โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดเหตุผล Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตไทยเป็น “มีเสถียรภาพ”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 03.19 น.

เปิดเหตุผล Moody’s ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก “เชิงลบ” พร้อมทั้งยืนยันอันดับเครดิตผู้ออกตราสาร-ตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันสกุลเงินท้องถิ่นไว้ที่ระดับ Baa1

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569Moody's Ratings ระบุว่า ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยจาก “เชิงลบ” (negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (stable) ขณะเดียวกันได้ยืนยันอันดับเครดิตของผู้ออกตราสารทั้งในสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันสกุลเงินท้องถิ่นไว้ที่ระดับ Baa1 นอกจากนี้ยังยืนยันอันดับตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศไว้ที่ระดับ P-2

การปรับแนวโน้มเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนการประเมินของMoody’s ว่า ความเสี่ยงขาลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่รุนแรงและยืดเยื้อได้ลดลง หลังจากสหรัฐฯ ปรับลดภาษีสินค้าส่งออกของไทยให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค

แม้Moody’s คาดว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันการเติบโตของไทยและเพิ่มภาระหนี้ภาครัฐ แต่ระดับความเสี่ยงของไทยต่อปัจจัยดังกล่าวยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ดังนั้นMoody’s จึงคาดว่าแนวโน้มการเติบโตและฐานะการคลังของไทยจะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศกลุ่มเดียวกัน

แนวโน้มที่มีเสถียรภาพยังสะท้อนการประเมินว่า โมเมนตัมการลงทุนที่เริ่มปรับดีขึ้นได้ช่วยลดความเสี่ยงที่แนวโน้มการเติบโตของไทยจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภาหลังการเลือกตั้งล่าสุด ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและทำให้ฐานะการคลังค่อย ๆ ปรับดีขึ้น

การยืนยันอันดับเครดิตที่ระดับ Baa1 สะท้อนถึงฐานะต่างประเทศที่แข็งแกร่งของไทยและความสามารถในการรองรับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับดี แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากแนวโน้มการเติบโตระยะยาวที่ลดลง และภาระหนี้ภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ความสามารถของไทยในการกู้ยืมด้วยต้นทุนต่ำยังช่วยสนับสนุนฐานะการคลัง ทำให้ภาพรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน

เพดานอันดับเครดิตประเทศของไทยยังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเพดานสกุลเงินท้องถิ่นอยู่ที่ระดับ Aa3 และเพดานสกุลเงินต่างประเทศอยู่ที่ระดับ A1 ช่องว่าง 4 ขั้นระหว่างเพดานสกุลเงินท้องถิ่นกับอันดับเครดิตสะท้อนถึงการถ่วงดุลระหว่างจุดแข็งด้านฐานะต่างประเทศและประสิทธิภาพของสถาบัน กับข้อจำกัดจากบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงและความเสี่ยงทางการเมืองในระดับปานกลาง ขณะที่ช่องว่าง 1 ขั้นระหว่างเพดานสกุลเงินต่างประเทศและสกุลเงินท้องถิ่นสะท้อนถึงประวัติของไทยในการใช้มาตรการควบคุมเงินทุน แม้ว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะลดลงจากระดับหนี้ต่างประเทศที่ต่ำและประสิทธิภาพของนโยบายที่ดี

เหตุผลเชิงลึกของอันดับเครดิต (Ratings Rationale)

  • เหตุผลของการปรับแนวโน้มเป็น “มีเสถียรภาพ”

Moody’s ระบุว่า ความเสี่ยงขาลงจากแรงกระแทกภายนอกได้ลดลง ขณะเดียวกันความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง และโมเมนตัมการลงทุนปรับดีขึ้น

ความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เคยกดดันเศรษฐกิจไทยได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังการปรับลดภาษีสินค้าส่งออกของไทยให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชีย การส่งออกของไทยในปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษี และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้การส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้น 11.9% เมื่อเทียบรายปี

Moody’s คาดว่าการเติบโตของการส่งออกจะชะลอลงในปี 2569 จากการคลายตัวของปัจจัยเร่งส่งออกล่วงหน้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าประเด็นภาษีการส่งออกผ่านประเทศที่สาม (transshipment tariffs) ยังอยู่ระหว่างการหารือ แต่คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมจะมีจำกัด เนื่องจากมูลค่าเพิ่มในประเทศของการส่งออกประเภทนี้อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจและเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาล แต่Moody’s มองว่าความเสี่ยงดังกล่าวของไทยยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน

แนวโน้มที่มีเสถียรภาพยังสะท้อนการประเมินว่าการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และหากสามารถดำเนินต่อเนื่อง จะช่วยสนับสนุนการเติบโตระยะยาวและปรับปรุงฐานะการคลังในระยะต่อไป โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นได้รับแรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุน ซึ่งสะท้อนจากจำนวนโครงการลงทุนที่ยื่นขออนุมัติและได้รับการอนุมัติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการ Fast Pass ที่ช่วยเร่งกระบวนการอนุมัติ

มูลค่าโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2567 และเร่งตัวขึ้นในปี 2568 โดยขยายตัวประมาณ 66% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน การลงทุนที่เกิดขึ้นจริงก็เพิ่มขึ้น โดยการลงทุนถาวรภาคเอกชนขยายตัว 6.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 4% ในไตรมาส 2 และ 3

การปรับแนวโน้มยังสะท้อนการประเมินว่าความผันผวนทางการเมืองลดลงหลังการเลือกตั้งล่าสุด โดยการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีเสียงข้างมากช่วยลดความเสี่ยงทางการเมือง และเพิ่มโอกาสในการดำเนินนโยบายปฏิรูปในระยะยาว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและปรับปรุงฐานะการคลัง แม้ว่ายังคงมีแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่สูง

  • เหตุผลของการยืนยันอันดับเครดิต Baa1

Moody’s ระบุว่า แนวโน้มการเติบโตของไทยยังคงอ่อนแอ โดยคาดว่า GDP ที่แท้จริงจะขยายตัวประมาณ 1.5% ในปี 2569 และ 2.2% ในปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงเป็นข้อจำกัด ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง การลงทุนในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว และระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2.5% จากระดับประมาณ 3% ก่อนการระบาดของโควิด-19

Moody’s คาดว่าภาระหนี้ภาครัฐจะเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า จากการเติบโตที่ชะลอตัวและการขาดมาตรการเพิ่มรายได้ภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าภาครัฐจะส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่Moody’s ยังไม่ได้นำมารวมในสมมติฐานจนกว่าจะมีความชัดเจน

จากการประเมิน หนี้ภาครัฐของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 62% ในปี 2571 ซึ่งถือว่าอ่อนแอกว่าประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตามภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นถูกบรรเทาโดยความสามารถในการรองรับภาระหนี้ของไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตลาดทุนในประเทศที่มีความลึก ช่วยให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมได้ในต้นทุนต่ำ โครงสร้างหนี้ที่ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และอายุเฉลี่ยของหนี้ที่ยาว

Moody’s ประเมินว่าภาระดอกเบี้ยของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 6% ของรายได้ภาครัฐในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งต่ำกว่าประเทศที่มีอันดับเครดิตในระดับเดียวกัน

ฐานะด้านต่างประเทศของไทยยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ซึ่งเพียงพอรองรับการนำเข้าได้ประมาณ 7 เดือน และมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพภายนอกในระดับต่ำ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...