โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘มหานคร’ ทั่วโลกก้าวไปถึงไหน? กรุงเทพฯ ต้องไล่ให้ทัน โดย พนิต ภู่จินดา

TODAY

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • TODAY

ใกล้เลือกตั้งผู้ว่าราชการและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครกันแล้ว หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “แล้วมหานครที่เจริญแล้วในระดับสากล เขามีแนวทางการพัฒนากันอย่างไร?”

เราต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า “มหานคร” (Metropolis) มีนิยามมากกว่าแค่เมืองที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน แต่มันคือศูนย์กลางเศรษฐกิจ การปกครอง และโอกาสที่ต้องมีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีชั้นเชิง จากการที่ติดตามผลการศึกษาและพัฒนาเมืองทั่วโลกพบว่ามีแนวโน้ม 6 ประการที่กำลังได้รับความสำคัญในการพัฒนามหานครในปัจจุบัน

  • การมองภาพรวมภาคมหานคร (The Metropolitan Region)

มหานครที่ประสบความสำเร็จอย่าง ลอนดอน หรือ ปารีส ไม่ได้วางผังเมืองแค่ในขีดจำกัดทางปกครอง แต่เขามองภาพกว้างที่เรียกว่าภาคมหานคร หลักการนี้เน้นการแยกองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นต้องเบียดเสียดอยู่ในไข่แดงของเมืองออกไป เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หรือศูนย์ราชการขนาดใหญ่ โดยไปสร้างเป็นเมืองบริวาร (Satellite Towns) ในระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 30-50 กม. นั่นหมายความว่าความเป็นมหานครได้ขยายขอบเขตเชิงพื้นที่ออกไปครอบคลุมหลายเขตการปกครอง ซึ่งต้องการองค์กรและรูปแบบในการบริหารจัดการในระดับภาค ไม่ใช่แค่ในระดับเมืองเท่านั้น

  • เมืองหลายศูนย์กลาง (Multi-nuclei City)

มหานครไม่สามารถมีศูนย์กลางแบบรวมศูนย์เพียงแห่งเดียว เนื่องจากมีกิจกรรมหลักหลายประเภท แต่ละประเภทมีเกณฑ์ในการเลือกที่ตั้งแตกต่างกัน มหานครทั้งหลายในโลกจึงมักมีลักษณะเป็นเมืองหลายศูนย์กลาง เพื่อกระจายบทบาทหน้าที่เฉพาะด้านออกไป เช่น ย่านเศรษฐกิจระดับโลก ย่านสถาบันราชการ หรือย่านสถานศึกษา โดยแต่ละศูนย์กลางย่อยจะต้องมีที่พักอาศัยล้อมรอบ เพื่อให้แรงงานและผู้คนในย่านนั้นสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ในระยะใกล้ ลดความจำเป็นในการเดินทางข้ามโซนที่มักจะก่อให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดอย่างรุนแรง

  • การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนสายหลักและแนวคิดเมือง 15 นาที (15-Minute City)

เมื่อซูมอินลงมาในแต่ละย่าน หัวใจสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชนสายหลัก (Transit Oriented Development – TOD) ที่มีการวางผังให้มีพื้นที่พาณิชยกรรมและแหล่งงานอยู่รอบสถานีและวงถัดไปเป็นที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับหลักการ “เมือง 15 นาที” คือการทำให้ทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน โรงเรียน ตลาด หรือสวนสาธารณะ อยู่ในระยะที่เดินหรือปั่นจักรยานถึงได้ภายใน 15 นาที หากจำเป็นต้องไปย่านอื่น ก็สามารถเข้าสู่ระบบรางได้ทันที วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ยังเป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

  • ใจกลางเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดมลภาวะ

พื้นที่ศูนย์กลางหลักของมหานครมักเผชิญปัญหามลภาวะต่างๆ เป็นอย่างมาก ต้นทางหลักมาจากไอเสียจากยานพาหนะต่างๆ มหานครส่วนใหญ่จึงใช้มาตรการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น การเก็บค่าเข้าเมืองหรือการเพิ่มค่าจอดรถสำหรับรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่และปล่อยมลพิษสูง นอกจากนี้ยังมีการนำนวัตกรรมอย่างห้องเครื่องปรับอากาศระดับย่าน (District Cooling System) มาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดความร้อนจากคอมเพรสเซอร์แอร์นับร้อยตัวที่จะกระจายความร้อนสู่ถนน มุ่งสู่เป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อลดอุณหภูมิโลกอย่างยั่งยืน

  • ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

มหานครในโลกไม่ได้คิดว่าถนนเป็นของรถยนต์ แต่กลับมองว่าเป็นพื้นที่เพื่อการสัญจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก มาตรฐานถนนในเมืองจะเป็นช่องทางสำหรับรถยนต์แค่ไม่เป็น 40% ของเขตทางทั้งหมด อีกไม่น้อยกว่า 60% จะมีพื้นที่กว้างพอสำหรับการทำทางเท้าที่มีคุณภาพ ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา มีเส้นทางจักรยานและการวางระบบสาธารณูปโภคที่เข้าถึงทุกซอกซอย ช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นทำให้การลำเลียงบริการสาธารณะทั้งในยามปกติและฉุกเฉินเข้าถึงทุกพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นรถเก็บขยะ รถบริการสาธารณะ รถพยาบาล และรถดับเพลิง เป็นต้น

  • ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางคือทางรอดของมหานคร

หัวใจสุดท้ายของการเป็นมหานครที่เท่าเทียมคือ การมีที่อยู่อาศัยที่คนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงได้ ปัจจุบันผังเมืองส่วนใหญ่มักมีแค่บ้านเดี่ยวชานเมืองที่มีราคาแพงและต้องเดินทางไกล หรือคอนโดสูง 30 ชั้นขึ้นไปซึ่งมีค่าก่อสร้างและค่าส่วนกลางสูงมากเนื่องจากระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อน มหานครทั่วโลกกำลังพยายามสร้างอาคารพักอาศัยสูง 4-8 ชั้น อาคารเหล่านี้มีต้นทุนการก่อสร้างที่ถูกกว่า ดูแลรักษาง่าย และสามารถแทรกตัวอยู่ในชุมชนเมืองได้ดีกว่า ช่วยให้คนทำงานในเมืองมีทางเลือกที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง โดยไม่ต้องถูกผลักไปอยู่ชายขอบของเมือง

บทสรุป

แนวโน้มการพัฒนามหานครในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของการขยายถนนหรือการสร้างตึกสูง แต่คือการออกแบบระบบนิเวศให้คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ทั้ง 6 ข้อนี้คือแนวโน้มที่มหานครทั่วโลกใช้เป็นที่ตั้งมาเป็นเวลานา หากเราต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่น่าอยู่และแข่งขันได้ในระดับสากล ผู้ว่าฯ และ สก.ของเราคงต้องมองให้ไกลกว่าเดิมและนำแนวโน้มเหล่านี้มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจังเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเราทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...