เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น -บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,472-1,490 จุด โดยตลาดยัง Wait and See จับตาดูพัฒนาการสงครามในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบกำหนดหยุดยิงเย็นวันพุธที่ 22 เม.ย. ตามเวลาวอชิงตัน โดยต้องติดตามว่าอิหร่านจะส่งตัวแทนเข้าร่วมการเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานหรือไม่ ขณะที่ฝั่งราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวบริเวณ US$95 ต่อบาร์เรลสำหรับ Brent
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจคืนนี้ติดตามยอดค้าปลีกเดือน มี.ค. สหรัฐฯ (ตลาดคาด +1.4% m-m) รวมถึงวุฒิสภาสหรัฐฯที่เตรียมไต่สวนการเสนอชื่อเควิน วอร์ชในการเข้าดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่คืนนี้
ด้านปัจจัยในประเทศการประชุมครม.วันนี้จะยังไม่มีการพิจารณาโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ส่วนประเด็นพรก.เงินกู้ 5 แสนลบ. ล่าสุดชัดเจนว่าน่าจะออกมาค่อนข้างแน่ รวมถึงอาจต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นจาก 70% เป็น 75% โดยต้องติดตามความคืบหน้าในการประชุมครม.เศรษฐกิจต่อไป
ล่าสุดตลาดพันธบัตรตอบรับประเด็นดังกล่าวโดย Bond Yield 10 ปีของไทยปรับขึ้นราว 10 bps สูงระดับ 2.1% ด้านผลประกอบการ 1Q26 กลุ่มธนาคารจะรายงานกำไรครบทุกแห่งในวันนี้ ซึ่งจะเป็น Indicator สำหรับแนวโน้มกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยเห็นคาดการณ์และประกาศตามมาในระยะถัดไป
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : CPALL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท
• คาดกำไร 1Q26 ที่ 8.1 พันลบ. +7% y-y, +11% q-q หนุนจาก 7-11 ที่ยังเติบโตได้โตต่อเนื่องและ CPAXT ฟื้น โดย SSSG 7-11 คาด +1.3% y-y จากอากาศร้อนและสินค้าใหม่ ขณะที่ Gross Margin ยังทรงตัวสูง ส่วน SG&A/sales ยังควบคุมได้ดี
• ประเด็นการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CPALL ที่จะโอนย้าย 3 บริษัทย่อยไปยังกลุ่ม Virtual Bank ซึ่งจะเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้น 29 พ.ค. เราประเมินมีโอกาสที่มติจะออกมาสอดคล้องกับมติของกรรมการอิสระ ที่ไม่เห็นด้วยในหลักการปรับโครงสร้างธุรกิจ ราคาหุ้นที่ปรับลงมองเป็นจังหวะในการเข้าลงทุน
• แนวรับ 45.50-45 บาท แนวต้าน 47//48-48.50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ ดัชนีฯมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในลักษณะ Sideways ตลาดได้รับแรงกดดันจากกลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน ขณะที่ตลาดยังขาดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจนเนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ปัจจัยในประเทศ
- หุ้นธนาคารจะส่งงบวันนี้กันเป็นส่วนใหญ่ ขึ้น “XD” กดดันราคาหุ้นตัวที่สอง : หุ้นธนาคาร จะมีทั้งการรายงานกำไร 1Q-26 ขณะที่ KTB, SCB หลังขึ้น “XD” ราคาไม่สู้ดีนัก อาจฉุดให้มีการขายทำกำไรหุ้นธนาคารออกมา ทั้งก่อนและหลังการขึ้น “XD” ฤดูกาลนี้ ทั้งนี้ เราประเมินว่า การที่มีคนเทขายหุ้นธนาคารงวดนี้ จะคล้ายกับปีก่อน ที่มีข่าวร้ายเข้ามากดดันตลาด (2 เม.ย.69 Trump ประกาศใช้ Reciprocal Tariff)
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ 32.09 บาท/ดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 31.94 – 32.13 บาท/ดอลลาร์ ตลาดกำลังจับตาเดดไลน์ข้อตกลงหยุดยิงในวันที่ 21 เม.ย. นี้
- ความมั่นคงทางพลังงาน: กระทรวงพลังงานยืนยันไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ 110 วัน (สำรองตามกฎหมาย 25 วัน และน้ำมันระหว่างขนส่ง/จัดหาเพิ่ม) แม้สถานะกองทุนน้ำมันจะติดลบ 62,046.64 ล้านบาท
- Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ net sett 1.7 พันล้านบาท ในตลาดหุ้นไทยวานนี้ นักลงทุนชะลอการลงทุน เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ Geo-political Tension
ปัจจัยต่างประเทศ
- วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การเจรจาแบบผ่านคนกลางยังมีเป็นระยะๆ และข่าวล่าสุด คือ ตัวแทนของสหรัฐฯ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ เตรียมบินไปเจรจาวันนี้หรือพรุ่งนี้ เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันดิบ เช้านี้ ปรับตัวลดลง (Brent $94.77 / -0.71) … ความคืบหน้าในการเจรจา จะเป็นลบต่อหุ้นน้ำมัน (PTTP) และหุ้นปิโตรเคมีขั้นต้น ของไทย
- บทบาทของจีน: ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ต่อสายตรงถึงมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย เรียกร้องให้หยุดยิงทันทีและเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการลดอุณหภูมิความขัดแย้ง
- นโยบายการเงินสหรัฐฯ: ตลาดพันธบัตรเริ่มผ่อนคลาย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ลดลงมาอยู่ที่ 3.72% ต่ำกว่าเพดานของ Fed ที่ 3.75% นักลงทุนเริ่มกลับมาคาดหวังการลดดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้หากราคาน้ำมันเริ่มทรงตัว
- เศรษฐกิจจีน: ธนาคารกลางจีน (PBOC) คงอัตราดอกเบี้ย LPR 1 ปีที่ 3% และ 5 ปีที่ 3.5% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
- ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ: เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่แล้ว โดยนักลงทุนเพิ่มความคาดหวังสำหรับ การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ภายในสิ้นปีนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งเคยซื้อขายอยู่เหนือเพดานปัจจุบันของธนาคารกลางที่ 3.75%
ตัวเลขเศรษฐกิจและ Event
• 21 เม.ย.: ยอดค้าปลีกล่วงหน้า (Retail Sales Advance) สหรัฐฯ เดือน มี.ค. / ยอดขายบ้านที่รอการปิดการขาย (Pending Home Sales) สหรัฐฯ เดือน มี.ค. / ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) นิวซีแลนด์ ไตรมาส 1 - 22 เม.ย.: การส่งออกญี่ปุ่น (Exports) เดือน มี.ค. / การตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia Rate) คาดคงที่ 4.75%
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,465 – 1,475 แนวต้าน 1,485 – 1,495 แนวโน้มดัชนีทรงตัวระหว่างรอความคืบหน้าการขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านหลังวันที่ 22 เม.ย.หรือไม่ รวมถึงผลการประชุม ครม.ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนะนำทยอยชื้อ ICHI, SAPPE / GULF, GPSC, AMATA, WHA, CK, STECON, GUNKUL
GUNKUL* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 3.00 บาท) ผู้บริหารตั้งเป้าหมายรายได้ปี 69 ราว 1 หมื่นล้านบาท จาก Backlog งาน EPC ในมือราว 8 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ราว 5 พันล้านบาท ขณะที่งานที่รอเข้าประมูลเพิ่ม ได้แก่ งานก่อสร้างสายส่งและ Substation ของ EGAT และ PEA มูลค่าราว 3.35 หมื่นล้านบาท โครงการ Solar ชุมชน 1,500 MW และ Direct PPA 2,000 MW สำหรับ Data Center ส่วนแนวโน้มระยะสั้น 1Q69 คาดกำไรโต YoY หนุนจากรายได้ของธุรกิจ EPC สำหรับภาพ 1-2 ปีมี catalyst จากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นหนุนการติดตั้ง Solar Rooftop จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยมีนโยบายรัฐสนับสนุนลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ปีภาษี 69-71) สำหรับบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 10kWp ในระบบ On-grid ทั้งนี้อิงจาก Consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 1.85 พันล้านบาท +5%YoY และ 1.98 พันล้านบาท +7%YoY
KLINIQ (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) ภาพรวมปี69 เราคาดว่า KLINIQ จะสามารถมีการเติบโตหนุนจาก 1.การเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ 2.น้ำหนักที่มีผลน้อยลงไปของค่าใช้จ่ายการขยายสาขาใหม่จากฐานที่กว้างขึ้น 3.รายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ โดย ปัจจุบัน เราอนุมานสาขา ณ สิ้นปี69 ที่ 92 สาขา(+10 สาขาจากปี68) และ 4.การเพิ่ม Brand/ Format ใหม่ๆ โดยธ.ค.68 ที่ผ่านมา KLINIQ ได้มีการเปิดตัว Acne Lab สาขาแรก ส่วนการดำเนินงานช่วง 1Q69 นี้ คาดว่าจะ +YoY ได้ต่อ แต่ -QoQ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มาใช้งานช่วงสิ้นปีมากกว่า ปัจจุบัน เราประเมินกำไรสุทธิ ปี69 และ ปี70 ของ KLINIQอยู่ที่ระดับ 426 ลบ.( +17%YoY) และ 470 ลบ.(+10%YoY)