โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CMG เปิดเวที “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” แลกเปลี่ยนมุมมองความร่วมมือไทย-จีน

China Media Group

อัพเดต 21 มี.ค. เวลา 01.47 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 09.26 น.

CMG เปิดเวที “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” แลกเปลี่ยนมุมมองความร่วมมือไทย-จีน

China Media Group (CMG) จัดเวทีเสวนาระดับนานาชาติในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ นายเซิ่น ไห่ส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนและผู้อำนวยการ China Media Group ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางวิดีโอ ในหัวข้อ บทบาทของสื่อในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ และการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาในยุคโลกาภิวัตน์

นายเซิ่น ระบุว่า การประชุมสองสภาของจีนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นหน้าต่างสำคัญในการติดตามจีนยุคใหม่ ยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปีนี้ได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึง “โครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15” พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5 ถึง 5 โดยพิมพ์เขียวการพัฒนาคุณภาพสูงของจีนถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่แก่ประชาคมโลก

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การเปิดตลาดโลกอย่างกว้างขวาง และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างของจีน

ขณะเดียวกัน การพัฒนา “พลังการผลิตใหม่คุณภาพสูง” ของจีนตั้งแต่ต้นปีเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์อัจฉริยะในงานกาล่าตรุษจีนของ China Media Group และโมเดล “ภาพยนตร์+” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค ตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะ “โอเอซิสแห่งความแน่นอน” ขณะที่สถานีฯ พร้อมใช้ศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อผลักดันความทันสมัยแบบจีนและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

นางเลี่ยว ลี่ รองผู้อำนวยการสำนักงาน CMG Asia-Pacific ตัวแทนผู้จัดงานได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเรียนเชิญ นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในอนาคต โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

นางเลี่ยว ลี่ กล่าวย้ำว่าการประชุมสองสภาที่เพิ่งปิดฉากลงได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่าการพัฒนาของจีนคือโอกาสของทั้งโลกและของไทย งานเสวนาครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอทิศทางการพัฒนาคุณภาพสูงของจีน พร้อมหารือถึงการยกระดับความร่วมมือที่ได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทย-จีนในยุคใหม่ เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งนี้ CMG ในฐานะสื่อระดับชาติของจีน พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายและจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ สานต่อเรื่องราวมิตรภาพ เพื่อให้ชาวไทยได้ร่วมรับผลประโยชน์จากการพัฒนาของจีนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน รวมถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายจาง ได้กล่าวสรุปถึงความสำเร็จของการประชุมสองสภาและการรับรอง "แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15" โดยระบุว่าประชาคมโลกต่างจับตาทิศทางของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจีนหวังว่าแผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงพิมพ์เขียวสำหรับประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยิบยื่นโอกาสใหม่ๆ ให้กับโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสันติภาพและการพัฒนาในปัจจุบัน

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จีนจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ ผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูง และเปิดประเทศสู่ภายนอกในระดับสูงต่อไป พร้อมกันนี้ จีนยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับไทย เพื่อผลักดันการสร้าง "ประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน" ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่อไป

ด้าน นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึง ความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมระบุความสัมพันธ์ไทย-จีน มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับภูมิภาค

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อการประชุมสองสภาและการพัฒนาของจีน โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำและประสิทธิภาพของรัฐบาล ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ ฉบับที่ 15 ซึ่งจีนยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์พลังงานใหม่ และอวกาศ โดยการพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนยังเอื้อประโยชน์ต่อหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยไทยหวังจะกระชับความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง

นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่าการพัฒนาของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจีน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งได้เปิดโอกาสอันกว้างขวางให้กับประเทศไทย งานเสวนาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยมี CMG ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองชาติมาโดยตลอด จากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ว่า "จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน" ปัจจุบันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ก้าวสู่บริบทใหม่ ที่มุ่งเน้นความร่วมมือคุณภาพสูงในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างประชาคมไทย-จีนที่มีอนาคตร่วมกันต่อไป

ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ GISTDA กล่าวว่าจีนได้แบ่งปันผลสำเร็จจากการพัฒนาแก่ประเทศอื่นๆ เสมอมา และพลังการผลิตใหม่ที่คุณภาพของจีนเป็นประโยชน์กับโลก โดยสำหรับด้านการบินอวกาศ จีนและไทยได้ดำเนินความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจอวกาศ การร่วมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน การฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินอวกาศ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนความพยายามสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

ขณะที่ นายหวง เหวยเหว่ย รองประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) และประธานฝ่ายยุทธศาสตร์ความร่วมมือจีน กล่าวว่า ตลาดอันมหาศาลของจีนคือโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับทั่วโลก และเป็นเสมือน "รากฐานสำคัญ" ในยุทธศาสตร์ระดับโลกของเครือซีพี จีนซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชีวภาพ ช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ จีนยังมุ่งมั่นยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและขยายการเปิดประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านนโยบายและเวทีระดับชาติ (เช่น งานแสดงสินค้า CIIE, CISCE และนโยบายปลอดภาษีที่มณฑลไห่หนาน) ด้วยเหตุนี้ เครือซีพีซึ่งมีเครือข่ายและทรัพยากรที่แข็งแกร่งทั้งในไทยและจีน จึงพร้อมก้าวขึ้นเป็น "ซูเปอร์พาร์ตเนอร์" (Super Partner) เพื่อร่วมจับมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวมถึงวิสาหกิจจีนอย่างเต็มกำลัง

ภายหลังการกล่าวสุนทรพจน์ ได้มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ: การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก” โดยมี ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน, นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และ นายต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นการพัฒนาคุณภาพสูง

โดย ดร.กำพล มหานุกูล ได้เริ่มต้นด้วยการปูพื้นฐานสำคัญผ่านการสรุปแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน ออกเป็น “ยุทธศาสตร์ 20 ประการ” ตามสูตร 3-7-5-2 ซึ่งประกอบด้วย 3 ประการแรกด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่มุ่งเน้นงบ R&D ให้เติบโตกว่าร้อยละ 7 ต่อปี, 7 ประการต่อมาคือการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการ, 5 ประการถัดไปคือการพัฒนาสีเขียวคาร์บอนต่ำ และ 2 ประการสุดท้ายคือความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ถือเป็นกลไกหลักที่จะขับเคลื่อนจีนไปสู่การเป็นประเทศสังคมนิยมสมัยใหม่ภายในปี 2035

ด้าน ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร ระบุว่าแผนพัฒนาฉบับที่ 15 คือสะพานเชื่อมโยงสำคัญสู่เป้าหมายประเทศสมัยใหม่ โดยยกนวัตกรรมขึ้นเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ผ่านเทคโนโลยี AI Plus และ Big Data ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งยกระดับทรัพยากรมนุษย์และระบบราชการให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับมาตรฐาน China Standard ท่ามกลางภาวะที่ต้อง “วิ่งสู้ฟัด” เพื่อปรับจังหวะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ทันท่วงที โดยสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงนี้สะท้อนผ่านงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของจีนที่เติบโตต่อเนื่องกว่าร้อยละ 7 ต่อปี

“จีนในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมาเขาวิ่งระยะไกลด้วยความเร็ว 100 เมตรมาโดยตลอด ผมยังไม่เห็นเขาชะลอเลย เพราะฉะนั้นเราต้องปรับสไตล์การวิ่ง ผูกเชือกรองเท้าให้แน่นแล้ววิ่งไปกับรถไฟความเร็วสูงขบวนนี้ให้ทัน ถ้าเราไม่จัดระเบียบและเตรียมคนให้ดี เราอาจจะตกขบวนและเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย” ดร.ไพจิตร เน้นย้ำ

ขณะที่ นายสุโรจน์ แสงสนิท ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจีนส่งผลให้ไทยต้องปรับบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ซื้อไปสู่การเป็น “พันธมิตรทางเทคโนโลยี” ที่เข้มแข็งผ่านการสนับสนุนการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศอย่างจริงจัง เพื่อสร้างรากฐานการผลิตที่ยั่งยืนผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจริงและผลักดันสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศให้สูงกว่าร้อยละ 50 อันจะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้ไทยเป็นฐานหลักสำหรับการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันจีนได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะของโลกอย่างเต็มตัว

“การร่วมทุนจะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่จ้างคนไทยแล้วต่อยอดไม่ได้ ถ้าเราได้ร่วมมือกันเราก็สามารถที่จะเติบโตไปด้วยกันได้ จีนมาแรงและมาเร็วมาก การร่วมทุนเป็นคำตอบที่จะทำให้ไทยไม่เพียงแค่โตตามหลัง แต่สามารถก้าวไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าของโลก” นายสุโรจน์ ระบุ

ส่วน นายต่ง เจี้ยนผิง ยืนยันความสำเร็จของไฮเออร์ในประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ Three-in-One Localization ที่หลอมรวมการวิจัย การผลิต และการตลาดไว้ในไทย พร้อมยกระดับสู่โรงงานอัจฉริยะประหยัดพลังงานและการสร้างบุคลากรทักษะสูงกว่าหนึ่งหมื่นคน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญคือ “นิเวศแห่งการอยู่ร่วมกัน” (Win-win Ecosystem) ที่ยั่งยืนและแข็งแกร่ง โดยการลงทุนของภาคเอกชนจีนในลักษณะนี้ไม่ได้มองเพียงแค่กำไร แต่เป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาวร่วมกับชุมชนท้องถิ่น

“การพัฒนาโดยอาศัยเพียงองค์กรเดียวในลักษณะฉายเดี่ยวนั้นเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป หัวใจสำคัญคือ ‘Ecosystem Symbiosis’ ที่ทุกภาคส่วนต้องผูกติดเข้าด้วยกันและเติบโตไปด้วยกัน เราต้องการนำนวัตกรรมมาสร้างอาชีพและสร้างอนาคตให้กับพนักงานและพันธมิตรในท้องถิ่นอย่างมั่นคง”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...