โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศุภจีแถลงใหญ่ 23 เม.ย. ชูนโบบาย 5 ด้าน ผ่าน 3 คลัสเตอร์ ลุยไทยช่วยไทย เครื่องมือพยุงราคาสินค้า-ลดค่าครองชีพ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 09.06 น.

ศุภจีแถลงใหญ่ 23 เม.ย. ชูนโบบาย 5 ด้าน ผ่าน 3 คลัสเตอร์ ลุยไทยช่วยไทย เครื่องมือพยุงราคาสินค้า-ลดค่าครองชีพ

วันที่ 22 เมษายน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการดูแลค่าครองชีพว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรงบกลาง 260 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรมาจากงบค้างท่อจากปีงบประมาณ 2569 โดยนำเงินใช้กับการขับเคลื่อนโครงการไทยช่วยไทยและโครงการปุ๋ยธงเขียว สำหรับไทยช่วยไทย เริ่มแล้วโดยให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปคุยกับผู้ค้าปลีกค้าส่งเพื่อนำสินค้าเฮ้าแบรด์หรือแบรนด์ทางเลือกมาลดราคาพิเศษ ซึ่งปกติราคาสินค้ากลุ่มนี้ไม่ได้จำนวนในสูงมากอยู่แล้ว อีกทั้งยังลดได้มากขึ้นเพราะผู้ประกอบการลดค่าการตลาด ไทยช่วยไทยเฟสแรกเริ่มตั้งแต่1 เมษายนที่ผ่านมา ที่มีสินค้ากว่า 3 พันรายการ จากผู้ประกอบการ 300 รายร่วมจัดโครงการ ระยะเวลาตั้งใจทำช่วง 1 เมษายน-31 พฤษภาคม 2569 แต่หลังจากนั้นไม่รู้ว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ จะทำต่อเนื่องมั้ย จึงมองถึงเฟสต่อไป โดยจึงดึงเอสเอ็มอีที่เป็นเจ้าของสินค้า ผลิตเอง ทำการค้าเอง มาต่อยอดไทยช่วยไทย ซึ่งงบที่ขอไป 260 ล้านบาท นำบางส่วนมาพัฒนาเอสเอ็มอีที่ได้ขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการและพัฒนาจนมีคุณสมบัติเห็นแล้วว่าสามารถขายในปริมาณที่เพียงพอแล้ว เริ่มจากเอสเอ็มอี 2 พันราย ขายผ่านออฟไลน์และออนไลน์ กับ 5 แพลตฟอร์ม ซึ่งทั้ง 5 รายไม่คิดค่ากำไรส่วนต่าง(GP) และรัฐช่วยค่าขนส่ง และทำคูปองส่วนลดใบละ 500 บาท จำนวน 5 แสนใบ เป็นการช่วยให้เอสเอ็มอีมีช่องทางขายสินค้าและช่วยรายได้ไรเดอร์ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าเอสเอ็มอีที่มีส่วนลดแล้ว 100 บาท ยืนยันว่าการทำแบบนี้ไม่กระทบต่อกลไกตลาด เพราะสินค้าปกติก็ยังขายเหมือนเดิม แต่เราเสริมสินค้าทางเลือก ประหยัดและมีคุณภาพ ช่วยสร้างรายได้เอสเอ็มอี โดยส่วนนี้จะพัฒนาเอสเอ็มอีถึง 5 พันราย และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จูงใจการเข้าร่วมโครงการ ได้ขอให้คณะกรรมการอาหารและยา(อย .) กรมทรัพย์สินทางปัญญา(ทป.) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(มอก.)ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ขอให้เปิดฟาสแทคในการขั้นตอนการพิจารณาต่างๆ เพื่อให้สินค้าไทยช่วยไทยมีตลอดปี เริ่มจากเฮ้าส์แบรนด์/ยี่ห้อสินค้าทางเลือก ต่อด้วยสินค้าเอสเอ็มอี

นางศุภจี กล่าวต่อว่า สำหรับช่องทาง ช่องทางแรก ในเริ่มต้นไทยช่วยไทย เริ่มจากค้าปลีกค้าส่ง 300 ร้านค้าในช่วง 2 เดือนแรก ช่องทางที่สอง ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทย ช่วยกรมการปกครอง ส่งเสริมไทยช่วยไทยผ่าน 800 อำเภอ มาเป็นจุดขายสินค้า ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ จะทำให้ทันภายใน 1 พฤษภาคม ช่องทางที่สาม คือไปรษณีย์ไทย ที่มีสาขาทั่วประเทศ เป็นคลังสินค้า(ดีซี) ได้หารือกับสำนักนายกรัฐมนตรี จะให้ร้านค้าในเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านมาร่วมด้วย เพื่อให้สินค้าลงในระดับหมู่บ้าน ช่องทางที่สี่ ใช้เครือข่ายร้านค้าธงฟ้าที่มีแสนร้านทั่วประเทศ ก็จะตรวจสอบว่าร้านใดพร้อมและเอาป้ายสัญลักษณ์ไทยช่วยไทยไปติดไว้ พร้อมกับเครือข่ายตลาดนัด จะมีประมาณ 1 จุดทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตร และรถเร่(พุ่มพ่วง)หรือรถเร่ไทยช่วยไทย มีประมาณ 2 พันคัน ตั้งเป้าไว้ 5 พันคัน

” ทั้งสินค้าและช่องทางให้สินค้าถึงประชาชนได้มากสุด ก็จะขยายไปเรื่อยๆ เช่น ในเดือนพฤษภาคมนี้ ก็ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการนำอุปกรณ์การเรียนการสอนมาจำหน่ายในราคาประหยัด ไปเปิดจุดในโรงเรียนประมาณ 1 พันแห่ง เป็นโครงการใหญ่ช่วยไทยใหญ่ แต่ไส้ในเติมไปตามจังหวะ และสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่ของราคาสินค้า การที่จะให้ผู้ประกอบการตรึงราคาในภาวะต้นทุนในปัจจุบัน อาจทำไม่ได้ต่อเนื่อง ราคาก็ต้องปล่อยไปตามกลไกต้นทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น การทำโครงการไทยช่วยไทย ถือเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าราคาถูกและสร้างโอกาสของผู้ค้ารายย่อยใหม่ๆ มาเป็นอีกทางเลือก ส่วนไทยช่วยไทย ช่วยลดภาระค่าครองชีพและส่งผลต่อเศรษฐกิจเท่าไหร่ กำลังอยู่ระหว่างดูข้อมูลและโครงการที่จะขับเคลื่อนจากนี้ เพราะใต้โครงการไทยช่วยไทยใหญ่ จากนี้จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมต่อเนื่อง เป็นส่วนสำคัฐต่อการลดภาระค่าครองชีพ ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูกลง ไม่กระทบการค้าปกติ และเพิ่มทักษะและการเพิ่มของเอสเอ็มอี ”

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนงบอีกส่วน ใช้กับโครงการปุ๋ยธงเขียว เพื่อช่วยดูแลต้นทุนและเกษตรกร เมื่อมีการร้องเรียนถึงหาซื้อยากและบอกราคาสูงกว่าปกติ ทั้งนี้ สมาคมและโรงงานปุ๋ยระบุว่ายังไม่ได้ปรับขึ้นที่ต้นทาง ถึงตอนนี้่ทราบว่ายังไม่มีใครยื่นของปรับราคา ส่วนที่ร้องเรียนกันมาก็เข้าไปตรวจสอบอยู่ 48 ราย เช่น ปิดราคาไว้ 850 ราย แต่บอกราคาเป็นพันบาท ก็ไม่มีการซื้อและมาร้องกับกระทรวงฯ เราก็ไปตรวจสอบ ดังนั้น เพื่อลดความเดือดร้อย รัฐได้จัดโครงการช่วยเหลือ ทั้งปรับให้คูปอง 200 บาทต่อกระสอบ จำนวน 5กระสอบต่อราย เท่ากับ 1 พันบาท เพิ่มเป็น 300 บาท จำนวน 5 กระสอบต่อราย ถ้าเป็นเกษตรกรถือสมุดเล่มเขียวของธกส.ได้ เพิ่มอีก 50 บาท รวมทั้งหมด 1550 บาทต่อราย ถ้ามีบัตรยินดี(ที่แสดงตัวตนว่าดูแลที่ดินดี) จะได้ชดเชยอีก 1 กระสอบ มูลค่า 300 บาท และคูปองสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์อีก 250 บาท รวมทั้งหมด 2100 บาทต่อราย ยังทำพร้อมกับโครงการแม่ปุ๋ยและ แม่พันธุ์ คนละครึ่ง โดยทางสหกรณ์การเกษตร โดยธกส. เป็นเจ้าภาพ โดยกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ระบุว่า ที่ดินนั้น ควรใช้ปุ๋ยอะไร และให้ดอกเบี้ยพิเศษในการปรับการใช้ปุ๋ยและการเพาะปลูกตามหลักวิชาการที่รัฐแนะนำ ส่วนเรื่องปริมาณปุ๋ย ต้องบอกว่า ปัจจุบันปุ๋ย มี 3 ตัวหลัก คือ ไนโตรเจน(N ) ฟอสฟอรัส(P) และโพแทสเซียม(K) ที่กังวลกันมากสุดคือยูเรียตัวเอ็น ที่ไทยพึ่งพานำเข้าสัดส่วน 36% ของความต้องการปุ๋ยทุกชนิด อีก 64% ไม่ได้เป็นประเด็น ดังนั้น ปุ๋ยไม่ได้เป็นปัญหาทั้ง100% ล่าสุดก็ทราบว่ากระทรวงต่างประเทศเจรจาให้เรือขนที่ค้างในช่องแคปฮอร์มุชทยอยออกมาให้ได้ต่อเนื่อง รวมถึงทูตพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเจรจาหาปุ๋ยยูเรียมาเพิ่มเติม รวมกับการปรับสูตรการใช้ปุ๋ย ก็จะยืดหยุ่นได้ระยะหนึ่ง และทันฤดูกาลปลูกข้าวในรอบถัดไป

สำหรับการส่งออก ก็กังวลในส่วนของตะวันออกกลางซึ่งเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของการส่งออกรวมของไทย ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ได้เร่งหาตลาดใหม่ทดแทน อาทิ ลาตินอเมริกา แอฟริกา เบื้องต้นก็ยังคงคาดการณ์ส่งออกทั้งปี 2569 ไว้ที่กใล้เคียงปีก่อน หรือ ขยาย 0% พยายามไม่ให้ติดลบ ส่วนการเจรจารัฐต่อรัฐ(จีทูจี)ขายข้าวไทยกับจีนล็อตสองอีก 4-6 หมื่นตัน นั้น อยู่ระหว่างเจรจา เชื่อว่าจีนยังซื้อข้าวไทยต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในวันที่ 23 เมษายนนี้ จะแถลงถึงนโยบาย จะพูดถึงคลัสเตอร์ และนโยบายในระยะสั้น กลาง ยาว ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 23 เมษายน ได้แยกเป็น 3 คลัสเตอร์ ได้แก่ การค้า การผลิต และการบริการ ซึ่งขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงต่างๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย เป็นต้น โดยชูนโยบาย 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ดูแลค่าครองชีพ 2.รักษาเสถียรภาพราคาเกษตร 3.ช่วยเหลือเอสเอ็มอีและยกระดับสินค้าชุมชน 4. ดูแลการส่งออกและเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ 5.ผลักดันใช้เทคโนโลยีและปลดล็อกกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ โดยการทำงานจะมีการบูรณาการร่วมกันขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมโดยยึดหลักเป้าหมายเป็นที่ตั้ง และแยกเป็นแนวทางระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อย่างแผนงานในระยะสั้น เน้นลดภาระค่าครองชีพ ยกระดับสินค้าเกษตร โดยอยู่ภายใต้โครงการไทยช่วยไทย ที่ได้เริ่มเปิดตัวโครงการแล้ว และไทยช่วยไทย จะแตกเป็นโครงการย่อยในหลายมิติ หลากหลายรูปแบบและช่องทางที่จะให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าหรือบริการที่จะช่วยลดค่าครองชีพ ไปพร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการและเกษตกร โดยกระทรวงพาณิชย์ได้รับการจัดสรรงบกลางแล้ว 260 ล้านบาทซึ่งจัดสรรมาจากงบค้างจากปีงบประมาณ 2569 เพื่อผลักดันโครงการไทยช่วยไทยในภารกิจลดค่าครองชีพ และพัฒนาทักษะผู้ผลิตผู้ค้ารายย่อย เป็นต้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศุภจีแถลงใหญ่ 23 เม.ย. ชูนโบบาย 5 ด้าน ผ่าน 3 คลัสเตอร์ ลุยไทยช่วยไทย เครื่องมือพยุงราคาสินค้า-ลดค่าครองชีพ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...