ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว
ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว
เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย เชื่อว่าผลกระทบได้ส่งผ่านเข้ามาในหลายช่องทางแล้ว โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังฟื้นตัว และเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ โดยแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาในแต่ละด้าน
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถคาดเดาจุดสิ้นสุดได้ ธปท. จึงได้ตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบ โดยกรณีแรก (Better Case) คาดว่าความขัดแย้งจะจบลงภายในครึ่งแรกของปี 2569 และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม กรณีที่สองอย่าง ในกรณีฐาน (Base Case) แม้สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ในกรณีนี้ต้องใช้เวลาฟื้นฟู (Recover) นานกว่าเดิม โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลให้การเดินเรือติดขัดต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลัง
“ธปท.ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้ตัวเลขจีดีพีต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ ซึ่งจากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหนคงทำได้ยากคงต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี กล่าว
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ด้านนโยบายการเงิน ธปท. จะยึดหลักการบริหารจัดการเพื่อเหนี่ยวรั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ธปท. อาจเลือกใช้วิธีมองผ่าน (Look Through) โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ใช่อุปกรณ์ที่เหมาะสมในการจัดการปัญหาฝั่งอุปทานโดยตรง แต่หากสถานการณ์เริ่มลุกลามจนกระทบต่อการใช้จ่ายภาคประชาชน (Demand) หรือกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาใช้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยตามความเหมาะสมในลำดับถัดไป
น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในตลาดการเงิน พบว่าค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงถึงระดับ 9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา โดยในบางจังหวะเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) และพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง ทั้งนี้ ธปท. ยืนยันว่าได้เข้าดูแลความผันผวนทั้งในฝั่งแข็งค่าและอ่อนค่าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงดูแลให้ตลาดการเงินยังคงทำงานได้ตามปกติ (Functionality) เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจจริงในช่วงที่เปราะบางนี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th