โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รพ.พระรามเก้า ดึง AI ช่วยรักษา เพิ่มลูกค้า ตปท. 20% ตั้งเป้า 5 ปี รายได้ 1 หมื่นลบ.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ส.ค. 2566 เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 30 ส.ค. 2566 เวลา 08.25 น.

นพ. เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 เปิดเผยว่า รพ.พระรามเก้า เดินหน้าแผนนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมทางการแพทย์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งที่ผ่านมาได้เริ่มเข้ามาช่วยวินิจฉัยการรักษา เช่น เอ็กซเรย์ เป็นต้น

รวมไปถึงการทำระบบการแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เป็นของตนเอง แต่พบว่ากลุ่มลูกค้าบางส่วนต้องการความสะดวก โดยรับคำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ (Line) ทว่าระบบหลายอย่างในแพลตฟอร์มยังไม่รองรับระบบเทเลเมดิซีน อาทิ ความปลอดภัย การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data) ของผู้ป่วย

ดังนั้น บริษัทฯ จึงร่วมมือกับ บริษัท เนเวอร์ คลาวด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการรายใหญ่ด้านเทคโนโลยีเกาหลีใต้ บริษัทแม่ของแอปพลิเคชั่นไลน์ ทดลองบริการ Telemedicine กับแพลตฟอร์ม “Dr.Call” ผ่านทางแอปพลิเคชั่น Line สำหรับทำระบบเทเลเมดิซีน

ส่งผลให้ รพ.พระรามเก้า สามารถเก็บ Data คล้ายระบบเวชระเบียน และพัฒนาระบบคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น โดยใช้ AI Chatbot เข้ามาช่วย ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้เร็วขึ้น รองรับผู้ป่วยหลายรายพร้อมกัน กระทั่งการส่งยาไปถึงบ้านผู้ป่วย ซึ่งระบบนี้ประเทศเกาหลีใต้เริ่มใช้อย่างแพร่หลายแล้ว ก่อนขยายความร่วมมือมายังประเทศไทย

จากก่อนหน้านี้ระบบออนไลน์ของ รพ.พระรามเก้า มีศูนย์ออนไลน์ โดยพยาบาลวิชาชีพ 3-4 คน คอยตอบคำถามเบื้องต้น โดยมีเคสเข้ามาเฉลี่ยวันละ 20 คน หรือ 600 คน/เดือน และคาดว่าเมื่อบริษัทฯ ปรับมาใช้เทเลเมดิซีนผ่านไลน์ วอลลุ่มขยายตัวมากขึ้น เสมือนยกโรงพยาบาลไปไว้ที่บ้าน สามารถมอนิเตอร์อาการป่วยได้ตลอดเวลา ส่วนเทคโนโลยีต่อไปที่เล็งนำเข้าจากเกาหลีเพื่อมาใช้วินิจฉัยโรค คือ AI ที่ช่วยดูเรื่องสมองเสื่อม เพื่อรองรับสังคมสูงวัยโดยเฉพาะ

“ในอนาคตเทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญทางการแพทย์ ด้วยการรวบรวม Data ได้มหาศาล มีฐานข้อมูลการรักษาหลายแสนเคส ทำให้การรักษาคนไข้ลดการลองผิดลองถูกด้านการรักษาลง นำไปสู่การรักษาเฉพาพเจาะจงมากขึ้น และลดต้นทุนทางการแพทย์ทางอ้อมได้ถึง 9-10 เท่า โดยเฉพาะขณะนี้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงอายุ 20% ของประชากร วอลลุ่มการรักษาจะมากขึ้น ทรัพยากรจะรองรับไม่ไหว เอไอจะมีประโยชน์มากในอนาคตอันใกล้นี้”

สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มรักษาโรคโควิดลดลง แต่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติปรับตัวดีขึ้น แม้ลูกค้าหลักสัญชาติจีน ยังไม่กลับมาเต็มศักยภาพ แต่ทดแทนด้วยลูกค้ากลุ่ม CLMV และกลุ่มตะวันออกกลาง (อาหรับ) ที่เข้ามารักษาโรคยากและซับซ้อน เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ เดินหน้าทำการตลาดกลุ่มเหล่านี้มากขึ้น

“รพ. พระรามเก้า ตั้งเป้าขยายพอร์ตฯ รายได้ต่างชาติขึ้นเป็น 20% ในปีนี้ เนื่องจาก กำลังซื้อในประเทศมีจำกัด โดยปี 2566 มีปัจจัยบวกเรื่องการท่องเที่ยวโตขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อภาคโรงพยาบาล และในอนาคตอีก 5-10 ปี เราจะค่อย ๆ ขยับสัดส่วนลูกค้าต่างชาติให้ถึง 50%”

โดยตั้งเป้าหมายปี 2566 ผลประกอบการบริษัทจะเติบโต 5-10% และมีรายได้ 4,000 ล้านบาท และ 5 ปีข้างหน้า จะทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในปีนี้ รพ.พระรามเก้า ได้ร่วมกับ 7 โรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน อาทิ กลุ่มสมิติเวช รพ.มหาราชเชียงใหม่ รพ.ธนบุรีบำรุงเมือง รพ.นวเวช จับมือกับ บริษัท เนเวอร์คลาวด์ จำกัด จัดงานสัมมนาเทคโนโลยีอัจฉริยะด้านสุขภาพ และความเชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ในทางการแพทย์ระหว่างไทยและเกาหลี

โดยดึงบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์จากเกาหลี นำเสนอเทคโนโลยี ส่วนโรงพยาบาลในไทยจะเป็นผู้ทดลองใช้ โดยไม่เสียค่าทดลองเทคโนโลยี ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งมีบริษัทร่วมนำเสนอ ดังนี้

  • บริษัท MTEG ในเรื่อง Surgical Video Platform
  • บริษัท Curaum ในเรื่อง Oral environment originated healthcare solution
  • บริษัท QTT ในเรื่อง Easy Detection of Oral Diseases by Using Artifical Intelligence and Big Data Required From It
  • บริษัท CRESCOM ในเรื่อง AI Medical Solutions for Musculoskeletal System and Child Growth
  • บริษัท EMOCOG ในเรื่อง Digital Screening Tools for Dementia and ADHD,
  • บริษัท Ichrogene ในเรื่อง AI Disease Predicting based on Genome Big Data
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...