‘มหานคร’ ทั่วโลกก้าวไปถึงไหน? กรุงเทพฯ ต้องไล่ให้ทัน โดย พนิต ภู่จินดา
ใกล้เลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครกันแล้ว หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “แล้วมหานครที่เจริญแล้วในระดับสากล เขามีแนวทางการพัฒนากันอย่างไร?”
เราต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า “มหานคร” (Metropolis) มีนิยามมากกว่าแค่เมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน แต่มันคือศูนย์กลางเศรษฐกิจ การปกครอง และโอกาสที่ต้องมีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีชั้นเชิง จากการที่ติดตามผลการศึกษาและพัฒนาเมืองทั่วโลกพบว่ามีแนวโน้ม 6 ประการที่กำลังได้รับความสำคัญในการพัฒนามหานครในปัจจุบัน
- การมองภาพรวมภาคมหานคร (The Metropolitan Region)
มหานครที่ประสบความสำเร็จอย่าง ลอนดอน หรือ ปารีส ไม่ได้วางผังเมืองแค่ในขีดจำกัดทางปกครอง แต่เขามองภาพกว้างที่เรียกว่าภาคมหานคร หลักการนี้เน้นการแยกองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นต้องเบียดเสียดอยู่ในไข่แดงของเมืองออกไป เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หรือศูนย์ราชการขนาดใหญ่ โดยไปสร้างเป็นเมืองบริวาร (Satellite Towns) ในระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 30-50 กม. นั่นหมายความว่าความเป็นมหานครได้ขยายขอบเขตเชิงพื้นที่ออกไปครอบคลุมหลายเขตการปกครอง ซึ่งต้องการองค์กรและรูปแบบในการบริหารจัดการในระดับภาค ไม่ใช่แค่ในระดับเมืองเท่านั้น
- เมืองหลายศูนย์กลาง (Multi-nuclei City)
มหานครไม่สามารถมีศูนย์กลางแบบรวมศูนย์เพียงแห่งเดียว เนื่องจากมีกิจกรรมหลักหลายประเภท แต่ละประเภทมีเกณฑ์ในการเลือกที่ตั้งแตกต่างกัน มหานครทั้งหลายในโลกจึงมักมีลักษณะเป็นเมืองหลายศูนย์กลาง เพื่อกระจายบทบาทหน้าที่เฉพาะด้านออกไป เช่น ย่านเศรษฐกิจระดับโลก ย่านสถาบันราชการ หรือย่านสถานศึกษา โดยแต่ละศูนย์กลางย่อยจะต้องมีที่พักอาศัยล้อมรอบ เพื่อให้แรงงานและผู้คนในย่านนั้นสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ในระยะใกล้ ลดความจำเป็นในการเดินทางข้ามโซนที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดอย่างรุนแรง
- การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนสายหลักและแนวคิดเมือง 15 นาที (15-Minute City)
เมื่อซูมอินลงมาในแต่ละย่าน หัวใจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนสายหลัก (Transit Oriented Development – TOD) ที่มีการวางผังให้มีพื้นที่พาณิชยกรรมและแหล่งงานอยู่รอบสถานีและวงถัดไปเป็นที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับหลักการ “เมือง 15 นาที” คือการทำให้ทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน โรงเรียน ตลาด หรือสวนสาธารณะ อยู่ในระยะที่เดินหรือปั่นจักรยานถึงได้ภายใน 15 นาที หากจำเป็นต้องไปย่านอื่น ก็สามารถเข้าสู่ระบบรางได้ทันที วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ยังเป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- ใจกลางเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะ
พื้นที่ศูนย์กลางหลักของมหานครมักเผชิญปัญหามลภาวะต่างๆ เป็นอย่างมาก ต้นทางหลักมาจากไอเสียจากยานพาหนะต่างๆ มหานครส่วนใหญ่จึงใช้มาตรการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น การเก็บค่าเข้าเมืองหรือการเพิ่มค่าจอดรถสำหรับรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่และปล่อยมลพิษสูง นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมอย่างห้องเครื่องปรับอากาศระดับย่าน (District Cooling System) มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดความร้อนจากคอมเพรสเซอร์แอร์นับร้อยตัวที่จะกระจายความร้อนสู่ถนน มุ่งสู่เป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อลดอุณหภูมิโลกอย่างยั่งยืน
- ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
มหานครในโลกไม่ได้คิดว่าถนนเป็นของรถยนต์ แต่กลับมองว่าเป็นพื้นที่เพื่อการสัญจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มาตรฐานถนนในเมืองจะเป็นช่องทางสำหรับรถยนต์แค่ไม่เป็น 40% ของเขตทางทั้งหมด อีกไม่น้อยกว่า 60% จะมีพื้นที่กว้างพอสำหรับการทำทางเท้าที่มีคุณภาพ ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา มีเส้นทางจักรยานและการวางระบบสาธารณูปโภคที่เข้าถึงทุกซอกซอย ช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นทำให้การลำเลียงบริการสาธารณะทั้งในยามปกติและฉุกเฉินเข้าถึงทุกพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นรถเก็บขยะ รถบริการสาธารณะ รถพยาบาล และรถดับเพลิง เป็นต้น
- ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางคือทางรอดของมหานคร
หัวใจสุดท้ายของการเป็นมหานครที่เท่าเทียมคือ การมีที่อยู่อาศัยที่คนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้ ปัจจุบันผังเมืองส่วนใหญ่มักมีแค่บ้านเดี่ยวชานเมืองที่มีราคาแพงและต้องเดินทางไกล หรือคอนโดสูง 30 ชั้นขึ้นไปซึ่งมีค่าก่อสร้างและค่าส่วนกลางสูงมากเนื่องจากระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน มหานครทั่วโลกกำลังพยายามสร้างอาคารพักอาศัยสูง 4-8 ชั้น อาคารเหล่านี้มีต้นทุนการก่อสร้างที่ถูกกว่า ดูแลรักษาง่าย และสามารถแทรกตัวอยู่ในชุมชนเมืองได้ดีกว่า ช่วยให้คนทำงานในเมืองมีทางเลือกที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยไม่ต้องถูกผลักไปอยู่ชายขอบของเมือง
บทสรุป
แนวโน้มการพัฒนามหานครในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายถนนหรือการสร้างตึกสูง แต่คือการออกแบบระบบนิเวศให้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ทั้ง 6 ข้อนี้คือแนวโน้มที่มหานครทั่วโลกใช้เป็นที่ตั้งมาเป็นเวลานา หากเราต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่น่าอยู่และแข่งขันได้ในระดับสากล ผู้ว่าฯ และ สก.ของเราคงต้องมองให้ไกลกว่าเดิมและนำแนวโน้มเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคน