โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก.ล.ต. เร่งเครื่อง “Crypto ETF” ลุ้นคลอดเกณฑ์ไตรมาส 3/69 พร้อมดัน “Transition Bond”-คุมเข้มทุนเทา

Thairath Money

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยกำลังเร่งเดินหน้าวางกรอบกำกับ “Crypto ETF” เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบแรกภายในเดือนเมษายนนี้ คาดออกเกณฑ์บังคับใช้ได้ภายในไตรมาส 3/2569 โดยเน้นคุมเข้มทั้งการประเมินความเสี่ยงผู้ลงทุน คุณสมบัติผู้จัดการกองทุน และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส

ขณะเดียวกัน ยังเปิดทางเครื่องมือระดมทุนใหม่ “Transition Bond” รองรับบริษัทที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน หลังพบช่องว่างของธุรกิจที่ต้องการปรับตัวด้าน ESG แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์ “Green Bond” โดยเตรียมเปิดเฮียริ่งใน 1-2 สัปดาห์นี้ หวังเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุน และหนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

เตรียมเฮียริ่ง Crypto ETF คาดออกได้ไตรมาส 3/69

เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าในการพิจารณาอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Crypto ETF นั้น ก.ล.ต. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) เกี่ยวกับกรอบหลักการของ Crypto ETF ในรอบแรกภายในเดือนเมษายนนี้

สำหรับกระบวนการดำเนินงานหลังจากที่ ก.ล.ต. ได้รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ในกรอบหลักการรอบแรกแล้ว จะนำข้อเสนอแนะที่ได้มาพิจารณาปรับปรุงให้มีความเหมาะสม จากนั้นจะดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นในด้านรายละเอียดของร่างกฎเกณฑ์อีกครั้งเป็นลำดับถัดไป โดยประเมินว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จ และสามารถออกประกาศเกณฑ์บังคับใช้ได้ภายในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญเบื้องต้นที่ ก.ล.ต. มุ่งเน้นและจะนำมารับฟังความคิดเห็น เพื่อวางกรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงของผู้ลงทุน และระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ การกำหนดคุณสมบัติและข้อกำหนดของผู้จัดการกองทุน และการเปิดเผยข้อมูล โดยกำหนดแนวทางการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส

เปิดทางบริษัท “อยากเขียว” ออกตราสารหนี้ “Transition Bond”

เอนก อยู่ยืน เปิดเผยอีกว่า บริษัทในตลาดทุนถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่ขับเคลื่อนเป้าหมายระดับชาติที่ ประเทศไทยมุ่งมั่นจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 นั้น

ก.ล.ต. ตระหนักดีว่าภาคธุรกิจคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ออกเกณฑ์รองรับการออกตราสารหนี้กลุ่ม ESG (ESG Bond) ไปแล้ว 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  • ตราสารหนี้เพื่อกิจกรรมความยั่งยืน (เช่น Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond) ซึ่งระดมทุนเพื่อนำไปใช้ในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมโดยตรง
  • ตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) ซึ่งอ้างอิงกับเป้าหมายการลดการใช้พลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

จากการผลักดันดังกล่าวส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน (ปี 2569) ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด โดยมีผู้ออกตราสารกลุ่ม ESG Bond ถึง 48 ราย คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนรวมกว่า 1.15 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต. พบว่ายังมีช่องว่างสำหรับบริษัทหรือกิจการที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังต้องมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง แต่มีความตั้งใจที่จะปรับตัวและอยากทำเรื่อง ESG แต่ยังไม่สามารถเข้าเกณฑ์การออก Green Bond ได้โดยตรง ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการ ก.ล.ต. จึงมีมติเห็นชอบการออกเกณฑ์รองรับ “ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน” หรือ Transition Bond เพื่อเปิดทางให้กลุ่มบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสามารถระดมทุนเพื่อนำไปปรับปรุงกิจการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นได้

โดยคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) จากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ หากผ่านความเห็นชอบก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการร่างประกาศบังคับใช้ ซึ่งจะเปิดกว้างให้ธุรกิจทุกหมวดอุตสาหกรรมสามารถออกตราสารประเภทนี้ได้ต่อไป

ยกระดับสกัดทุนเทา

ในอีกมิติหนึ่ง ก.ล.ต. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องประชาชนและสกัดกั้น "ทุนเทา" ที่พยายามแทรกซึมเข้ามาใช้บริบทของตลาดทุนเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยพฤติกรรมของกลุ่มทุนเหล่านี้มักจะต้องผ่านตัวกลางในการฟอกเงินสกปรกให้กลายเป็นเงินสะอาด

ไม่ว่าจะเป็นการนำเงินผ่านบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หรือกองทุนรวม เพื่อทำรายการซื้อๆ ขายๆ หุ้น ไปจนถึงการโอนเงินผ่านบัญชีเพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัล

ปัจจุบัน ก.ล.ต. พบแนวโน้มการกระทำผิดคือกระแสเงินทุนสีเทาได้ไหลเข้าไปสู่ฝั่ง "สินทรัพย์ดิจิทัล" มากขึ้น ผ่านการซื้อเหรียญคริปโทเคอร์เรนซีและโอนออกไปตามวอลเล็ตต่างๆ ซึ่งติดตามเส้นทางได้ยาก

นอกจากนี้ ยังพบช่องโหว่ในฝั่งของบริษัทหลักทรัพย์ ที่ผู้ประกอบการต้องการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าผ่านระบบฝาก-ถอนที่รวดเร็ว แต่กลับกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็น "บัญชีม้า" หมุนเวียนเงินแล้วถอนออกไป

เพื่อจัดการปัญหานี้ ก.ล.ต. ได้วางแนวทางป้องกันตั้งแต่ด่านหน้า โดยกำชับให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้งโบรกเกอร์และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องมีระบบและกลไกการเปิดบัญชีที่รัดกุม

ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเข้มข้น เพื่อพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงและตรวจสอบว่าโปรไฟล์ของลูกค้ารองรับกับเม็ดเงินที่นำมาลงทุนหรือไม่ หากพบความผิดปกติ ตัวกลางเหล่านี้จะต้องมีกระบวนการเข้าแทรกแซง สกัดกั้น หรือระงับการทำธุรกรรมได้ทันที

ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะเดินหน้าทำงานร่วมกับคณะกรรมการชุดต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเกราะป้องกันและสกัดกั้นเงินสีเทาออกจากตลาดทุนไทยอย่างเด็ดขาดต่อไป

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ก.ล.ต. เร่งเครื่อง “Crypto ETF” ลุ้นคลอดเกณฑ์ไตรมาส 3/69 พร้อมดัน “Transition Bond”-คุมเข้มทุนเทา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...