โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รีวิวย่อๆ 5 ข้อฉบับเด็กทุนธนาคารฯ SCB เรียนฟรีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ดังในอเมริกา! (Carnegie Mellon U.)

Dek-D.com

อัพเดต 18 ส.ค. 2566 เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 18 ส.ค. 2566 เวลา 07.04 น. • DEK-D.com
รีวิวนักเรียนทุน SCB ศิษย์เก่า รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ เรียนต่อ ป.ตรี Carnegie Mellon University (CMU) สหรัฐอเมริกา

สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่อยากเรียนต่อ ป.ตรี ในประเทศที่เป็นตัวตึงของวงการนั้นๆ พร้อมกับเจอบรรยากาศสุดเลิศที่ช่วยจุดแพสชันในการเรียน แต่กังวลเรื่องค่าเรียนและค่าใช้จ่ายทุกวันนี้จะมีหลากหลายทุนเปิดรับสมัคร ไม่ว่าจะทุนรัฐบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือบริษัทใหญ่ๆ **บางบริษัทไม่เพียงให้เป็นสวัสดิการพนักงานเท่านั้น แต่อาจมีโควตาสำหรับบุคคลทั่วไปที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียนในฟิลด์ที่องค์กรต้องการ (มักจะมาพร้อมข้อผูกมัดว่าต้องกลับมาบรรจุเป็นพนักงานขั้นต่ำกี่เดือนหลังใช้ทุนเสร็จ)

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น วันนี้เรามีประสบการณ์จาก“พี่ซี” (Xie) ดีกรีเด็กทุนธนาคารไทยพาณิชย์ “SCB Young Tech Scholarship” ที่ปัจจุบันกำลังเรียนต่อ ป.ตรี สาขาด้านเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University)ที่เมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania สหรัฐอเมริกามาฝากค่ะ จัดเป็นสถาบันแรกๆ ของโลกที่จัดตั้ง School of Computer Science ขึ้นด้วยนะ ตามไปดูกันเลยค่า~

อ่านระเบียบการทุน SCB ปีล่าสุด ปิดรับสมัครแล้ว

https://www.dek-d.com/studyabroad/61962/

. . . . . . . . .

1. เด็ก MWIT

สู่ Carnegie Mellon U.

สวัสดีค่า ชื่อซีนะคะ เรียนจบ ม.ปลายแผนวิทย์-คณิตจาก รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ (Mahidol Wittayanusorn School; MWIT) อยากไปต่างประเทศมาแต่มัธยมปลาย และสนใจด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน (Financial Economics) หรือคณิตศาสตร์การเงิน (Mathematical Finance) เพราะรู้สึกว่าการเข้าใจเศรษฐศาสตร์จะทำให้เข้าใจว่า ตอนนี้โลกกำลังเกิดอะไรขึ้น

ซีมาสนใจอเมริกาเพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทการเงินระดับโลกหลายแห่ง และเลือก Carnegie Mellon University (CMU)ค่ะ มหาวิทยาลัยนี้ดังด้าน STEM (Science, technology, engineering, and mathematics), Finance, Computer Science, Computational Finance ฯลฯ รวมถึงเป็นสถาบันแรกที่เปิดสอน Computational Finance ด้วย

และเนื่องจากการสมัครเรียนที่อเมริกาท้าทายมาก แนะนำว่าให้เตรียมแผนสำรอง ดูว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่สนใจรองลงมาต้องใช้คะแนนอะไร กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติอะไรบ้าง ฯลฯ อย่างซีเองก็มีสมัครมหาวิทยาลัยที่ฮ่องกงกับสิงคโปร์ไว้ด้วย เพราะเป็นอีกสองประเทศที่โดดเด่นด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินค่ะ

. . . . . . . . .

2. มองหาทุนที่มีประเทศเป้าหมาย

ตอนนั้นสมัครทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อว่า SCB Young Tech Scholarship เป็นทุนค่าเรียนเต็มจำนวนตลอดหลักสูตร มีเงินรายเดือน กับสิทธิประโยชน์อื่นๆ รู้จักทุนนี้เพราะอาจารย์ที่โรงเรียนแนะนำมาค่ะ

ด้วยความที่ทุนเรียนต่อ ป.ตรี อเมริกามีไม่เยอะ ยิ่งเป็นทุนเต็มจำนวนการแข่งขันยิ่งสูง อย่างเช่นทุนรัฐบาลไทย เราต้องทุ่มเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเป็นปี (อาจเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4) เพื่อไปสอบแข่งขัน แล้วกรรมการจะตัดสินว่าเราได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนหรือไม่ แต่ถ้าทุนธนาคาร SCB กระบวนการสมัครจะตอบโจทย์เรามากกว่า เพราะเค้าให้สมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกาไปก่อน แล้วค่อยเอาใบตอบรับเข้าเรียนไปสมัครทุน SCB ต่อ

ทุนจะกำหนดว่าเราต้องติด ป.ตรี สาขาที่กำหนด ของสถาบันชั้นนำ Top Universitiesในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในเอเชีย ทางธนาคารฯ จะไม่ได้กำหนดอันดับมหาวิทยาลัยไว้ตายตัว แต่ยิ่งมหาลัย rankings สูง จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสได้ทุน (พิจารณาร่วมกับองค์ประกอบอื่นและการสัมภาษณ์ด้วย) หลังเรียนจบจะมีหนึ่งในเงื่อนไขคือต้องกลับไปทำงานใช้ทุนที่ SCB ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา

ขั้นตอนสมัครทุนคร่าวๆ

  • กรอกแบบฟอร์มการสมัคร และส่ง Resume ให้กรรมการคัดเลือกรอบแรกจากโพรไฟล์และมหาวิทยาลัยที่ตอบรับเข้าเรียน
  • ถ้าเข้ารอบ shortlists จะต้องส่งจดหมายแนะนำ (Recommendation Letters) จากอาจารย์ 2 คน
  • ทำ Aptitude Test *ถ้าอยากฝึกอาจลองค้นหาใน Google เพราะเป็นข้อสอบเดียวกับที่หลายบริษัทใช้คัดเลือกคนเข้าทำงาน
  • จากนั้นจะเข้าสู่รอบ Interview สัมภาษณ์กับผู้บริหาร เพื่อดูแนวทัศนคติแนวความคิดของเรา

. . . . . . . . .

3. มาดูกันต่อ!

รีวิวสมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกา
ควรเตรียมพร้อมยังไงบ้าง?

มหาวิทยาลัยจะพิจารณาหลายองค์ประกอบ เช่น เกรดเฉลี่ยรวม ม.ปลาย (GPAX), Portfolio, เรียงความสมัครเรียน หรือ Statement of Purpose (SoP), คะแนนสอบวัดระดับ ฯลฯ ตอนนั้นซียื่นเกรดเฉลี่ย 5 เทอม 4.00, คะแนน TOEFL 111/120, คะแนน SAT 1570/1600

SAT

SAT หรือเอสเอที คือการสอบมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกากำหนดให้ยื่นประกอบการสมัครเข้าเรียน โดยนักเรียนอเมริกาจะมีโอกาสได้สอบ SAT ทุกเทอมตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ดังนั้นการฝึกทำข้อสอบเยอะๆ สำคัญมาก เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ใน percentile ที่เท่าไหร่ถ้าเทียบกับนักเรียนอเมริกาทั้งหมด

การสอบ SAT ไม่ได้วัดทักษะการสื่อสาร แต่จะวัดลึกเข้าไปถึงทักษะการอ่านและคิดวิเคราะห์ (Analyze) มี 3 ส่วนคือ Critical Readingแบ่งออกเป็น 5 passages คือ U.S. History, Science, Social Science (วัดทุกด้าน) Mathematics และ Writing(วัดไวยากรณ์) ศึกษารายละเอียดการสอบ SAT ได้ https://www.dek-d.com/studyabroad/30830และซีแนะนำเว็บCollege Boardมีข้อสอบให้ลองทำ (ฟรี Practice Test 8 ชุด)

Personal Statement

ถ้าที่เอเชียกับอังกฤษจะคล้ายกันตรงที่เป็นเรียงความเน้นเชิงวิชาการ (Academic) เราทำอะไรบ้างในโรงเรียน แต่ถ้าจะสมัครของอเมริกา ทริกคือนอกจากวิชาการ ให้พยายามนำเสนอกิจกรรมที่สามารถบ่งบอกตัวตน (Identity) และ Personality (บุภาพ) เพราะมหาวิทยาลัยที่อเมริกาจะดูว่าเรากับเขาขนาดไหน

5 Awards & 10 Activities

ในใบสมัครของมหาวิทยาลัยอเมริกา จะให้เราเขียน 5 Awardsทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับวิชาการ เช่น เราเคยได้เหรียญเงินโอลิมปิกเศรษฐศาสตร์, เหรียญทองเพชรยอดมงกุฎ เศรษฐศาสตร์, ประกวดโครงงาน, ได้รับเลือกไปแข่ง Math Modeling, เข้าร่วม Model United Nations กับ Georgetown University แล้วได้รางวัล Depomatic Award ฯลฯ

นอกจากนี้จะมีให้เขียนส่ง 10 Activitiesที่เคยทำตอนเรียน ม.ปลาย เช่น

  • Internshipซีเคยฝึกงานสายธุรกิจที่ Pegasus Tech Ventures สาขาประเทศจีน (ตอนนั้นซีไปเข้าร่วมงานที่มหาลัยฮ่องกงจัด เค้าเลยเชิญเราไปฝึกงาน เนื่องจากบริษัทกำลังต้องการขยายสาขาไปประเทศจีน)
  • Internshipเคยฝึกงานเป็น Equities Analyst Intern ที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่งในไทย
  • ประธานชมรมเศรษฐศาสตร์ (Economics) ของโรงเรียนแต่ละสัปดาห์จะต้องเตรียมหัวข้อ (topic) เพื่อไปบรรยายในชมรม
  • เป็นกรรมการนักเรียน

Interview

แต่ละที่จะมีสไตล์การสัมภาษณ์แตกต่างกัน ซึ่งระบบน่าสนใจที่ซีเจอสำหรับมหาวิทยาลัยในอเมริกาก็คือ ทางมหาวิทยาลัยจะจับคู่เรากับศิษย์เก่าที่อยู่ในภูมิภาคของผู้สมัคร และส่ง contact มาให้ว่าเราจะได้คุยกับคนไหน คล้ายกับเป็น Session พูดคุยแลกเปลี่ยนกับรุ่นพี่ศิษย์เก่า (Alumni)เพื่อให้เห็นคาแรกเตอร์ว่าเราเป็นคนยังไง อยากรู้อะไรเกี่ยวกับมหาลัยนี้บ้าง จากนั้นรุ่นพี่ก็จะเขียน Recommendation Letters ส่งให้มหาวิทยาลัย

**แต่ถ้าน้องๆ ไม่ได้รับอีเมลให้พูดคุยกับรุ่นพี่ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะบางคนอาจไม่ต้องสัมภาษณ์ (ไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาเข้าเรียนค่ะ)

. . . . . . . . .

4. สำคัญที่สุดคือ

“ต้องรู้ว่าต้องทำอะไรตอนไหน”

สำหรับการสมัครทุนและสมัครเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผลการเรียนและกิจกรรมสำคัญไม่แพ้กันค่ะ แนะนำให้ตรวจสอบ Timeline เพื่อวางแผนการเรียนและทำกิจกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นม.4 เตรียมพอร์ต ม.5-6 ฟิตเรื่องคะแนน, เขียน Personal Statement, ขอ Recommendation Letters และอาจควบคู่การทำกิจกรรมไปด้วย เพราะช่วงเตรียมเข้ามหาลัยจะหนัก ถ้าเร่งทำกิจกรรมตอน ม.6 อาจไม่ทันก็ได้

. . . . . . . . .

5. รีวิวชีวิตนักศึกษาปีแรก

Carnegie Mellon University เป็นมหาวิทยาลัยในเมือง Pittsburgh ซึ่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรม ภายในรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) อาจจะไม่ใช่เมืองที่ใหญ่หวือหวามาก แต่ก็มีจุดให้แฮงก์เอาต์ได้ พอถึงช่วงปิดเทอมนักเรียนมักจะใช้เวลาไปกับการเที่ยวต่างเมืองต่างรัฐกัน

ตอนนี้ซีเรียนปี 1 เทอม 2 และเรียนควบ 2 เมเจอร์คือ Economics กับ Math(ข้อดีคือระบบเรียนที่อเมริกายืดหยุ่นมาก เราเปลี่ยนเมเจอร์ได้ตลอดนะ) ล่าสุดเราเรียนไปแล้ว 6 วิชา อย่างเช่น

  • Mathematical Financeเช่น การคำนวณราคาหลักทรัพย์ (Financial Securities) เช่น หุ้น, หุ้นกู้, สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ต้องนำปัจจัยอะไรมาคำนวณบ้าง
  • Concept of Mathematic การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ **เรียนคณิตที่ไปประยุกต์กับศาสตร์อื่นๆ เช่น Computer Science, Mathematical Finance ฯลฯ เช่น เราพิสูจน์ว่าถ้าลงทุนใน portfolio นี้ได้กำไรจริงๆ มั้ย // ซีเคยลงเรียนวิชา elective เกี่ยวกับการพิสูจน์ตอนเรียน MWIT ทำให้พอมีพื้นฐานมาบ้าง
  • Macroeconomics(เศรษฐศาสตร์มหภาค) เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เช่น เรื่องสินเชื่อ (Credit) ระบบสินเชื่อในตลาดจะสัมพันธ์อย่างไรกับเศรษฐกิจภาพรวม
  • Principle of Computer Science เราต้องออกแบบระบบฐานข้อมูลยังไงให้โปรแกรมสามารถรันแล้วมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งถ้าไม่มีพื้นฐาน Computer Science มาก่อน ก็จะมีวิชาอีกตัวนึงที่เราลงได้

ส่องคอร์สที่เปิดสอน

  • Computer Science
  • Math
  • Economics and Math
  • Mathematical Finance (Computational Finance)
  • Information System

ทุกสัปดาห์ที่เรียน จะมีให้งานในคลาส 1-2 ชิ้น ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดีมากๆ เพื่อให้เราได้กลับไปทบทวนและเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วในวิชานึงก็ไม่ได้มีแค่สอบกลางภาคกับปลายภาค แต่จะมีสอบทุก 2-3 สัปดาห์แล้วแต่วิชา และข้อสอบจะเป็นแนวประยุกต์ความรู้จากในห้องเรียนค่ะ

และขอปิดท้ายด้วยชีวิตภาพรวมที่อเมริกานะคะ เท่าที่สังเกตและรู้สึกได้ชัดๆ คือคนเฟรนด์ลี่มากๆ กระตือรือร้นกับการทำกิจกรรมและรู้จักคนใหม่ๆ ถ้ามีความสนใจเหมือนกันจะยิ่งง่ายเช่น หลังจบจากอีเวนต์คนจะไม่ได้แยกย้ายกลับบ้านทันที แต่จะอยู่ในงานต่อเพื่อคุยกับคนในงานหรือวิทยากรรับเชิญ หรือถ้าเราอยู่ชมรม (Club) ในมหาวิทยาลัย ถ้าอยากคุยกับใครก็สามารถติดต่อนัด Coffee Chat กันได้ค่ะ

. . . . . . . .

สุดท้ายนี้! ใครอยากเรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก และกำลังมองหาทุนเซฟงบที่จะช่วยสานฝัน ตามไปดูข้อมูล SCB Young Tech Scholarship 2023 ของปีล่าสุดเป็นไกด์ไลน์เพื่อวางแผนได้ที่ https://www.dek-d.com/studyabroad/61962/(ปิดรับสมัครแล้ว) นะคะ :D

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...