โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หากการพูดคุยของมนุษย์นั้นเปี่ยมด้วยความรู้สึก ทำไมบางคนถึงใช้ AI เข้ามาช่วยในบทสนทนา?

The MATTER

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 09.04 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. เวลา 10.25 น. • Lifestyle

“เราขอโทษถ้าการคุยหรือเจอกันที่ผ่านมาทำให้เธอรู้สึกคาดหวังอะไรบางอย่างจากเรา และขอบคุณจริงๆ สำหรับเวลาที่เราได้คุยกันนะ ถ้าต้องการเวอร์ชั่นที่ดูเป็นทางการมากขึ้นหรือเวอร์ชั่นสั้นๆ แต่ดูจริงใจ บอกผมได้ เดี๋ยวช่วยปรับโทนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้ครับ 🙏”

เกือบจะให้อภัยอยู่แล้วเชียว จนกระทั่งอ่านจนจบประโยค ถึงได้รู้ว่าข้อความที่อีกฝ่ายส่งให้ ลอกมาจากแชตบอตแทบทั้งหมด แถมยังไม่แม้แต่จะตัดข้อความตอนท้ายเพื่อความแนบเนียนเลยสักนิด แล้วแบบนี้จะเชื่อได้ยังไงว่าสิ่งที่อีกฝ่ายส่งมานั้นมาจากความรู้สึกจริงๆ

ทุกวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเหลือเราในด้านการทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ส่วนตัว หลายคนเริ่มหันมาพึ่งพา AI แชตบอตเพื่อสร้างบทสนทนาแทนตัวเอง ตั้งแต่การปฏิเสธนัด การสอบถามข้อมูล จนถึงการแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญ มากไปกว่าความสะดวกแล้ว ยังเพื่อไม่ให้ตัวเองไม่ต้องเจอความรู้สึกอึดอัดใจซะเอง

แม้จะไม่มีข้อห้ามข้อไหนที่บอกว่าไม่ควรใช้แชตบอตในสถานการณ์นี้ แต่คำถามคือ การใช้ AI ช่วยเขียนบทสนทนาให้กำลังพรากความสามารถการสื่อสารไปจากเราอยู่หรือเปล่า เมื่อหลายครั้งการสื่อสารไม่ใช่แค่เพื่อสร้างความเข้าใจ แต่ยังมาพร้อมกับการส่งต่ออารมณ์ความรู้สึก ผ่านการเลือกใช้คำ หรือจังหวะการพูดด้วย หากเราเลือกที่จะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความซับซ้อนเหล่านี้ แล้วเราจะเชื่อมโยงกับอีกฝ่ายได้อย่างไร

วันนี้เราขอชวนไปดูปรากฎการณ์ที่คนรุ่นใหม่กำลังใช้ AI มาช่วยสร้างบทสนทนาในชีวิตจริง พร้อมเข้าใจเหตุผลว่าทำไมบางคนจึงเลือกพึ่งพาเทคโนโลยีที่ไร้ความรู้สึก มาช่วยรักษาความสัมพันธ์อันแสนเปราะบางและละเอียดอ่อน และสิ่งนี้กำลังสะท้อนอะไรในโลกปัจจุบันบ้าง

social offloading เมื่อเราใช้ AI หนีความอึดอัดใจ

ก่อนอื่นเราชวนไปสำรวจไปสักหน่อยว่าทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ใช้ AI เพื่ออะไรกันบ้าง จากการศึกษาโดย Gallup และ Walton Family Foundation ในปี 2025 ที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกัน อายุ 18-28 ปีเกือบ 2,500 คน พบว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ใช้ AI เพื่อการทำงานเท่านั้น แต่ยังใช้ปรึกษาเรื่องส่วนตัวด้วย

แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วคนรุ่นใหม่จะใช้ไปกับการทำงาน แต่อีกประมาณ 1 ใน 3 พวกเขาก็ใช้ AI เพื่อเรื่องส่วนตัวและคำแนะนำเกี่ยวกับความสัมพันธ์รวมถึงการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิต ในแง่หนึ่งการสำรวจนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่ามีคนรุ่นใหม่อีกไม่น้อยที่มองว่า AI เป็นเพื่อน และให้เจ้าปัญญาประดิษฐ์คอยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัว

แน่นอนว่าทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็ใช้ AI เป็นผู้ช่วยส่วนตัวทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำไมบางคนถึงต้องให้ AI ช่วยร่างบทสนทนาด้วยนะ? คำตอบจาก รัสเซล ฟุลเมอร์ (Russell Fulmer) รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคนซัสสเตท ชี้ว่าเป็นเพราะเรื่องทักษะการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ที่ถดถอยกว่ารุ่นที่ผ่าน

เรามักเคยได้ยินกันบ่อยๆ ว่าการสื่อสารของคนรุ่นใหม่มักมีลักษณะเฉพาะตัว จนคนรุ่นก่อนๆ ใช้ประสบการณ์เดิมเพื่อทำความเข้าใจได้ยากสักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องความต่างของวัยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากสภาพแวดล้อมของโลกในยุคนั้นที่หล่อหลอมให้คนรุ่นใหม่เติบโตมาแตกต่างจากคนรุ่นก่อน

หนึ่งในสิ่งที่หล่อหลอมการสื่อสารของคนรุ่นใหม่คือ ผลจากช่วงโรคระบาดที่พรากช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาจะได้ฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม จากรั้วมหาวิทยาลัยหรือโลกการทำงานครั้งแรกไป การทำงานจากที่บ้าน หรือเข้าประชุมออนไลน์ทำให้พวกเขาไม่ได้ฝึกฝนทักษะการพบปะกับผู้คนจริงๆ เราไม่ได้มีปุ่ม mute ได้ตามใจ หรือปิดกล้องในยามไม่สะดวกได้ทุกครั้ง

นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังคุ้นชินกับการสื่อสารออนไลน์ ซึ่งมีวิธีการติดต่อต่างจากโลกจริง การอยู่หลังหน้าจอทำให้เราไม่ได้ฝึกฝนความเห็นอกเห็นใจ หรือการเจรจาต่อรองมากนัก รวมถึงยังเป็นสาเหตุหนึ่งของความเครียดและความวิตกกัง จากการเห็นชีวิตของคนอื่นตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ทำให้ทักษะการเข้าสังคมของคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที

เมื่อการสื่อสารเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจ จึงไม่แปลกหากบางคนเลือกใช้ AI ให้ช่วยรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าแทน มิเชลล์ ร็อบบ์ (Michael Robb) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Common Sense Media อธิบายปรากฏการณ์ที่ให้ AI ช่วยคุยให้ว่า ‘social offloading’ หรือการผลักภาระการเข้าสังคมไปให้ AI เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียพลังงานไปกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนตรงหน้า

ลองนึกดูสิว่าหากเราไม่รู้วิธีปฏิเสธที่ช่วยรักษาน้ำใจอีกฝ่าย เราต้องเผชิญหน้ากับความอึดอัดใจมากแค่ไหน เพราะต้องรับมือกับอารมณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวัง ความรู้สึกผิด เสียใจ หรือภาพลักษณ์ของตัวเอง จึงไม่แปลกที่บางคนอาจเลือกใช้ AI ช่วยออกแบบคำตอบ เพื่อหลีกเลี่ยงความกระอักกระอ่วนที่ตัวเองไม่ปรารถนา

ไม่ผิดเลยหากเราจะใช้ AI เพื่อช่วยในสถานการณ์ทางสังคมที่ต้องการความมืออาชีพและความเป็นทางการ อย่างการให้ AI ช่วยร่างอีเมลเพื่อส่งให้หัวหน้า หรือองค์กรใหญ่ๆ เพราะเป็นการสื่อสารที่มีรูปแบบชัดเจน แต่ก็อย่าลืมว่าอีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก การส่งข้อความที่มาจากใจก็ยังเป็นสิ่งสำคัญเช่นกันนะ

ฝึกได้ไหม ทักษะการสื่อสาร

ในแง่หนึ่ง AI อาจทำให้เราหลีกหนีการเผชิญหน้าได้ง่ายดายกว่าเดิม เพราะผลกระทบจากปรากฎการณ์นี้คือ การสร้างหรือความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน เพราะอีกฝ่ายจะมองว่าข้อความนี้ไม่ใช่ตัวตนจริงของเพื่อนคนนั้น นอกจากนี้การใช้บ่อยๆ อาจทำให้ไม่มั่นใจในเสียงของตัวเอง และขัดขวางการพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น การอ่านเจตนาทางสังคม การตีความอารมณ์ของผู้อื่น การรับมือกับความคลุมเครือในปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

มิเชลล์อธิบายว่าการสื่อสารเป็นทักษะ และทักษะหมายความว่าเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้ แม้ว่าการเข้าสังคมจะเริ่มพัฒนาได้ตั้งแต่อายุยังน้อย และการพลาดช่วงเวลานั้นไปอาจทำให้เราเชื่อมโยงความรู้สึกกับผู้อื่นได้ยากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถพัฒนาได้เลย

ช่วงแรก เราอาจเริ่มจากการพูดคุยกับคนที่เราสนิทหรือคุ้นเคยบ่อยๆ เช่น เพื่อนหรือครอบครัว เวลาที่เกิดอารมณ์ความรู้สึกข้างใน ให้พยายามอธิบายอารมณ์เหล่านั้นหรือบอกความต้องการของตัวเองให้พวกเขาเข้าใจ แทนการพึ่งพา AI เพราะแม้ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถตอบคำถามให้เราได้ แต่ปัญหาความสัมพันธ์มีแต่เราเท่านั้นที่ต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองนะ

การพูดความรู้สึกของเราออกไป อาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ หรืออาจไม่มั่นใจที่จะพูดออกมา แต่ขอให้จำไว้ว่าความซับซ้อน และไม่สามารถคาดเดาได้นี่แหละคือส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราค่อยๆ เรียนรู้ว่าการสื่อสารสำหรับผู้คนเป็นอย่างไร การพูดด้วยน้ำเสียงแบบไหนถึงจะดีกับอีกฝ่าย น้ำเสียง หรือการเลือกใช้คำที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร เราอาจพลาดสิ่งเหล่านี้ไปหากไม่ได้ลองสื่อสารออกมาด้วยตัวเอง

ถึงแม้คำพูดจากแชตบอตจะดูดีแค่ไหน แต่หากข้อความเหล่านั้นไม่ได้กลั่นมาจากใจจริง ความสัมพันธ์นี้จะมีความจริงหรือ?

อ้างอิงจาก

edition.cnn.com

hbr.org

washingtonpost.com

Graphic Designer: Manita Boonyong
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...