โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทุเรียนยะลา” วืด 1.5 พันล้าน ลอตท้าย 5 หมื่นตัน ระส่ำหนอนเจาะ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ย 2566 เวลา 07.33 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2566 เวลา 05.47 น.

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับทุเรียนยะลาที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส โดยยะลาที่มีสัดส่วนอยู่มากที่สุด และตอนนี้กำลังส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก

เพราะในปี 2566 พบหนอนเพิ่มขึ้น 20% สถานการณ์รุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน ขณะที่ทุเรียนเวียดนามซึ่งมีปัญหาน้อยกว่ากำลังชิงพื้นที่ตลาด

ทุเรียนยะลาสูญ 1.5 พันล้าน

“ซาวาวี ปูลา” เกษตรกรและผู้ประกอบการรับซื้อรวบรวมสินค้าเกษตรกลุ่มหนามเขียว “คลินิกทุเรียน” อ.ธารโต จ.ยะลา เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปกติทุกปีราคาทุเรียนยะลาจะอยู่ที่ 130-140 บาท/กก. ต่ำกว่าราคาทุเรียนชุมพร 10-20 บาท/กก.

แต่ปีนี้กลับต่ำกว่าถึง 30-40 บาท/กก. เพราะประสบปัญหาถูกหนอนเจาะเมล็ด เช่น ถ้าราคาทุเรียนชุมพร 130-140 บาท/กก. ราคาทุเรียนยะลาจะอยู่ที่ 110 บาท/กก.

โดยทุเรียนยะลาเหลืออีกประมาณ 50,000 ตัน ที่จะออกสู่ตลาดในลอตสุดท้ายของฤดูกาลเดือนกันยายนนี้ รวมมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท ปัญหาดังกล่าวจะทำให้เม็ดเงินหายไปกว่า 1,500 ล้านบาท

ในกรณีที่รถบรรทุกทุเรียนส่งล้งไม่ว่าจะมาจากสวนไหนก็ตาม 3-4 ตัน/คัน หากตรวจพบหนอนเจาะทุเรียน 1 ลูก จะเหมาว่ามีหนอนทั้งคันรถตามหลักการวิจัย

แม้สภาพความจริงรวบรวมทุเรียนมาจากหลายสวนก็ตาม ปัญหานี้มาจากต้นทางตัดทุเรียนแบบเหมาสวน มือตัดมักรวบตัดทั้งหมดทั้งทุเรียนอ่อนและทุเรียนแก่เพราะกลัวราคาลง ทำให้มีไข่หนอนติดไปกับทุเรียนอ่อนด้วย เมื่อส่งออกไปถึงจีน หนอนก็ออกเป็นตัว

“ผู้ส่งออกบางรายอาศัยช่องว่างค้ากำไรนำทุเรียนอ่อนปะปนไปกับทุเรียนแก่แพ็กบรรจุไปในกล่องเดียวกัน ซึ่งจะได้ส่วนต่าง 40-50 บาท/กก. ยกตัวอย่างส่งไป 4 ตู้คอนเทนเนอร์ หากถูกสุ่มตรวจเจอหนอน 1 ตู้ เหลือส่งขายได้ 2-3 ตู้ ก็ยังมีกำไรด้วยราคาส่วนต่าง

แต่มาตรการกรองหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการเพิ่มขึ้น ผู้ส่งออกต้องนำค่าใช้จ่ายมาหักลดราคารับซื้อจากชาวสวน ทำให้ราคาทุเรียนของชาวสวนต่ำลง ล้งที่ตรวจพบหนอนหากถูกระงับ DOA หรือหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืช ก็จะหยุดการซื้อ กระทบกับเกษตรกรยะลาเป็นอย่างมาก

แม้ว่าการซื้อขายทุเรียนยะลาจะมีสัดส่วนเพียง 1% ของรายได้ทุเรียนภาคตะวันออกที่มากกว่าแสนล้านบาท เรื่องนี้ต้องพยายามร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดจีน เพราะจีนมีทุเรียนจากเวียดนามเป็นทางเลือก”

“วุฒิชัย คุณเจตน์” นายกสมาคมทุเรียนไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เรื่องหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนกระทบเป็นลูกโซ่ พ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อทุเรียนจากตลาดค้าส่งไปขายปลีก ต้องรับเคลมกับลูกค้าหรือแกะให้ดูก่อน ถ้าของไม่ดี ผู้บริโภคจะไม่ซื้อ ปัญหานี้กระทบกับตลาดทุเรียนไทยส่งออก เพราะทุเรียนหมอนทองเวียดนามราคาใกล้เคียงกับของไทย

โดยทุเรียนไทยแข่งขันค่อนข้างสูง ซื้อแบบเหมาสวน การเร่งเก็บเกี่ยวด้วยการตัดทุเรียนอ่อน ทำให้มีหนอนในลูก ล้งรับซื้อจึงเสี่ยงต่อการขาดทุน พ่อค้าที่ขาดทุนไปแล้วก็เริ่มหันไปค้าทุเรียนเวียดนามที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

ล้งหยุดซื้อเพราะปัญหาหนอน

แหล่งข่าวจากแผงรับซื้อขนาดใหญ่ในจังหวัดยะลาให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2566 มีมาตรการคุมเข้มการตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ขนส่ง การออกใบอนุญาต PC ของนายด่านตรวจพืชเข้มงวด เพราะตรวจพบตู้ขนส่งทุเรียนที่มีหนอนเจาะเมล็ดที่ด่านนครพนมและให้ตีกลับ

ส่งผลต่อราคารับซื้อทุเรียนและการหยุดรับซื้อทุเรียนยะลา (ภาคใต้ตอนล่าง) และการถูกตีกลับทำให้ทุเรียนอยู่ในตู้นานกว่า 5 วัน สุกงอมจนต้องนำมาแกะเนื้อขาย รวมต้นทุนค่าขนส่งไป-กลับจะขาดทุนตู้ละประมาณ 720,000 บาท ล้งที่รับซื้อจึงต้องปรับราคารับซื้อจากสวนลง ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ราคาทุเรียนยะลาหนามเขียวเบอร์รวมราคา 100-105 บาท/กก. ราคาตกลงมาเหลือเพียง 90-95 บาท/กก. และล้งจะชะลอการซื้อหรือหยุดรับซื้อชั่วคราวอีก

“ถึงจะตรวจอย่างเข้มงวดแต่อย่างไรก็ต้องมีหนอนหลุดออกไป แม้แผงรับซื้อจะคัดมาจากชาวสวน 2-3 รอบก่อนขึ้นรถแล้วมาตั้งบ่มที่ล้งต่ออีก 2 วัน และคัดอีก 2 รอบก่อนส่งไปบรรจุกล่องที่โรงแพ็ก บางล้งถึงกับต้องจ้างพนักงานจับหนอนตัวละ 20 บาท เพราะการถูกตีกลับเท่ากับการขาดทุนตู้ละเกือบ 1 ล้านบาท ฉะนั้นบางแผงจำเป็นต้องหยุดรับซื้อ 2-3 วัน และเปิดรับซื้อเฉพาะเจ้าประจำที่เชื่อใจได้รายละ 20-50 ตัน/วัน”

ล่าสุดแหล่งข่าวจากสมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน มังคุด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงต้นเดือนกันยายนมีหลายล้งประกาศหยุดรับซื้อทุเรียนทางภาคใต้ หรือรับซื้อแต่เจ้าประจำ เนื่องจากปัญหาหนอนและใบ GAP ไม่เพียงพอและยังมีเรื่องฝนตกหนัก น้ำท่วมในจีน

ถึงกระนั้นราคาทุเรียนไทยยังสูงกว่าราคาทุเรียนเวียดนามเล็กน้อย แต่โรงคัดบรรจุที่อยู่ในระหว่างการระงับเลข DOA และยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ก็ยังคงรับซื้อทุเรียนอยู่โดยผ่านเครือข่ายด้วยกัน

ทุเรียนหนอนเจาะ

หนอนทุเรียนรุนแรงกว่าทุกปี

“ปทุมวดี อิ่มทั่ว” อัครราชทูตที่ปรึกษา สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงปักกิ่ง เปิดเผยว่า สถานการณ์การนำเข้าทุเรียนปี 2566 จีนนำเข้าทุเรียนไทยปริมาณสูงต่อเนื่อง มูลค่าก็เพิ่มขึ้น ผู้นำเข้ายังพึงพอใจทุเรียนไทยที่มีหลากหลายสายพันธุ์เพราะรสชาติดี มีคุณภาพดี แม้จะมีทุเรียนเวียดนาม ก็เป็นเพียงการช่วยเติมเต็มช่วงทุเรียนไทยขาดแคลนและไม่มีการแข่งขันมากนัก

แต่จากการตรวจพบหนอนในเมล็ดทุเรียนที่ด่านโมฮานของจีน ส่งผลกระทบต่อตลาดค้าส่งและราคาทุเรียนไทยมาก แม้ปัญหาเรื่องหนอนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปี 2566 นี้รุนแรงและมีจำนวนมาก

ในตลาดซินฟาตี้ กรุงปักกิ่ง ผู้นำเข้าแจ้งว่าทุเรียนไทยที่นำเข้าจากโซนภาคใต้พบหนอนตู้ละ 1-2% เป็นปัญหากับตลาดค้าส่งที่จะกระจายตัวสินค้าไปยังห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ทำให้การซื้อขายในอนาคตหรือตลาดค้าปลีกต้องรับผิดชอบเคลมสินค้า

ด้านฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว กล่าวว่า สถานการณ์ราคาทุเรียนไทยเทียบกับทุเรียนเวียดนาม ทั้งตลาดค้าส่ง-ค้าปลีก ทุเรียนไทยราคาสูงกว่าเวียดนามอย่างชัดเจน ผู้ค้ายังเชื่อมั่น ชื่นชอบทุเรียนไทย แต่ปัญหาตรวจพบหนอนในเมล็ดทุเรียนล่าสุดตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมทำให้มีผลกระทบต่อราคาตลาดขายส่ง ปัจจุบันพบ 1 ใน 3 ของปริมาณนำเข้า

บางครั้งตรวจที่ด่านไม่พบแต่พบที่ตลาด ทางการจีนได้แจ้งกรมวิชาการเกษตรภายในให้ไทยควบคุมคุณภาพจากต้นทาง ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 28-29 สิงหาคม 2566 ในตลาดเจียงหนานที่ไทยส่งทุเรียนเข้าไปวันละ 30-45 ตู้ เริ่มนำเข้าทุเรียนเวียดนามมากกว่าไทยเล็กน้อย

ขณะที่ฝ่ายเกษตรประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ตลาดค้าส่งเจียจิง ศูนย์กระจายตลาดภาคตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดใหญ่รองจากตลาดเจียงหนาน ครึ่งปีแรกทุเรียนไทยเป็นที่ยอมรับและครองตลาด 80% ช่วงเดือนสิงหาคม พบหนอนในเมล็ดทุเรียน เพิ่มขึ้นสูงถึง 20% จากเดิม 10%

ผู้นำเข้าจึงหลีกเลี่ยงจากนำทุเรียนยะลาแล้วนำเข้าทุเรียนเวียดนามแทน สัดส่วนตลาดของไทยกับเวียดนามจึงอยู่ที่ 50 % เท่ากัน ส่วนค้าปลีกตลาดออนไลน์ แทบไม่มีทุเรียนไทยจำหน่ายเลย กรณีนี้หากถูกแชร์ในไวรัลจะเสียชื่อเสียงและเสียลูกค้า

4 มาตรการเร่งด่วนสกัดหนอน

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรแจ้งว่า ปริมาณทุเรียนถูกตีกลับจากปัญหาหนอนในเมล็ดทุเรียนจากสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) มีจำนวน 34 ชิปเมนต์ ประมาณ 594.63 ตัน มูลค่าประมาณ 83.37 ล้านบาท และระงับโรงคัดบรรจุ (DOA) หรือล้ง จำนวน 8 ล้ง และอยู่ระหว่างการระงับอีก 6 ล้ง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพรวมการส่งออกทุเรียนไทยเป็นอย่างมาก

ฉะนั้นปริมาณผลผลิตในพื้นที่ จ.ยะลา (ภาคใต้) ที่จะออกมา 50,000 ตัน กลางเดือนกันยายนนี้ กรมวิชาการเกษตรได้เร่งออกมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น มีผลเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2566 ดังนี้

1.การคัดทุเรียนคุณภาพ ให้เริ่มต้นจากสวน แยกทุเรียนหนามเขียว จากแปลงที่มีการดูแลการกำจัดและควบคุมคุณภาพเป็นอย่างดี ตัดผลผลิตที่มีคุณภาพ บ่มเพื่อให้หนอนออกมา และคัดลูกที่มีหนอนออก นำผลผลิตที่คุณภาพสมบูรณ์ส่งขายโรงคัดบรรจุ

2.ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุ หรือล้งเพิ่มขั้นตอนในการคัดทุเรียนที่มีหนอนติดมา โดยการบ่มแยกกองตามแหล่งที่มา แล้วกำจัดหนอน 3.นายด่านตรวจพืชเพิ่มเปอร์เซ็นต์การสุ่ม ณ โรงคัดบรรจุ

และ 4.ด่านตรวจพืชปลายทางตัดซีลเปิดตู้ตรวจสอบทุกชิปเมนต์ก่อนออกใบรับรองสุขอนามัยพืช ทั้งทางบก ทางเรือ ทางอากาศ หากพบหนอนจะถูกระงับและส่งกลับโรงคัดบรรจุ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...