โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Monster: แม้จะผ่านความเจ็บปวดสักกี่พันครั้ง 'เด็ก' ก็ยังคงงดงาม

The MATTER

อัพเดต 15 ก.ย 2566 เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2566 เวลา 08.00 น. • Dramas

จนถึงทุกวันนี้ คงเป็นที่ยอมรับแล้วว่า ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ (Hirokazu Koreeda) ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ระดับ ‘ปรมาจารย์’ เขามีผลงานที่คว้ามาทั้งเสียงชื่นชมและรางวี่รางวัลมากมาย (อาทิ Nobody Knows, Like Father Like Son และ Shoplifters) อีกทั้งยังมีลายเซ็นที่ชัดเจน ไม่ว่าจะการได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่กำกับนักแสดงเด็กเก่งที่สุด หรือการสำรวจเรื่องความไม่สมบูรณ์แบบของสถาบันครอบครัวได้อย่างคมคาย

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าผลงานว่าด้วย ‘ครอบครัวเว้าแหว่ง’ ของโคเรเอดะมักมีลักษณะคล้ายๆ กันไปเสียหมด อย่าง Shoplifters (2018) ที่คว้ารางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์นั้นผู้เขียนไม่ปฏิเสธว่าเป็นหนังที่ดี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับมันมากนัก เพราะมันเหมือนหนังที่ ‘รวมฮิต’ องค์ประกอบทุกอย่างที่เคยเห็นมาแล้วในหนังของโคเรเอดะ

ซึ่งดูเหมือนโคเรเอดะก็พอจะรู้ตัวว่าควรมูฟไปสู่ phase ถัดไปของอาชีพ เขาเลยเปลี่ยนบรรยากาศไปทำหนังนอกญี่ปุ่น ทั้งเรื่อง The Truth (2019) หนังฝรั่งเศสเกี่ยวกับแม่กับลูกสาวที่ไม่ลงรอยกัน ที่ดูจะเป็นหนังสบายๆ แบบทำคั่นเวลา หรือ Broker (2022) หนังเกาหลีเล่าถึงตู้ทิ้งเด็กสำหรับแม่ไม่พร้อม (baby box) ที่ออกจะคลี่คลายเรื่องราวง่ายดายและสวยงามเกินไป

มีเรื่องตลกร้ายว่าหนังของโคเรเอดะที่ผู้เขียนชอบที่สุดคือ Maborosi (1995) หนังยาวเรื่องแรกและเป็นผลงานเรื่องเดียวที่เขาไม่ได้เขียนบทด้วยตัวเอง หนังสร้างจากนิยายของ เทรุ มิยาโมโตะ (Teru Miyamoto) ว่าด้วยหญิงสาวที่สามีฆ่าตัวตายโดยไม่ได้ทิ้งจดหมายลาตายใดๆ ไว้ มันเป็นหนังสุดแสนมืดหม่นและหนักหน่วงชนิดลืมไม่ลง จนครั้งหนึ่งผู้เขียนเคยโพสต์เฟซบุ๊กทำนองว่า “โคเรเอดะน่าจะกลับไปทำหนังที่ไม่ได้เขียนบทเองบ้างนะ”

ไม่อาจทราบว่าคุณโคเรเอดะมาเห็นสเตตัสของผู้เขียนหรืออย่างไร เพราะ Monster (2023) เป็นผลงานที่เขาใช้บทจากปลายปากกาของผู้อื่นครั้งแรกในรอบ 28 ปี นั่นคือ ยูจิ ซากาโมโตะ (Yuji Sakamoto) นักเขียนบทละครโทรทัศน์ชื่อดัง ไม่ว่าจะ Still, Life Goes On (2011), Quartet (2017) หรือ My Dear Exes (2021) (สองเรื่องหลังสามารถดูได้ทาง Netflix)

ส่วนใหญ่แล้วบทของซากาโมโตะมักจะเป็นแนวเมโลดราม่าหรือดราม่าคอเมดี้ หากแต่ Monster กลับมีเนื้อหาที่ซีเรียสเข้มข้น เป็นเรื่องของซิงเกิ้ลมัมที่พบว่าลูกชายมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และเธอก็สงสัยครูประจำชั้นของลูก ขณะเดียวกันหนังก็ต่างจากหนังที่ผ่านมาของโคเรเอดะ แม้เขาจะเคยทำหนังที่มีโทนดาร์คๆ มาบ้างอย่าง Distance (2001) หรือ The Third Murder (2017) แต่น่าจะเรียกได้ว่า Monster เป็นหนังทริลเลอร์เต็มรูปแบบของเขา ซึ่งโคเรเอดะออกปากเองว่าเขาไม่มั่นใจการกำกับหนังแนวนี้นัก หากแต่เชื่อในตัวบทฝีมือซากาโมโตะ ซึ่งหนังก็ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนึ่งในจุดเด่นของ Monster ของโครงสร้างของหนังที่แบ่งเป็น 3 ตอนและเล่าผ่านมุมมองของสามตัวละคร ตอนแรกคือมุมมองของแม่ ตอนสองคือคุณครู และตอนสามคือลูกชาย หนังจึงถูกแบรนดิ้งไปโดยปริยายว่าใช้วิธีแบบ Rashomon Effect (การเล่าเรื่องเดียวกันผ่านหลายมุมมอง ซึ่งมักขัดแย้งกันเอง มีที่มาจากหนังเรื่อง Rashomon (1950) ของอากิระ คุโรซาวะ (Akira Kurosawa) หรือชาวไทยอาจคุ้นเคยวิธีการนี้จากหนังเรื่อง อุโมงค์ผาเมือง (2011))

ปกติแล้ว Rashomon Effect มักมุ่งเน้นให้คนดูจับผิดว่าตัวละครไหนพูดจริง คนไหนโกหก หรือแสดงให้เห็นว่าตัวละครมักเอามุมมองของตัวเองเป็นใหญ่ ถึงกระนั้นผู้เขียนมองว่าวิธีการเล่าของ Monster ไม่เน้นการสืบสวนสอบสวนขนาดนั้น แต่สังเกตได้ว่าสองตอนแรกเป็น ‘มุมมองของผู้ใหญ่’ ที่โทนหนังจะค่อนข้างขึงขัง มีการปะทะกันของตัวละคร และเนื้อหาว่าด้วยการพยายามรักษาสถาบันของตัวเอง ทั้งการค้ำจุนครอบครัวของแม่ หรือการรักษาภาพพจน์โรงเรียนของพวกครูใหญ่

หากแต่ตอนที่สามที่เป็น ‘มุมมองเด็ก’ จะผ่อนคลายความเป็นทริลเลอร์ลง มีความเป็นปัจเจกมากขึ้น เล่าถึงโลกใบเล็กๆ และพื้นที่ส่วนตัวของตัวละครเด็กสองคน เช่นนั้นแล้ว Monster คือการเล่าถึงโลกของเด็กที่ผู้ใหญ่เข้าไม่ถึงและไม่เข้าใจ และความไม่เข้าใจนี้เองที่ค่อยๆ ทำให้โลกของเด็กต้องพังทลายลง ผู้เขียนจึงมองว่าตอนที่สามอาจมีความลึกลับน้อยที่สุดแต่ก็เป็นตอนที่เจ็บปวดที่สุด

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ Monster ของดนตรีประกอบฝีมือ ริวอิจิ ซากาโมโตะ (Sakamoto Ryuichi) (เขาเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อมีนาคม 2023) โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ว่าเขาอยากร่วมงานกับซากาโมโตะมานานแล้ว และตั้งใจว่าหากอีกฝ่ายปฏิเสธเขาก็จะให้หนังเรื่องนี้ไม่มีดนตรีประกอบไปเลย แต่เนื่องจากซากาโมโตะป่วยด้วยโรคมะเร็ง เขาจึงแต่งเพลงให้ Monster เพียง 2 เพลงเท่านั้น เพลงที่เหลือโคเรเอดะใช้วิธีเลือกแทร็คต่างๆ จากอัลบั้มก่อนหน้าของซากาโมโตะ

ซึ่งสกอร์ของซากาโมโตะที่มีลักษณะวน Loop ก็เข้ากันดีกับวิธีการแบบ Rashomon ที่เล่าซ้ำถึงเหตุการณ์เดิมๆ ด้วยมุมมองที่ต่างกันไป นอกจากนั้นทำนองเพลงน้อยนิดแบบมินิมอลก็สอดรับกับหนังที่ไม่ต้องการชี้นำคนดูมากเกินไปทั้งในเชิงอารมณ์และเนื้อหา เพราะระหว่างดูเราอาจสับสนและไม่เข้าใจนักว่าทำไมตัวละครถึงเลือกกระทำเช่นนั้น หรือพวกเด็กๆ คิดและรู้สึกอย่างไร ซึ่งปริศนาทำนองนี้ยังดำเนินต่อไปกระทั่งตอนจบของหนัง

บทความต่อจากนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

ประเด็นที่ Monster ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือการนำเสนอเรื่อง LGBTQ ผ่านตัวละครเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏบ่อยนักในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น อันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่ความลับสุดยอดอะไร เพราะหนังได้รับรางวัล Queer Palm จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ อันเป็นรางวัลที่มอบให้กับหนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ LGBTQ

แต่โคเรเอดะก็สัมภาษณ์ว่าเขาไม่อยากให้ผู้ชมสนใจเรื่องเพศวิถีของตัวละครมากจนเกินไป เพราะเด็กวัยนี้อาจยังไม่ได้มีอัตลักษณ์ทางเพศที่แน่ชัดหรืออยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง (ซึ่งก็ตรงกับคอนเซ็ปต์ของ Queer ที่ไม่ตีกรอบเพศสภาพของตัวเอง) “ผมไม่ได้อยากเน้นไปที่ความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสองจนเกินไป ผมไม่อยากให้มันเป็นความสัมพันธ์ที่พิเศษ แต่ผมคิดถึงการแสดงออกถึงความรู้สึกและความเจ็บปวดของคนที่เราสนิท คนที่เข้าใจเรา แล้วก็ปลีกตัวออกไปจนเกิดระยะห่างขึ้นมา”

ส่วนสิ่งที่ชวนอภิปรายและถกเถียงมากที่สุดของ Monster คงเป็นตอนจบของหนังที่เป็นภาพเด็กสองคนวิ่งเริงร่าท่ามกลางต้นไม้พงไพรหลังจากผ่านพายุและดินถล่มมาได้ เราไม่อาจแน่ใจได้ว่านี่คือความจริงหรือฉากเชิงจินตนาการกันแน่ บ้างอาจตีความแบบหดหู่ว่าที่จริงเด็กทั้งสองได้ตายไปแล้ว และสิ่งที่เห็นคือภาพฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง เพศสภาพที่ไม่ตรงกับบรรทัดฐานของสังคมของเด็กๆ จะยังถูกผู้ใหญ่บางคนมองว่าเป็น 'ปิศาจ’ ต่อไป (แน่นอนล่ะว่าผู้ใหญ่ที่คิดเช่นนั้นต่างหากที่ควรได้ชื่อว่าปิศาจ)

โคเรเอดะกล่าวว่าคนดูจะตีความไปทางไหนเขาก็ยอมรับได้ แต่ส่วนตัวแล้วเขารู้สึกถึงความหวังในฉากจบของ Monster โดยมองว่ามันคือเรื่องราวของเด็กๆ ที่ต้องการให้โลกนี้จบสิ้น เพื่อที่พวกเขาจะ ‘เกิดใหม่’ ได้ พวกเขาจะเกิดใหม่และมุ่งหน้าสู่อนาคตที่แตกต่างออกไป “หรือพูดอีกแบบคือ ผมอยากจะคิดว่าเหล่าตัวละครเอกยืนยันกับตัวเองได้ว่ามันมีตำแหน่งแห่งที่ที่พวกเขาสามารถพูดได้ว่ามันโอเคสำหรับเขา”

ท้ายสุดนี้ผู้เขียนขอปิดบทความด้วยสุนทรพจน์บางส่วนของ จอห์น คาเมรอน มิตเชลล์ (John Cameron Mitchell) ประธานกรรมการตัดสินรางวัล Queen Palm (ซึ่งเขาคือผู้กำกับหนังเควียร์ในตำนานอย่าง Hedwig and the Angry Inch (2001)) เขากล่าวถึง Monster ว่า “นี่คือหนังที่บันทึกถึงความเปล่าเปลี่ยว ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว ของเหล่าภูตผีที่รู้สึกแตกต่างและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว(กับสังคม) แต่สำคัญกว่านั้นคือการแสดงถึงความซื่อสัตย์ ความปราณี และการให้อภัยที่ช่วยให้เหล่าตัวละครปลดปล่อยตัวเองจากความทุกข์ทรมานที่มาจากโครงสร้างสังคมอันแข็งทื่อ”

เขากล่าวสรุปว่าบทเรียนแก่นหลักของ Monster คือ “ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่เราส่งต่อถึงความเข้าอกเข้าใจ”
Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Proofreader: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...