โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้งด้วย ‘ดวงตาอวกาศ’

THE STANDARD

อัพเดต 02 พ.ค. เวลา 11.13 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. เวลา 11.13 น. • thestandard.co
ถอดรหัสทางรอดวิกฤตแล้งด้วย ‘ดวงตาอวกาศ’

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฤดูกาลแปรปรวน ฝนทิ้งช่วง ดินเพาะปลูกแตกร้าว และราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลกระทบลูกโซ่จาก ‘ความไม่สมดุลของโลก’ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า ภายในปี 2050 ประชากรโลกกว่า 40% จะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอย่างหนัก หากอุณหภูมิโลกยังคงพุ่งสูงขึ้น

ประเด็นสำคัญ

  • ภัยแล้ง: มะเร็งร้ายที่คืบคลานอย่างเงียบงัน
  • วัฏจักรหนี้สิน สภาพอากาศ และแมวขอฝน
  • เปิด 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ สู้เอลนีโญ
  • การปรับตัวของภาครัฐ เอกชน และคนหน้างาน

สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้คือ ปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ (El Niño) หรือภัยแล้งที่กำลังประชิดตัว ซึ่งอาชีพที่จะถูกทดสอบอย่างหนักที่สุดคือ ‘ภาคการเกษตร’ นำมาสู่งานเสวนา DROUGHT SURVIVAL: พลิกวิกฤตแล้งด้วยนวัตกรรมอวกาศ และทางรอดเศรษฐกิจเกษตรไทยอย่างยั่งยืน โดยมี GISTDA เป็นแม่งานหลักในการกางแผนที่ ‘ทางรอด’ ด้วยเทคโนโลยีอวกาศ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ระบุว่า การบริหารจัดการน้ำในยุคที่สภาพอากาศคาดเดาไม่ได้ การทำงานแบบตามแก้ปัญหาไม่อาจตอบโจทย์อีกต่อไป กุญแจสำคัญคือ “ข้อมูล” GISTDA ในฐานะดวงตาจากอวกาศ จะนำข้อมูลดาวเทียมไปเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่น เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมน้ำ และส่งต่อข้อมูลระดับประเทศนี้ให้ถึงมือเกษตรกร เพื่อใช้วางแผนตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก

ภัยแล้ง: มะเร็งร้ายที่คืบคลานอย่างเงียบงัน

ด้าน ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปรียบเทียบภัยแล้งว่าเป็นเหมือน ‘โรคมะเร็ง’ ที่คนมักไม่รู้ตัวว่าจะเกิด แม้ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีน้ำเกินครึ่ง แต่ในพื้นที่เปราะบางเริ่มมีสัญญาณเตือนปริมาณน้ำน้อย และ สทนช. ประเมินว่าปลายปีนี้มีโอกาสเกิดเอลนีโญรุนแรงถึง 25% ภาครัฐจึงต้องเร่งเตือน และเกษตรกรต้องเร่งปรับตัว

“กรณีที่เราไม่มีน้ำที่จะส่งให้ทำนาปรัง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะไม่มีการจ่ายเงินชดเชย ฉะนั้นเกษตรกรจะมีความสามารถในการผ่อนหนี้ให้ ธ.ก.ส. น้อยลง ในต่างประเทศนอกเขตชลประทานจะต้องมีใบรับรองว่ามีน้ำเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอ ธนาคารจะไม่ออกเงินกู้ให้ ก็อยากให้ช่วยกันดูแลเกษตรกร เพราะพวกเขาเปราะบางมาก หากทำแล้วมีหนี้สินเพิ่มขึ้น กับการเปลี่ยนพืช หรือลดการใช้น้ำในพื้นที่เสี่ยงจะดีกว่า” ไพฑูรย์ ย้ำเตือนอย่างตรงไปตรงมา

วัฏจักรหนี้สิน สภาพอากาศ และแมวขอฝน

สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและหนี้สิน ธารา ศรีหะมาศ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มียอดสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. สูงถึง 483,940 ล้านบาท และเป็นหนี้เสียไปแล้วกว่า 37,353 ล้านบาท การแก้ปัญหาด้วยการพักชำระหนี้ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ธ.ก.ส. จึงร่วมมือกับ GISTDA นำข้อมูลดาวเทียมมาวิเคราะห์ร่วมกับบัญชีหนี้สินเกษตรกรกว่า 5.42 ล้านราย เพื่อประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมออกสินเชื่อจูงใจให้รักษ์โลก เช่น รับซื้อคาร์บอนเครดิต หรือสนับสนุนการทำนาลดก๊าซมีเทน

ธารายังทิ้งท้ายด้วยด้วยว่า “ผมไม่รู้เกษตรกรสนใจโลกร้อนไหม เขาเดินออกนอกบ้านเขาร้อนแน่ ปีนี้ไม่รู้จะเสียน้องแมวไปกี่ตัวเพื่อขอฝน เกษตรกรไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าทำนาต้องได้ข้าว การจะไปเปลี่ยนความคิดเขามันยาก ต้องมีระบบจูงใจให้เขาเห็นรายได้ ภายใต้เทคโนโลยีที่ดูแลสิ่งแวดล้อม”

เปิด 4 แพลตฟอร์ม ‘ดวงตาอวกาศ’ สู้เอลนีโญ

ในเมื่อเราเปลี่ยนฟ้าฝนไม่ได้ เราจึงต้อง ‘รู้ทัน’ ธรรมชาติดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระบุว่า GISTDA ได้ใช้ดาวเทียมกว่า 20 ดวง ตรวจจับตัวแปรสภาพอากาศ นำมาสร้างโมเดลพยากรณ์ความเสี่ยง และเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปเป็นอาวุธคู่กายให้เกษตรกรใช้งานได้จริง GISTDA จึงได้พัฒนา 4 แพลตฟอร์มสำคัญ ดังนี้

  • Crops Drought (แอปฯ เช็คแล้ง): ผู้ช่วยคำนวณการใช้น้ำของพืชทุกช่วงอายุ ประเมินความเสี่ยงภัยแล้งรายแปลง เพื่อให้ใช้น้ำทุกหยดได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
  • WatRec (ระบบติดตามแหล่งน้ำขนาดเล็ก): ไม่ใช่แค่บอกว่าน้ำอยู่ไหน แต่ติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของน้ำในแหล่งน้ำชุมชนใกล้ตัวเกษตรกร ให้สามารถดึงมาใช้ได้ทันท่วงที
  • Dragonfly: แอปฯ เกษตรเชิงพื้นที่ขั้นสุดยอด แจ้งเตือนตั้งแต่ความสมบูรณ์ของพืช ความต้องการปุ๋ย โรค แมลง สภาพอากาศรายชั่วโมง จุดความร้อน ไปจนถึงราคาผลผลิต เพื่อลดต้นทุนอย่างแม่นยำ
  • SGi-Farm: ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) บันทึกกิจกรรมรายวัน การันตีว่าแปลงนี้ปลอดสารพิษ ไม่มีการเผา สร้างสตอรี่ให้สินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ อัปเกรดราคาให้ได้มาตรฐานส่งออกสากล

“มนุษย์ต้องก้าวขึ้นไปเหนือพื้นโลก สู่ชั้นบรรยากาศและสูงกว่านั้น เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาจึงจะเข้าใจโลกที่ตนอาศัยอยู่ได้อย่างแท้จริง” – โสกราตีส

การปรับตัวของภาครัฐ เอกชน และคนหน้างาน

ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน อธิบายถึงนิยามคำว่า ‘แล้ง’ ของกรมชลประทานต่างจากคนทั่วไป “ถ้าฝนตกเยอะแต่ไม่เข้าอ่างเก็บน้ำ แบบนี้เรียกแล้ง แต่ถ้าฝนตกน้อยแต่น้ำไหลเข้าอ่างเยอะ แบบนี้คืออุดมสมบูรณ์”

ในภาพรวม กรมชลประทานได้เปลี่ยนผ่านสู่องค์กรอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด ‘เห็นน้ำ เห็นพืช เห็นความเสี่ยง เห็นมาตรการ’ ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเช็กความชุ่มชื้นเพื่อออกมาตรการช่วยเหลือล่วงหน้า ขณะที่ภาคเอกชนอย่างเครือ CP ก็ใช้ระบบดาวเทียมตรวจสอบ หากพบการเผาในพื้นที่เกษตรกร จะระงับการรับซื้อทันที เพื่อบังคับใช้กลไกตลาดสร้างความยั่งยืน

เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกพิสูจน์แล้วโดยเกษตรกรตัวจริง รัตนา เพ็ชรสูงเนิน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนระยอง ยืนยันว่าการทำเกษตรยุคใหม่ต้องใช้นวัตกรรมจัดการแปลง และต้องมีสระกักเก็บน้ำของตัวเอง ส่วนเกษตรกรในสุราษฎร์ธานีที่อยู่นอกเขตชลประทาน ก็ใช้แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 14 วัน และเครื่องมือวัดความชื้นของ GISTDA เพื่อวางแผนเจาะน้ำบาดาลและรอดพ้นวิกฤตมาได้

เทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน ก็ไร้ความหมายหากคนหน้างานไม่นำไปใช้ งานนี้ยังได้ฟังเสียงสะท้อนจากเกษตรกรตัวจริง ที่พิสูจน์แล้วว่า ‘นวัตกรรม’ คือทางรอด ไม่ใช่แค่ทางเลือก

รัตนา เพ็ชรสูงเนิน เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดระยอง (พื้นที่ในเขตชลประทาน) เล่าว่า ทุเรียนเป็นพืชที่ขาดน้ำไม่ได้เลย แม้จะอยู่ใกล้ระบบชลประทาน แต่ชาวสวนทุเรียนระยองยุคใหม่มีกฎเหล็กคือ ‘ต้องมีสระกักเก็บน้ำของตัวเอง’ (พื้นที่ 10 ไร่ ต้องมีสระ 1 ไร่ ลึก 10 เมตร)

“เราใช้นวัตกรรมจัดการแปลง ต่างจากอดีตที่ใช้แค่ความรู้สึก อาชีพเกษตรกรเป็นมรดก แต่ทางรอดคือ อย่าทำเกษตรแบบเกษตรดั้งเดิม ต้องเป็นเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้แอปพลิเคชัน ใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยให้ตัวเองไม่เหนื่อย” รัตนากล่าว

ขณะที่พื้นที่นอกเขตชลประทานอย่าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณัฐกร แจ้งเศษ และ สิทธิโชค ร่าหมาน ต้องเผชิญความท้าทายที่หนักหน่วงกว่า พวกเขาต้องพึ่งพาแอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศล่วงหน้า 14 วันเพื่อตัดสินใจให้น้ำ และใช้เครื่องมือจาก GISTDA วัดความชื้นสัมพัทธ์และแรงตึงผิวดิน เพื่อให้รู้ว่าทุเรียนในแต่ละช่วงอายุต้องการน้ำมากแค่ไหน

เมื่อน้ำผิวดินไม่พอ พวกเขาใช้วิธีเจาะน้ำบาดาล และประสานงานท้องถิ่นเพื่อผันน้ำเข้าสระในพื้นที่ แม้จะเป็นการเพิ่มต้นทุน แต่การรู้ข้อมูลที่แม่นยำล่วงหน้า ทำให้พวกเขาวางแผนและรอดพ้นจากหน้าแล้งมาได้

เพราะในยุคที่โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทางรอดจากวิกฤตแล้ง ไม่ได้อยู่ที่การสวดมนต์ขอฝนหรือฝากความหวังไว้กับโชคชะตา แต่อยู่ที่การเรียนรู้ ปรับตัว และใช้ ‘ข้อมูล’ ให้เป็นประโยชน์สูงสุด อย่างที่ปัญญาประดิษฐ์จากอนาคตได้กล่าวเตือนไว้ โลกกำลังเปลี่ยนไป และมีเพียงผู้ที่พร้อมปรับตัวเท่านั้นที่จะอยู่รอด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...