รีวิวย่อๆ 5 ข้อฉบับเด็กทุนธนาคารฯ SCB เรียนฟรีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ดังในอเมริกา! (Carnegie Mellon U.)
สวัสดีค่ะชาว Dek-D สำหรับใครที่อยากเรียนต่อ ป.ตรี ในประเทศที่เป็นตัวตึงของวงการนั้นๆ พร้อมกับเจอบรรยากาศสุดเลิศที่ช่วยจุดแพสชันในการเรียน แต่กังวลเรื่องค่าเรียนและค่าใช้จ่ายทุกวันนี้จะมีหลากหลายทุนเปิดรับสมัคร ไม่ว่าจะทุนรัฐบาล มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือบริษัทใหญ่ๆ **บางบริษัทไม่เพียงให้เป็นสวัสดิการพนักงานเท่านั้น แต่อาจมีโควตาสำหรับบุคคลทั่วไปที่ได้รับการตอบรับเข้าเรียนในฟิลด์ที่องค์กรต้องการ (มักจะมาพร้อมข้อผูกมัดว่าต้องกลับมาบรรจุเป็นพนักงานขั้นต่ำกี่เดือนหลังใช้ทุนเสร็จ)
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น วันนี้เรามีประสบการณ์จาก“พี่ซี” (Xie) ดีกรีเด็กทุนธนาคารไทยพาณิชย์ “SCB Young Tech Scholarship” ที่ปัจจุบันกำลังเรียนต่อ ป.ตรี สาขาด้านเศรษฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University)ที่เมือง Pittsburgh รัฐ Pennsylvania สหรัฐอเมริกามาฝากค่ะ จัดเป็นสถาบันแรกๆ ของโลกที่จัดตั้ง School of Computer Science ขึ้นด้วยนะ ตามไปดูกันเลยค่า~
อ่านระเบียบการทุน SCB ปีล่าสุด ปิดรับสมัครแล้ว
https://www.dek-d.com/studyabroad/61962/
. . . . . . . . .
1. เด็ก MWIT
สู่ Carnegie Mellon U.
สวัสดีค่า ชื่อซีนะคะ เรียนจบ ม.ปลายแผนวิทย์-คณิตจาก รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ (Mahidol Wittayanusorn School; MWIT) อยากไปต่างประเทศมาแต่มัธยมปลาย และสนใจด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน (Financial Economics) หรือคณิตศาสตร์การเงิน (Mathematical Finance) เพราะรู้สึกว่าการเข้าใจเศรษฐศาสตร์จะทำให้เข้าใจว่า ตอนนี้โลกกำลังเกิดอะไรขึ้น
ซีมาสนใจอเมริกาเพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทการเงินระดับโลกหลายแห่ง และเลือก Carnegie Mellon University (CMU)ค่ะ มหาวิทยาลัยนี้ดังด้าน STEM (Science, technology, engineering, and mathematics), Finance, Computer Science, Computational Finance ฯลฯ รวมถึงเป็นสถาบันแรกที่เปิดสอน Computational Finance ด้วย
และเนื่องจากการสมัครเรียนที่อเมริกาท้าทายมาก แนะนำว่าให้เตรียมแผนสำรอง ดูว่ามหาวิทยาลัยอื่นที่สนใจรองลงมาต้องใช้คะแนนอะไร กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติอะไรบ้าง ฯลฯ อย่างซีเองก็มีสมัครมหาวิทยาลัยที่ฮ่องกงกับสิงคโปร์ไว้ด้วย เพราะเป็นอีกสองประเทศที่โดดเด่นด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินค่ะ
. . . . . . . . .
2. มองหาทุนที่มีประเทศเป้าหมาย
ตอนนั้นสมัครทุนของธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อว่า SCB Young Tech Scholarship เป็นทุนค่าเรียนเต็มจำนวนตลอดหลักสูตร มีเงินรายเดือน กับสิทธิประโยชน์อื่นๆ รู้จักทุนนี้เพราะอาจารย์ที่โรงเรียนแนะนำมาค่ะ
ด้วยความที่ทุนเรียนต่อ ป.ตรี อเมริกามีไม่เยอะ ยิ่งเป็นทุนเต็มจำนวนการแข่งขันยิ่งสูง อย่างเช่นทุนรัฐบาลไทย เราต้องทุ่มเวลาเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบเป็นปี (อาจเตรียมตัวตั้งแต่ ม.4) เพื่อไปสอบแข่งขัน แล้วกรรมการจะตัดสินว่าเราได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนหรือไม่ แต่ถ้าทุนธนาคาร SCB กระบวนการสมัครจะตอบโจทย์เรามากกว่า เพราะเค้าให้สมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกาไปก่อน แล้วค่อยเอาใบตอบรับเข้าเรียนไปสมัครทุน SCB ต่อ
ทุนจะกำหนดว่าเราต้องติด ป.ตรี สาขาที่กำหนด ของสถาบันชั้นนำ Top Universitiesในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศในเอเชีย ทางธนาคารฯ จะไม่ได้กำหนดอันดับมหาวิทยาลัยไว้ตายตัว แต่ยิ่งมหาลัย rankings สูง จะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสได้ทุน (พิจารณาร่วมกับองค์ประกอบอื่นและการสัมภาษณ์ด้วย) หลังเรียนจบจะมีหนึ่งในเงื่อนไขคือต้องกลับไปทำงานใช้ทุนที่ SCB ไม่น้อยกว่า 1.5 เท่าของระยะเวลาที่ไปศึกษา
ขั้นตอนสมัครทุนคร่าวๆ
- กรอกแบบฟอร์มการสมัคร และส่ง Resume ให้กรรมการคัดเลือกรอบแรกจากโพรไฟล์และมหาวิทยาลัยที่ตอบรับเข้าเรียน
- ถ้าเข้ารอบ shortlists จะต้องส่งจดหมายแนะนำ (Recommendation Letters) จากอาจารย์ 2 คน
- ทำ Aptitude Test *ถ้าอยากฝึกอาจลองค้นหาใน Google เพราะเป็นข้อสอบเดียวกับที่หลายบริษัทใช้คัดเลือกคนเข้าทำงาน
- จากนั้นจะเข้าสู่รอบ Interview สัมภาษณ์กับผู้บริหาร เพื่อดูแนวทัศนคติแนวความคิดของเรา
. . . . . . . . .
3. มาดูกันต่อ!
รีวิวสมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกา
ควรเตรียมพร้อมยังไงบ้าง?
มหาวิทยาลัยจะพิจารณาหลายองค์ประกอบ เช่น เกรดเฉลี่ยรวม ม.ปลาย (GPAX), Portfolio, เรียงความสมัครเรียน หรือ Statement of Purpose (SoP), คะแนนสอบวัดระดับ ฯลฯ ตอนนั้นซียื่นเกรดเฉลี่ย 5 เทอม 4.00, คะแนน TOEFL 111/120, คะแนน SAT 1570/1600
SAT
SAT หรือเอสเอที คือการสอบมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกากำหนดให้ยื่นประกอบการสมัครเข้าเรียน โดยนักเรียนอเมริกาจะมีโอกาสได้สอบ SAT ทุกเทอมตั้งแต่เรียน ม.ปลาย ดังนั้นการฝึกทำข้อสอบเยอะๆ สำคัญมาก เพื่อให้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ใน percentile ที่เท่าไหร่ถ้าเทียบกับนักเรียนอเมริกาทั้งหมด
การสอบ SAT ไม่ได้วัดทักษะการสื่อสาร แต่จะวัดลึกเข้าไปถึงทักษะการอ่านและคิดวิเคราะห์ (Analyze) มี 3 ส่วนคือ Critical Readingแบ่งออกเป็น 5 passages คือ U.S. History, Science, Social Science (วัดทุกด้าน) Mathematics และ Writing(วัดไวยากรณ์) ศึกษารายละเอียดการสอบ SAT ได้ https://www.dek-d.com/studyabroad/30830และซีแนะนำเว็บCollege Boardมีข้อสอบให้ลองทำ (ฟรี Practice Test 8 ชุด)
Personal Statement
ถ้าที่เอเชียกับอังกฤษจะคล้ายกันตรงที่เป็นเรียงความเน้นเชิงวิชาการ (Academic) เราทำอะไรบ้างในโรงเรียน แต่ถ้าจะสมัครของอเมริกา ทริกคือนอกจากวิชาการ ให้พยายามนำเสนอกิจกรรมที่สามารถบ่งบอกตัวตน (Identity) และ Personality (บุภาพ) เพราะมหาวิทยาลัยที่อเมริกาจะดูว่าเรากับเขาขนาดไหน
5 Awards & 10 Activities
ในใบสมัครของมหาวิทยาลัยอเมริกา จะให้เราเขียน 5 Awardsทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับวิชาการ เช่น เราเคยได้เหรียญเงินโอลิมปิกเศรษฐศาสตร์, เหรียญทองเพชรยอดมงกุฎ เศรษฐศาสตร์, ประกวดโครงงาน, ได้รับเลือกไปแข่ง Math Modeling, เข้าร่วม Model United Nations กับ Georgetown University แล้วได้รางวัล Depomatic Award ฯลฯ
นอกจากนี้จะมีให้เขียนส่ง 10 Activitiesที่เคยทำตอนเรียน ม.ปลาย เช่น
- Internshipซีเคยฝึกงานสายธุรกิจที่ Pegasus Tech Ventures สาขาประเทศจีน (ตอนนั้นซีไปเข้าร่วมงานที่มหาลัยฮ่องกงจัด เค้าเลยเชิญเราไปฝึกงาน เนื่องจากบริษัทกำลังต้องการขยายสาขาไปประเทศจีน)
- Internshipเคยฝึกงานเป็น Equities Analyst Intern ที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่งในไทย
- ประธานชมรมเศรษฐศาสตร์ (Economics) ของโรงเรียนแต่ละสัปดาห์จะต้องเตรียมหัวข้อ (topic) เพื่อไปบรรยายในชมรม
- เป็นกรรมการนักเรียน
Interview
แต่ละที่จะมีสไตล์การสัมภาษณ์แตกต่างกัน ซึ่งระบบน่าสนใจที่ซีเจอสำหรับมหาวิทยาลัยในอเมริกาก็คือ ทางมหาวิทยาลัยจะจับคู่เรากับศิษย์เก่าที่อยู่ในภูมิภาคของผู้สมัคร และส่ง contact มาให้ว่าเราจะได้คุยกับคนไหน คล้ายกับเป็น Session พูดคุยแลกเปลี่ยนกับรุ่นพี่ศิษย์เก่า (Alumni)เพื่อให้เห็นคาแรกเตอร์ว่าเราเป็นคนยังไง อยากรู้อะไรเกี่ยวกับมหาลัยนี้บ้าง จากนั้นรุ่นพี่ก็จะเขียน Recommendation Letters ส่งให้มหาวิทยาลัย
**แต่ถ้าน้องๆ ไม่ได้รับอีเมลให้พูดคุยกับรุ่นพี่ ก็ไม่ต้องกังวล เพราะบางคนอาจไม่ต้องสัมภาษณ์ (ไม่ได้มีผลต่อการพิจารณาเข้าเรียนค่ะ)
. . . . . . . . .
4. สำคัญที่สุดคือ
“ต้องรู้ว่าต้องทำอะไรตอนไหน”
สำหรับการสมัครทุนและสมัครเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผลการเรียนและกิจกรรมสำคัญไม่แพ้กันค่ะ แนะนำให้ตรวจสอบ Timeline เพื่อวางแผนการเรียนและทำกิจกรรมตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นม.4 เตรียมพอร์ต ม.5-6 ฟิตเรื่องคะแนน, เขียน Personal Statement, ขอ Recommendation Letters และอาจควบคู่การทำกิจกรรมไปด้วย เพราะช่วงเตรียมเข้ามหาลัยจะหนัก ถ้าเร่งทำกิจกรรมตอน ม.6 อาจไม่ทันก็ได้
. . . . . . . . .
5. รีวิวชีวิตนักศึกษาปีแรก
Carnegie Mellon University เป็นมหาวิทยาลัยในเมือง Pittsburgh ซึ่งเคยเป็นเมืองอุตสาหกรรม ภายในรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) อาจจะไม่ใช่เมืองที่ใหญ่หวือหวามาก แต่ก็มีจุดให้แฮงก์เอาต์ได้ พอถึงช่วงปิดเทอมนักเรียนมักจะใช้เวลาไปกับการเที่ยวต่างเมืองต่างรัฐกัน
ตอนนี้ซีเรียนปี 1 เทอม 2 และเรียนควบ 2 เมเจอร์คือ Economics กับ Math(ข้อดีคือระบบเรียนที่อเมริกายืดหยุ่นมาก เราเปลี่ยนเมเจอร์ได้ตลอดนะ) ล่าสุดเราเรียนไปแล้ว 6 วิชา อย่างเช่น
- Mathematical Financeเช่น การคำนวณราคาหลักทรัพย์ (Financial Securities) เช่น หุ้น, หุ้นกู้, สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ต้องนำปัจจัยอะไรมาคำนวณบ้าง
- Concept of Mathematic การพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ **เรียนคณิตที่ไปประยุกต์กับศาสตร์อื่นๆ เช่น Computer Science, Mathematical Finance ฯลฯ เช่น เราพิสูจน์ว่าถ้าลงทุนใน portfolio นี้ได้กำไรจริงๆ มั้ย // ซีเคยลงเรียนวิชา elective เกี่ยวกับการพิสูจน์ตอนเรียน MWIT ทำให้พอมีพื้นฐานมาบ้าง
- Macroeconomics(เศรษฐศาสตร์มหภาค) เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ทั่วไป เช่น เรื่องสินเชื่อ (Credit) ระบบสินเชื่อในตลาดจะสัมพันธ์อย่างไรกับเศรษฐกิจภาพรวม
- Principle of Computer Science เราต้องออกแบบระบบฐานข้อมูลยังไงให้โปรแกรมสามารถรันแล้วมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งถ้าไม่มีพื้นฐาน Computer Science มาก่อน ก็จะมีวิชาอีกตัวนึงที่เราลงได้
ส่องคอร์สที่เปิดสอน
- Computer Science
- Math
- Economics and Math
- Mathematical Finance (Computational Finance)
- Information System
ทุกสัปดาห์ที่เรียน จะมีให้งานในคลาส 1-2 ชิ้น ซึ่งถูกออกแบบมาอย่างดีมากๆ เพื่อให้เราได้กลับไปทบทวนและเรียนรู้ตลอดเวลา แล้วในวิชานึงก็ไม่ได้มีแค่สอบกลางภาคกับปลายภาค แต่จะมีสอบทุก 2-3 สัปดาห์แล้วแต่วิชา และข้อสอบจะเป็นแนวประยุกต์ความรู้จากในห้องเรียนค่ะ
และขอปิดท้ายด้วยชีวิตภาพรวมที่อเมริกานะคะ เท่าที่สังเกตและรู้สึกได้ชัดๆ คือคนเฟรนด์ลี่มากๆ กระตือรือร้นกับการทำกิจกรรมและรู้จักคนใหม่ๆ ถ้ามีความสนใจเหมือนกันจะยิ่งง่ายเช่น หลังจบจากอีเวนต์คนจะไม่ได้แยกย้ายกลับบ้านทันที แต่จะอยู่ในงานต่อเพื่อคุยกับคนในงานหรือวิทยากรรับเชิญ หรือถ้าเราอยู่ชมรม (Club) ในมหาวิทยาลัย ถ้าอยากคุยกับใครก็สามารถติดต่อนัด Coffee Chat กันได้ค่ะ
. . . . . . . .
สุดท้ายนี้! ใครอยากเรียนมหาวิทยาลัยระดับโลก และกำลังมองหาทุนเซฟงบที่จะช่วยสานฝัน ตามไปดูข้อมูล SCB Young Tech Scholarship 2023 ของปีล่าสุดเป็นไกด์ไลน์เพื่อวางแผนได้ที่ https://www.dek-d.com/studyabroad/61962/(ปิดรับสมัครแล้ว) นะคะ :D