โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิกฤติ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 2569-2570: ความร้อนระอุและภัยแล้งที่คุกคามประเทศไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 23 เม.ย. เวลา 15.41 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 12.39 น.
นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ และที่ปรึกษาผู้ว่ากรุงเทพมหานคร

นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำและที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึง วิกฤติ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ปี 2569-2570: ความร้อนระอุและภัยแล้งที่คุกคามประเทศไทย

สัญญาณเตือน: “ซูเปอร์เอลนีโญ” กำลังมา

คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะกลับมาในปี 2569 โดยมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ย

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจรุนแรงกว่าปกติจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และอาจลากยาวไปจนถึงปี 2570

สภาวะนี้จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุบสถิติความร้อนที่เคยบันทึกไว้

ประเทศไทย: จุดเปราะบางที่เสี่ยงที่สุด

ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกจัดเป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์นี้

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าไทยจะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงมิถุนายน-สิงหาคม 2569 ด้วยความน่าจะเป็น 62% และคาดว่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ภัยแล้งรุนแรงและการขาดแคลนน้ำ: ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยและปีที่ผ่านมา (คาดการณ์ปริมาณฝนปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1,479 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี) ส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม

ความมั่นคงทางอาหารสั่นคลอน: ผลผลิตทางการเกษตรจะตกต่ำ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5: ความแห้งแล้งจะเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดนที่รุนแรงกว่าเดิม ส่งผลเสียต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง

คลื่นความร้อน (Heatwave): อุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับความร้อน (Heatstroke) และอาจทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน

ความท้าทายต่อภาคเกษตรกรรมไทย

ภาคเกษตรกรรมซึ่งพึ่งพาน้ำสูงจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการทำนาแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก

การทำนาแบบเดิมยังเป็นส่วนหนึ่งของการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูง ทำให้โลกร้อนขึ้น

จำเป็นต้องเร่งปรับระบบการเพาะปลูกสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) เพื่อลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การรับมือด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล

เทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม เช่น GISTDA และ THEOS-2 จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามสถานการณ์แบบ Near Real-time

การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแม่นยำ

แผนรับมือเชิงรุกต้องประกอบด้วยการบริหารจัดการน้ำที่เข้มงวด การส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และความร่วมมือระดับภูมิภาค

เตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ: ก้าวข้ามความท้าทาย

แม้ไม่สามารถหยุดยั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติได้ แต่การบูรณาการเทคโนโลยีอวกาศควบคู่กับแผนงานที่รัดกุม จะเป็นกุญแจสำคัญในการผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยความบอบช้ำที่น้อยที่สุด

การปรับตัวสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

อ่านเพิ่มเติม“อรรถเศรษฐ เพชรมีศรี” ชี้ ‘เอลนีโญ’ ทำ ‘ภัยแล้ง’ลากยาวถึงปีหน้า-วิกฤติซ้อนวิกฤติ ‘น้ำแล้ง-ของแพง’ https://thaipublica.org/2026/04/el-nino-causes-prolonged-drought-into-next-year/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...