“จีน” กวาดรายได้จากการส่งออกกว่า 500 ล้านดอลลาร์/ชั่วโมง แรงหนุนกระแส AI
กระแส AI กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจจีน หลังยอดส่งออกชิป คอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยี AI พุ่งแรง ส่งผลให้ "จีน" กวาดรายได้จากการส่งออกกว่า 500 ล้านดอลลาร์/ชั่วโมง
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.14 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า แม้เศรษฐกิจของสหรัฐและจีนจะยังคงเดินหน้าเข้าสู่ภาวะแยกตัวทางเศรษฐกิจ (decoupling) มากขึ้น แต่ทั้งสองประเทศกลับกำลังได้รับแรงหนุนจากกระแส AI แหล่งเดียวกัน
ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI ของภาคธุรกิจในช่วงต้นปีนี้ ฝั่งจีนเองก็ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Nomura Holdings ประเมินว่า การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ คอมพิวเตอร์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของจีน คิดเป็นสัดส่วนราวครึ่งหนึ่งของการเติบโตด้านการส่งออกของจีนในเดือนเมษายน
ข้อมูลระบุว่า การส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 359,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว เท่ากับว่าบริษัทจีนทำรายได้จากการส่งออกเฉลี่ยราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อชั่วโมง โดยการส่งออกชิปของจีนพุ่งขึ้นถึง 100% ขณะที่ยอดขายอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและชิ้นส่วน เช่น แล็ปท็อป แท็บเล็ต และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพิ่มขึ้น 47%
ขณะเดียวกัน AI ยังเปลี่ยนทิศทางการนำเข้าสินค้าของจีน โดยการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 42%
รายงานระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเตรียมเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้ มีส่วนกระตุ้นกระแสการลงทุนมหาศาลด้าน AI ที่กำลังช่วยหนุนการส่งออกของจีน รวมถึงเศรษฐกิจเอเชียหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน เฉพาะปีนี้ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เช่น Alphabet และ Meta มีแผนใช้จ่ายลงทุนรวมกันสูงถึง 725,000 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ใช้กับอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล AI
แม้การแยกตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะยังดำเนินต่อไป ผ่านมาตรการควบคุมเทคโนโลยี การคว่ำบาตร และกำแพงภาษี แต่กระแสการค้าเกี่ยวกับ AI กลับสะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกยังคงเชื่อมโยงเศรษฐกิจสองประเทศเข้าหากันอย่างลึกซึ้ง
ปัจจุบัน สัดส่วนการส่งออกของจีนไปยังสหรัฐลดลงเหลือเพียงราว 9% ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของระดับสูงสุดในช่วงปี 2560-2561
อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำโลกด้านการลงทุน AI ทำให้จีนกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ในปีที่ผ่านมา ตามการประเมินของนักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered แม้ว่าจีนจะยังต้องนำเข้าเทคโนโลยีสำคัญบางประเภท เช่น ชิปขั้นสูง
ในช่วงรัฐบาลทรัมป์ปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกวงจรรวม (Integrated Circuits) ของจีนเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า แตะระดับกว่า 31,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อน แต่การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 1 ปี หลังหดตัวเลขสองหลักต่อเนื่องตลอดปี 2568 ในทำนองเดียวกัน การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จากเกาหลีใต้และไต้หวันก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ข้อจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างวอชิงตันและปักกิ่ง โดยมาตรการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีอเมริกันของจีน เคยทำให้จีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายากไปยังลูกค้าในสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมา
หลังการพบกันครั้งล่าสุดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง เมื่อเดือนตุลาคม ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบ โดยสหรัฐยอมระงับมาตรการจำกัดเทคโนโลยีบางส่วนเป็นเวลา 1 ปี แลกกับการกลับมาส่งออกแร่หายากจากจีน ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นหารืออีกครั้งในสัปดาห์นี้
แม้จีนยังไม่สามารถผลิตชิประดับล้ำหน้าที่สุดได้จากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่จีนกำลังครองตลาดชิปเก่า หรือ Legacy Chips มากขึ้น ซึ่งยังเป็นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากทั่วโลก
นอกจากนี้การที่การค้าในเอเชียเริ่มพึ่งพาสินค้าไฮเทคมากขึ้น ยังช่วยพยุงเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ภาคการผลิตกำลังเผชิญต้นทุนวัตถุดิบสูงจากสงครามในอิหร่าน แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะช่วยเพิ่มมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน 13% แต่ปริมาณนำเข้ากลับลดลง 20% สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จาก Nomura นำโดย Ting Lu ระบุว่า แม้ผู้ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้ประโยชน์จากราคาชิปที่พุ่งขึ้น แต่ทั้งเศรษฐกิจจีนก็ยังต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง วิกฤตราคาน้ำมันกลับกลายเป็นโอกาสของผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของการส่งออก หลังยอดขายรถในประเทศชะลอตัว การส่งออกรถยนต์ของจีนเพิ่มขึ้น 54% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 และมูลค่าการส่งออกรถยนต์ในเดือนเมษายนแตะกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับสองในประวัติศาสตร์
ขณะเดียวกัน กระแส AI ยังผลักดันทั้งการส่งออกและนำเข้าของจีนสู่ระดับสูงสุดใหม่ โดยการนำเข้าสินค้าของจีนในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 25% แตะ 275,000 ล้านดอลลาร์ การนำเข้าจากเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นกว่า 60% ส่วนการนำเข้าจากไต้หวันเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%
แม้นักเศรษฐศาสตร์จะเริ่มปรับเพิ่มคาดการณ์การนำเข้าของจีนตลอดทั้งปีแล้ว แต่หลายฝ่ายยังมองว่า แนวโน้มระยะยาวของการส่งออกจีนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการฝ่าคอขวดทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาชิปขั้นสูงด้วยตนเอง
นักเศรษฐศาสตร์จาก Australia and New Zealand Banking Group ระบุว่า หากจีนสามารถเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านชิปได้รวดเร็ว ก็อาจนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐในอนาคต โดยมองว่า สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์จะรุนแรงขึ้น แต่โลกอาจกำลังเปลี่ยนจากการตัดขาดโดยสิ้นเชิงไปสู่การจำกัดเฉพาะบางด้านมากกว่า
อ้างอิง : bloomberg.com