุตสาหกรรมชิ้นส่วน จาก'ฐานยานยนต์' สู่ 'เครื่องมือแพทย์'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์อุตสาหกรรมสนับสนุนของไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายจากการชะลอตัวของกลุ่มยานยนต์ จนต้องเร่งปรับตัวสู่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และกลุ่ม New S-Curve อื่นๆ แม้ผู้ผลิตไทยจะมีทักษะความแม่นยำสูงและศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อน แต่ยังติดขัดเรื่องกฎระเบียบของ อย.และการขาดแคลนมาตรฐานทดสอบภายในประเทศที่เป็นรูปธรรม

สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทยเสนอให้ภาครัฐปรับบทบาทจากผู้คุมกฎมาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเพื่อเปิดโอกาสให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยมุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างเอกชนและมหาวิทยาลัยเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ และแพทย์ในสถานพยาบาลของรัฐนำสินค้าที่ผลิตในประเทศไปใช้อย่างจริงจัง จะสามารถยกระดับประเทศไทยเป็น Medical Hub ที่สมบูรณ์และลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านจากวิศวกรรมชิ้นส่วนสู่ธุรกิจช่วยชีวิตคน คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีเกียรติในเวทีโลกได้ และหากได้รับการสนับสนุนภาครัฐอย่างจริงจังจะสามารถเห็นการผลิตเชิงพาณิชย์ (Mass Production) อย่างเป็นรูปธรรมภายใน 2-3 ปีนี้ แต่ถ้าไม่เริ่มสร้างมาตรฐานและสนับสนุนผู้ผลิตไทยในวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็ยังคงต้อง “ซื้อ” เทคโนโลยีจากต่างชาติมาใช้ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

SMEs ไทยจากฐานผลิต 'ชิ้นส่วนยานยนต์' สู่ 'Medical Manufacturing Hub'

ATMPs ยุคใหม่แห่งการรักษาเฉพาะบุคคล ‘กับดัก’ ที่ต้องก้าวผ่าน

ดันผู้ประกอบการรับช่วงผลิต สู่เครื่องมือแพทย์

“ชนินทร์ ขาวจันทร์” นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ให้สัมภาษณ์“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมการผลิตดั้งเดิมที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยอย่างยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ กำลังเผชิญกับพายุความท้าทายครั้งใหญ่ ยอดสั่งผลิตที่ลดลงตามสภาวะตลาดโลก ทำให้ผู้ประกอบการรับช่วงการผลิต (Subcontractor) หลายรายเริ่มได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซีย ก็กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนภายในประเทศ (Local Supporting Industry) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและดึงดูดการลงทุนอย่างเข้มข้น

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่เปลี่ยนไปการผลักดันให้ผู้ประกอบการรับช่วงผลิตไทยให้ก้าวเข้าสู่ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์” (Medical Devices) อย่างเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนจาก “วิศวกรรมชิ้นส่วน” สู่ “ธุรกิจช่วยชีวิตคน” คือทางรอดเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและมีเกียรติในเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

ตั้งเป้านวัตกรรมเพื่อผู้สูงวัย

ผู้ประกอบการไทยมีทักษะพื้นฐานด้านการผลิตที่แข็งแกร่งและมีความแม่นยำสูง (Precision) ทั้งในกลุ่มพลาสติก ยาง และโลหะ ศักยภาพเหล่านี้สามารถนำมาต่อยอด (Diversify) เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์กายภาพบำบัดได้อย่างหลากหลาย แม้ในระยะแรกอาจจะยังไม่ก้าวไปถึงเครื่องมือที่มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเครื่องเอกซเรย์ แต่ผู้ผลิตไทยสามารถครองตลาดอุปกรณ์ทางกล (Mechanics) และระบบอัตโนมัติ (Automation) ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การพัฒนาเตียงคนไข้ที่มีระบบชั่งน้ำหนักในตัว รถเข็น หรือนวัตกรรมจากบริษัท ซีซี ออโต้พาร์ท จำกัด (CC Auto Part) ในจ.ฉะเชิงเทรา ที่สามารถผลิตตั้งแต่เตียงทำฟัน เตียงคนไข้ ไปจนถึงอุปกรณ์ช่วยพยุงผู้ป่วยให้ลุกยืนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งตอบโจทย์วิกฤติการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดเทคโนโลยีที่เคยใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์อย่างการเคลือบสารต้านจุลชีพ (Silver Nano Coating) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์สายสวนหลอดเลือดเพื่อป้องกันการติดเชื้ออีกด้วย

เปลี่ยน“ผู้คุมกฎ”สู่“เพื่อนคู่คิด”

นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่าแม้ภาคเอกชนจะมีศักยภาพ แต่การพาผู้ประกอบการไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ (Mass Production) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจังจากภาครัฐ หากผลิตภัณฑ์ใดเป็นนวัตกรรมใหม่ ภาครัฐและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะต้องร่วมกันหาทางออกและกำหนดมาตรฐานขึ้นมา ไม่เช่นนั้นผู้ผลิตไทยอาจต้องนำงานวิจัยไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งทำให้ไทยเสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างน่าเสียดาย

ยกตัวอย่าง ช่วงวิกฤติโควิด-19 ผู้ประกอบการไทยสามารถร่วมกันวิจัยและผลิตชุดป้องกันเชื้อโรค (PAPR) ออกมาใช้งานได้สำเร็จ แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกลับไม่สามารถขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ เนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรฐานหรือห้องทดสอบรองรับ

“ดังนั้นอย. ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก Regulator มาเป็นเพื่อนคู่คิด (Partner) ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไปด้วยกัน หากเปิดกว้างและจับมือร่วมกัน เราน่าจะได้เห็นการผลิตเชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรมได้ภายใน 2-3 ปีนี้”

ผลิตใช้เองลดต้นทุนรักษาพยาบาล

เขากล่าวว่าในแต่ละปี ประเทศไทยสูญเสียเม็ดเงินหลายพันล้านบาทไปกับการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ แม้ว่าไทยจะประกาศตัวเป็น Medical Hub ที่มีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญและบริการที่เป็นเลิศ แต่หากเรายังต้องพึ่งพาการซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์นั้นก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ

การเป็น Medical Hub ที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับ“อำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยี”หมายความว่าไทยต้องสามารถพัฒนาและผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้งานเองในประเทศ ลดต้นทุนการรักษาพยาบาลให้ถูกลง และก้าวไปสู่การเป็นฐานการส่งออกเครื่องมือแพทย์ไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้

เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เป็นจริง สมาคมฯ เตรียมหารือกับ อย. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงใช้เวทีจัดแสดงสินค้านานาชาติด้านเครื่องมือแพทย์ระดับโลกที่จะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนก.ค.นี้ เป็นจุดเชื่อมโยงให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยได้พบปะผู้ซื้อจากทั่วโลก และเปิดโลกทัศน์เพื่อต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ

“อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไปได้ ถ้าภาครัฐซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่ เปิดโอกาสแล้วก็พัฒนาให้ผู้ผลิตไทยทำมากขึ้น จากเริ่มต้นอย่างง่ายแล้วนำไปสู่ยากขึ้นในโอกาสต่อไปได้ ไม่เริ่มวันนี้ อีก 10 ปีเราก็จะไม่มีเหมือนเดิม"

นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นทางรอดของอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิตไทย แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ที่สำคัญการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ใช่พัฒนาประเทศโดยการซื้อเทคโนโลยี

เราต้องใช้องค์ความรู้จากอาจารย์มหาวิทยาลัยมารวมกับมุมมองเชิงพาณิชย์ของเอกชน เพื่อสร้างเทคโนโลยีของเราเองซึ่งหากทุกภาคส่วนทั้งเอกชน นักวิชาการในมหาวิทยาลัย และภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับประสานพลังกันอย่างจริงจัง การเห็นเครื่องมือแพทย์ฝีมือคนไทยผงาดในตลาดโลกด้วยมาตรฐาน Mass Production ย่อมอยู่ไม่ไกล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...