โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จารึกหงศวดีสัตยาธิษฐาน จารึกพระสัตย์ปฏิญาณ ล้านนาคือที่พึ่งของรัฐมอญและอังวะ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ส.ค. 2566 เวลา 15.16 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2566 เวลา 15.16 น.

ฉบับที่แล้วเราได้เห็นความสามารถของ “พระเมืองแก้ว” ในฐานะ “กวี” ผู้ประพันธ์ “กะโลง” หรือ โคลงนิราศหริภุญไชย (ตามทัศนะของอาจารย์ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร) กันไปแล้ว

ถือว่าเป็น “อัจฉริยภาพ” อีกด้านหนึ่งของพระมหากษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 11 แห่งราชวงศ์มังราย นอกเหนือไปจากข้อมูลที่เรารับรู้กันอย่างกว้างขวางแต่เพียงว่า สมัยของพระองค์นั้นคือ “ยุคทองของพระพุทธศาสนา” อย่างแท้จริง

แล้วด้านการรบการสงครามล่ะ! พระองค์มีความเก่งกาจสักกึ่งก้อยของพระราชปัยกา (ทวด- พระเจ้าติโลกราช) ไหม? อีกทั้งด้านการเมืองการปกครองเล่า บารมีของพระองค์จักทัดเทียมเสด็จทวด ผู้ได้รับฉายาว่าพระเป็นเจ้าแห่งโลกทั้งสามหรือไม่?

บทความฉบับนี้จะขอนำเสนอประเด็นแปลกใหม่ เชื่อว่าคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก นั่นคือ “สถานะความเป็นผู้นำ หนึ่งในอุษาคเนย์” ของพระเมืองแก้ว ที่เพื่อนบ้านหลายแว่นแคว้นต้องมาขอพึ่งพาบารมี

ราชสาส์นจากแดนไกลสองฉบับ

สะท้อนความหวั่นไหวจากภัยหนึ่งเดียว

ใครที่เคยเข้าไปชมนิทรรศการในห้องศิลาจารึก ชั้นล่างของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน คงอดสงสัยมิได้ว่า ทำไมจึงมีจารึกสมัยล้านนาที่เขียนด้วยตัวอักษรฝักขามสองหลัก อยู่ในสภาพแตกหักไม่สมบูรณ์ สึกกร่อนรอนรานตามธรรมชาติ หรือว่าถูกใครจงใจทุบทำลายโดยเจตนา?

จารึกหลักแรกเลขทะเบียน ลพ.13 (ลพ. ย่อมาจากลำพูน) มีชื่อเรียกว่า “จารึกหงศวดีสัตยาธิษฐาน” อีกหลัก ลพ.14 ชื่อ “จารึกพระสัตย์ปฏิญาณ” จารึกทั้งสองหลักเคยปักอยู่ที่โคนฐานพระธาตุหริภุญไชยด้านทิศตะวันตก ใกล้กับที่ตั้งของ “วัดแสนข้าวห่อ” ซึ่งปัจจุบันก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชยนั่นเอง

แม้จารึกของทั้งคู่จะเว้าแหว่ง อ่านได้ไม่ปะติดปะต่อ แต่นักภาษาโบราณทั้งสายกรมศิลปากรและสายสถาบันวิจัยสังคม มช. ทีม ดร.ฮันส์ เพนธ์ ก็ปริวรรตเนื้อหาและประมวลความเห็นพ้องอย่างต้องตรงกันว่า

จารึกทั้งสองหลักนี้ พระเมืองแก้วโปรดให้อาลักษณ์ในราชสำนักล้านนาจารขึ้น ตามข้อความพระราชสาส์นที่พระองค์ได้รับจาก “สองอาณาจักร” 1.รัฐมอญหงสาวดี 2.รัฐอังวะที่สืบสายมาจากพุกาม

โดยที่สองรัฐนี้มีความ “หวั่นไหว-หวาดเกรง” ภยันตรายจากอำนาจของรัฐใหม่ที่กำลังเติบกล้าขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ “ราชสำนักตองอู” ซึ่งวันหนึ่งต้องรุกรานหาญหักต่อรัฐหงสาวดีและรัฐอังวะอย่างแน่แท้ จึงได้เขียนสาส์นมาขอพึ่งใบบุญจากกษัตริย์ล้านนา เป็นเชิงผูกสัมพันธไมตรีขอให้เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ประมาณว่า ญาติอย่าทิ้งญาติ หรือเพื่อนต้องช่วยเพื่อน

สาส์นฉบับแรก (ลพ.13) กษัตริย์หงสาวดีเรียกพระเมืองแก้วว่า “พี่” (เชษฐา) ในทำนองว่า หากเมืองหงสาวดีมีภัย ขอให้เราสามัคคีกัน พี่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลอย่าได้ทอดทิ้งน้อง ข้อความตอนท้ายเขียนว่า “หงศวดีสัตยาธิษฐาน” และ “วรสัตยาธิษฐาน”

อีกฉบับจากกรุงอังวะ (จารึก ลพ.14) ถูกนำมาจารประกาศให้โลกรู้ ปัก ณ เชิงฐานพระธาตุหริภุญไชยทิศปัจจิมคู่กับราชสาส์นฉบับแรก ฉบับหลังนี้กษัตริย์อังวะเรียกตัวเองว่า“หลาน” (พระราชภาคิไนย) และเรียกพระเมืองแก้วแบบยกย่องให้อาวุโสกว่าว่า “น้า” (พระมาตุลา)

เนื้อหากล่าวถึงคำสัตย์ปฏิญาณระหว่างสองนคร ว่าหากราชสำนักใดราชสำนักหนึ่งมีภัย ขอ “น้า-หลาน” อย่าได้ทอดทิ้งกัน

“โลการถจรรยานี้ แก่น้าเรา ด้วยตน ด้วยปาก ด้วยใจ บ่มิให้คลาดคลาจลาจลแท้จริงแล ภยันตรายแห่งน้าเราก็ดี แห่งราชสมบัติน้าเราก็ดี เราบ่จงจักให้บังเกิดมีเลย อุปทวะอันใดอันหนึ่ง หากเกิดมีแก่น้าเราและเราได้รู้ เราก็จักช่วยน้าเราให้มีสุขชุประการ ในประมาณมีเท่านี้ เป็นคำพระสัตย์ปฏิญาณแห่งเรา”

ข้อความในจารึกทั้งสองนี้ สอดคล้องต้องตรงกันกับเนื้อหาใน “ชินกาลมาลีปกรณ์” ที่กล่าวว่า

“พระเมืองแก้วตรัสสั่งให้เก็บรักษาหนังสือสัญญาพระราชไมตรี ที่พระเจ้าอริมัททนะใช้ให้ราชทูตอุปทูตเชิญมา เพื่อกระชับสัมพันธไมตรีกับพระองค์ ไว้ที่เชิงพระมหาธาตุหริปุญไชย หนังสือสัญญาพระราชไมตรีของพระเจ้าหงสาวดีก็เช่นเดียวกัน…”

หมายเหตุ ชินกาลฯ ยังคงเรียกอังวะว่าพุกาม หรืออริมัททนาอยู่ เนื่องจากมองว่าจากราชบัลลังก์อังวะนั้นเป็นการสืบทอดต่อมาจากพุกาม ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง ในสมัยล้านนานั้น ศูนย์อำนาจเคลื่อนจากพุกามไปที่อังวะแล้ว

เกิดอะไรขึ้นล่ะหรือ? กับกษัตริย์ “หงสา-อังวะ” พวกเขากำลังหวาดกลัวใคร? ทำไมถึงขนาดต้องเขียนราชสาส์นมายังกษัตริย์แห่งล้านนาอันไกลโพ้นด้วยเล่า สนมสนิทชิดเชื้อกันมากแค่ไหนหรือถึงกับนับญาติ?

กษัตริย์ทั้งสองในจารึกคือใคร?

สุดท้ายล้านนาไม่ได้ช่วยรัฐหงสา-อังวะดอกหรือ?

จารึก ลพ.13 และ ลพ.14 นี้เป็นเครื่องยืนยันถึง “ความพยายามขอพึ่งบารมีจากล้านนาของสองรัฐ” ที่กำลังหมิ่นเหม่อยู่ภายใต้ภัยของราชวงศ์ตองอูอย่างยิ่งยวด

เรามาถอดรหัสกันก่อนว่ากษัตริย์ทั้งสองคือใครกัน องค์แรกเป็นกษัตริย์มอญกรุงหงสาวดี ขณะนั้นปี 2066 เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าตรงกับสมัยของโอรส “พระเจ้าธรรมเจดีย์มหาราช” ผู้มีพระนามว่า “พระญารามที่ 2”

ส่วนกรุงอังวะนั้น หม่องทินอ่อง เขียนไว้ในหนังสือ “ประวัติศาสตร์พม่า” ว่าตั้งแต่ปี 2060 ลงมา ในยุคของกษัตริย์อังวะองค์สุดท้ายคือ “โตฮาน-บว่า” (ในผู้ชนะสิบทิศเรียก โสหันพวา) ซึ่งมีพันธมิตรเป็นไทใหญ่

อังวะเข้าสู่ยุคเสื่อมและไร้อำนาจอย่างสุดจะพรรณนา

แม้ขนาดว่าโสหันพวายอมยกหลานสาวให้ “เมงคยินโย” (มินกินโย-พระราชบิดาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูแล้วก็ตาม ทว่า ตองอูก็ไม่ได้ช่วยเหลืออังวะในสงครามกับพวกไทมาวแต่อย่างใดเลย

สิ่งที่เราควรตั้งคำถามคือ ขณะที่ทั้งหงสาวดีและอังวะต่างเกรงกลัวต่ออำนาจของพระเจ้าเมงคยินโย ซึ่งมีอายุตรงกับสมัยพระเมืองแก้วนั้น ข้างฝ่ายกรุงศรีอยุธยา สถานการณ์เป็นเช่นไรเล่า ไยรัฐทั้งสอง หงสา-อังวะจึงไม่ขอความช่วยเหลือจากรัฐที่เกรียงไกรกว่าอย่างกรุงศรีอยุธยาแทน

รวมไปถึงคำถามที่ว่า กิตติศัพท์ของรัฐล้านนาขณะนั้นมีความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงฟุ้งขจรขจายมากพอที่จะปกป้องรัฐหงสาวดีและอังวะได้ล่ะหรือ?

ข้อสำคัญ พ่อของตะเบ็งชะเวตี้จะล่วงรู้ด้วยหรือไม่ว่า ห้วงเวลาที่คุณฮึ่มฮั่มประกาศแสนยานุภาพของรัฐตองอูอยู่นั้น รัฐระดับหงสา-อังวะบังเกิดความหวาดหวั่น ถึงกับต้องแอบเขียนสาส์นมาขอกระชับสัมพันธไมตรีเป็นมิตรแท้ในยามยากกับล้านนา?

การจะศึกษาว่า พระเมืองแก้วมีบารมีแผ่ไพศาลมากน้อยเพียงใด ต่อการรับรู้ของรัฐในลุ่มน้ำสาละวินนั้น คงต้องย้อนกลับไปมองวีรกรรมของสามมหาราชรุ่นปู่ทวดที่ร่วมสมัยกัน

ฝ่ายมอญหงสาคือพระเจ้าธรรมเจดีย์ ตรงกับสมัยพระเจ้าติโลกราชของล้านนา และพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ยุคก่อนหน้าพระเมืองแก้วราว 4-5 ทศวรรษเท่านั้น โดยต้องถือว่าเป็นยุคทองของอุษาคเนย์

เสด็จทวดของพระเมืองแก้ว (ติโลกราช) ได้ส่งพระภิกษุระดับมหาราชครูไปร่วมทำสังฆกรรมที่อุโบสถกัลยาณี ตามคำอาราธนาของพระเจ้าธรรมเจดีย์จำนวนมหาศาล ช่วงนั้นเองที่ชาวหงสาได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ด้านการพระพุทธศาสนาของล้านนา และน่าจะเป็นอานิสงส์สืบทอดมาจนถึงยุคของพระเมืองแก้ว ว่ารัฐล้านนานี้ยังคงความเกรียงไกรในทุกๆ ด้านไว้อยู่

ข้างฝ่ายกรุงศรีอยุธยาเล่า ปี 2066 ตรงกับสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (แต่ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่าตรงกับสมัยของอาทิตยวงศ์ หรือบรมราชาธิราชที่ 4) ซึ่งทั้งสองรัชกาลนี้ต่างเป็นว่านเครือเชื้อสายของมหาราชบรมไตรโลกนาถ เชื่อว่ากิตติศัพท์ความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยาก็น่าจะอยู่ในระดับที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าล้านนา

ดิฉันไม่ทราบเหมือนกันว่า ทั้งพระญารามที่ 2 แห่งหงสาและกษัตริย์อังวะองค์สุดท้าย ได้เขียนสาส์นมาขอความช่วยเหลือจากกรุงศรีอยุธยาหรือไม่ เนื่องจากเรายังไม่พบหลักฐาน

หลังจากพระเมืองแก้วสิ้นพระชนม์ปี 2068 (2 ปีหลังจากกระทำจารึก) กรุงอังวะก็ถูกยึดโดยพระเจ้าเมงคยินโยในปี 2070

พระเมืองเกษเกล้าโอรสของพระเมืองแก้วขึ้นเป็นกษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 12 สถานการณ์เมืองมอญเลวร้ายลงเรื่อยๆ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ปิดฉากยึดหงสาวดีอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเมื่อ พ.ศ.2082

น่าสงสัยว่า ขณะนั้นพันธมิตรแห่งความเป็น “น้า-หลาน” “พี่-น้อง” ระหว่างล้านนาและรัฐทั้งสอง คงไม่มีการหยิบมาพูดถึงอีก เพราะลำพังพระเมืองเกษเกล้าเองก็ตกอยู่ในสถานะลำบาก พระองค์ถูกปล้นราชบัลลังก์ ถูกเนรเทศ จนกระทั่งถูกสำเร็จโทษ แม้แต่พระองค์เองก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ยิ่งหลังจากนั้นมา เข้าสู่สมัยพระเจ้าบุเรงนอง อย่าว่าแต่หงสา-อังวะ หรือล้านนาเลย แม้แต่กรุงศรีอยุธยาที่ว่าแข็งแกร่ง ก็ยังต้องพ่ายต่อตองอู

กษัตริย์เปลี่ยน สถานการณ์แปร แต่จารึกยังคงผงาดอยู่ ร่องรอยของการฟันหินให้แตกเป็นเสี่ยงๆ เป็นความจงใจของใคร ยุคไหนหรือ? เป็นไปได้ไหมว่าพระเจ้าบุเรงนองมาเห็นจารึกสองหลักตอนนมัสการพระธาตุหริภุญไชยแล้วโมโห หนอย! แอบนัดแนะเป็นพันธมิตรกันดอกรึ?

ฤๅว่าคนรุ่นหลัง สมัยพระเจ้ากาวิละมาอ่านเจอเข้า อ้าว! กษัตริย์ล้านนายุคทองเคยจับมือกับพวกมอญ-ม่านด้วยหรือนี่? หรือแท้จริงแล้วไม่มีใครทุบ หากเสื่อมสภาพตามกาลเวลา

น่าคิดว่าจารึกสองหลักนี้ ทำไมจึงเลือกรูปทรงสี่เหลี่ยมด้านเท่าในการจาร หรือว่าจำเป็นต้องสร้างความแตกต่างระหว่างจารึกที่เขียนในเชิงประกาศความยิ่งใหญ่ทาง “อาณาจักร” ด้วยมิใช่ “ศาสนจักร”

ชวนให้นึกถึงศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัยขึ้นมาทันที เพราะโดยปกติแล้วพบว่าจารึกทั่วไปที่เน้นการทำบุญ กัลปนาสิ่งของผู้คนเพื่อการศาสนาต่างๆ มักเป็นแผ่นแบนๆ แบบจารึกสองหน้า •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...