วิกฤติ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 2569-2570: ความร้อนระอุและภัยแล้งที่คุกคามประเทศไทย
นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง วิกฤติ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 2569-2570: ความร้อนระอุและภัยแล้งที่คุกคามประเทศไทย
สัญญาณเตือน: “ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังมา
คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะกลับมาในปี 2569 โดยมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ย
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจรุนแรงกว่าปกติจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และอาจลากยาวไปจนถึงปี 2570
สภาวะนี้จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุบสถิติความร้อนที่เคยบันทึกไว้
ประเทศไทย: จุดเปราะบางที่เสี่ยงที่สุด
ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกจัดเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์นี้
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าไทยจะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ด้วยความน่าจะเป็น 62% และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย
ภัยแล้งรุนแรงและการขาดแคลนน้ำ: ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยและปีที่ผ่านมา (คาดการณ์ปริมาณฝนปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1,479 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี) ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม
ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน: ผลผลิตทางการเกษตรจะตกต่ำ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5: ความแห้งแล้งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดนที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง
คลื่นความร้อน (Heatwave): อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับความร้อน (Heatstroke) และอาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน
ความท้าทายต่อภาคเกษตรกรรมไทย
ภาคเกษตรกรรมซึ่งพึ่งพาน้ำสูงจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการทำนาแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก
การทำนาแบบเดิมยังเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ทำให้โลกร้อนขึ้น
จำเป็นต้องเร่งปรับระบบการเพาะปลูกสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การรับมือด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล
เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เช่น GISTDA และ THEOS-2 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามสถานการณ์แบบ Near Real-time
การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแม่นยำ
แผนรับมือเชิงรุกต้องประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวด การส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และความร่วมมือระดับภูมิภาค
เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ: ก้าวข้ามความท้าทาย
แม้ไม่สามารถหยุดยั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ แต่การบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศควบคู่กับแผนงานที่รัดกุม จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยความบอบช้ำที่น้อยที่สุด
การปรับตัวสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
อ่านเพิ่มเติม“อรรถเศรษฐ เพชรมีศรี” ชี้ ‘เอลนีโญ’ ทำ ‘ภัยแล้ง’ลากยาวถึงปีหน้า-วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘น้ำแล้ง-ของแพง’ https://thaipublica.org/2026/04/el-nino-causes-prolonged-drought-into-next-year/