โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 08.25 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. เวลา 08.25 น.

ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สำหรับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาพเศรษฐกิจของไทย เชื่อว่าผลกระทบได้ส่งผ่านเข้ามาในหลายช่องทางแล้ว โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยลบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยที่กำลังฟื้นตัว และเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ โดยแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันตามระดับการพึ่งพาในแต่ละด้าน

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถคาดเดาจุดสิ้นสุดได้ ธปท. จึงได้ตั้งสมมติฐานไว้ 2 กรณี เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบ โดยกรณีแรก (Better Case) คาดว่าความขัดแย้งจะจบลงภายในครึ่งแรกของปี 2569 และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะเริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม กรณีที่สองอย่าง ในกรณีฐาน (Base Case) แม้สถานการณ์อาจจบลงในครึ่งปีแรกเช่นกัน แต่ผลกระทบจะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งแตกต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง ทำให้ในกรณีนี้ต้องใช้เวลาฟื้นฟู (Recover) นานกว่าเดิม โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลให้การเดินเรือติดขัดต่อเนื่องไปถึงครึ่งปีหลัง

“ธปท.ยอมรับว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำที่อาจทำให้ตัวเลขจีดีพีต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ ซึ่งจากรายงานคณะกรรมการนโยบายการเงิน เพราะความไม่แน่นอนสูงขึ้น แต่การระบุตัวเลขเศรษฐกิจจะจบที่จุดไหนคงทำได้ยากคงต้องรอประเมินข้อมูลใหม่ โดย ธปท.จะมีการทบทวนตัวเลขอีกครั้ง” น.ส.ชญาวดี กล่าว

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า ด้านนโยบายการเงิน ธปท. จะยึดหลักการบริหารจัดการเพื่อเหนี่ยวรั้งการคาดการณ์เงินเฟ้อ หากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นเป็นผลมาจากปัญหาด้านอุปทาน (Supply Shock) เช่น ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ธปท. อาจเลือกใช้วิธีมองผ่าน (Look Through) โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ใช่อุปกรณ์ที่เหมาะสมในการจัดการปัญหาฝั่งอุปทานโดยตรง แต่หากสถานการณ์เริ่มลุกลามจนกระทบต่อการใช้จ่ายภาคประชาชน (Demand) หรือกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ธปท. จึงจะพิจารณาใช้เครื่องมือด้านดอกเบี้ยตามความเหมาะสมในลำดับถัดไป

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในตลาดการเงิน พบว่าค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงถึงระดับ 9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ผ่านมา โดยในบางจังหวะเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Importer) และพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง ทั้งนี้ ธปท. ยืนยันว่าได้เข้าดูแลความผันผวนทั้งในฝั่งแข็งค่าและอ่อนค่าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงดูแลให้ตลาดการเงินยังคงทำงานได้ตามปกติ (Functionality) เพื่อไม่ให้เป็นปัจจัยซ้ำเติมเศรษฐกิจจริงในช่วงที่เปราะบางนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธปท. ตั้ง 2 ฉากทัศน์รับวิกฤตตะวันออกกลาง หวั่นกดเศรษฐกิจต่ำกว่าคาด-ฉุดท่องเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...