‘วราวุธ’ จ่อตั้งกองทุนแสนล้าน สร้างนวัตกรรมเอสเอ็มอี ขอบีโอไอรื้อเกณฑ์ลงทุนใหม่ เน้นไทยได้ประโยชน์
นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระบุภายหลังมอบนโยบายการบริหารงานอย่างเป็นทางการว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนอุดหนุนการสร้างนวัตกรรมให้เอสเอ็มอี รวมทั้งการอัพสกิล รีสกิลแรงงานให้ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ วงเงินประมาณแสนล้านบาท โดยรูปแบบของกองทุนฯ จะดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุน และหน่วยงานที่สนใจเข้าร่วม ซึ่งภายในสัปดาห์นี้เตรียมหารือกับทางธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) เป็นรายแรก เนื่องจากเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่ให้เงินทุนและคำแนะนำทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา
“เรามีสเปกหน่วยงานที่อยากให้ดึงมาร่วมทุนอยู่แล้ว อยากได้บริษัทเอกชนที่เก่ง มีเงินทุน เพื่อมาช่วยซัพพอร์ตอุตสาหกรรม จะเป็นเอกชนไทย หรือต่างชาติก็ได้ แต่ต้องมาเพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมไทย”
ทั้งนี้ต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณารายละเอียดไม่ให้ซ้ำซ้อนกับกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เนื่องจากเป้าหมายของกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต้องการช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็ก ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมในอนาคต และปรับเปลี่ยนเครื่องจักร
นอกจากนี้วันที่ 23 เม.ย. 69 จะประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธาน จะหารือเงื่อนไขใหม่ในการส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการตั้งเงื่อนไขที่เข้มขึ้น ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยได้ประโยชน์ที่สุด เนื่องจากบางอุตสาหกรรมเข้ามาลงทุนแล้วไม่ใช้ซัพพลายเชน หรือชิ้นส่วนในประเทศเลย หรือไม่จ้างงานในประเทศ
“อย่างกลุ่มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์เราไม่ได้ว่า จะไม่เอา แต่ถ้าเขาใช้แผ่นวงจรพิมพ์ หรือพีซีบีชิ้นส่วนของไทย ทำไมเราจะไม่เอา เราก็ต้องเอา เราต้องมาคุยกันว่า ดึงเข้ามาแล้วเราได้อะไรบ้าง มีการจ้างงานไหม มากขนาดไหน ใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างไร บางอุตสาหกรรมเข้ามาใช้โลคัล คอนเทนต์ 80% 100% ทำไมเราจะไม่เอา แบบนี้เราเอาอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องมาคุยกับท่านเอกนิติ ในที่ประชุมบอร์ดบีโอไอก่อนว่าจะต้องมาปรับแก้เงื่อนไขอย่างไรได้บ้าง เพราะสิ่งที่เราได้ไม่คุ้มกับที่เราเสีย ด้วยเงื่อนไขของบีโอไอ เราต้องมาดูว่าตั้งมาตั้งแต่ปีไหน ระเบียบเป็นอย่างไร บางอย่างมีมาตั้งแต่พ่อผมเป็นรัฐมนตรี ยังไม่เปลี่ยนเลย”
อย่างไรก็ตามด้วยสงคราม และวิกฤติที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องกลับมาดูว่า ไทยต้องได้ประโยชน์เต็มที่จากสิ่งใดบ้าง สำหรับแนวทางจะสนับสนุนอุตสาหกรรมด้านใด จำเป็นที่ต้องฟังความคิดเห็นจากทุกหน่วยงาน อย่างในมุมมองของกระทรวงอุตสาหกรรม ย้ำว่าประเทศไทยคือความมั่นคงทางด้านอาหาร จึงต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายภาคอุตสาหกรรม จะยึดหลักการ “วัน มายด์” หรือการรวมพลังทุกหน่วยงานในกระทรวงให้สื่อสาร และทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการ ผ่าน 4 เสาหลัก การฟังเสียงประชาชน, วางเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่, ราชการทันใจ, มินิสเตอร์ แพสชั่น เพื่อต้องการพลิกโฉมกระทรวง โดยวางโครงสร้างการทำงานใหม่
"แพสชั่นของผม คือ การตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป เราจะเปลี่ยนความท้าทายเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมสูงวัย ให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ของคนไทยทุกคน"