ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :BeijingzhuochuangJunanDigitalMediaTechnology Co.,Ltd
ประพันธ์โดย:元熙 (Yuán xī)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :GloryForeverPubicCo.,LTD
บรรณาธิการ:ไพสิฐต่วนขำ
แปลภาษาไทยโดย:หม่าฮุ่ย
พิสูจน์อักษร:อมีนา ชิณวงศ์
ลืมตามาก็เกือบถูกฆ่าเสียแล้ว แต่ด้วยสกิลนักฆ่าที่ยังฝังอยู่ในดีเอ็นเอ
“มู่อวิ๋นจิ่น” จึงจัดการส่งลูกสมุนของบรรดาพี่น้องที่ส่งมาลอบฆ่าให้ไปรอที่โลกหน้าซะเลย
มาอยู่ในร่างคุณหนูสามแสนปวกเปียกแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ซ่อนเขี้ยวเล็บแบบเนียนๆ
ไม่ว่าจะฝีปาก มันสมอง หรือความเลือดเย็น อย่างไรเสียก็ไม่แพ้แน่นอน
เพราะเท่าที่รู้ ครอบครัวนี้ก็ไม่ได้ดีกับนางสักเท่าไหร่ ทั้งกลั่นแกล้ง ผลักไส ใจร้ายสารพัด
ความรักก็เริ่มส่อแววจะวุ่นวาย “องค์ชายหก” ก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับนางสักเท่าไหร่
เอาเถอะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะจัดการยังไง ก็แค่ว่าจะจัดการตัวไหนก่อนดี !
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ตอนที่ 1 โยนลงสระบัว
ขณะตกอยู่ในห้วงนิทรา มู่อวิ๋นจิ่นพลันรู้สึกหายใจไม่ออกก่อนที่นางจะลืมตาขึ้นเพราะได้ยินเสียงดัง ‘สวบ’รัตติกาลหนาวเหน็บปรากฏสู่สายตา ก่อนจะพบว่ามีมือคู่หนึ่งกำลังบีบอยู่ที่บริเวณลำคอของตน
มู่อวิ๋นจิ่นยื่นมือออกไปคว้ามือคู่นั้นตามสัญชาตญาณโดยทันที พลันบิดพลิกฝ่ามือหนึ่งครั้งจนได้ยินเสียงกระดูกหัก
“กรี๊ด!!!”
เสียงกรีดร้องดังก้องในยามราตรีอันเงียบสงัด
มู่อวิ๋นจิ่นลุกขึ้นจากเตียง สัมผัสได้ถึงลมหายใจของผู้มาเยือน นางจ้องมองไปทางด้านหนึ่งอย่างเขม็ง พลางกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
“ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ใครส่งเจ้ามา”
ครั้นพูดจบ ด้านนอกประตูก็มีเสียงฝีเท้าเล็กๆ ดังขึ้น ก่อนประตูจะถูกคนผลักออก นำมาซึ่งประกายไฟ ทำให้ภายในห้องที่มืดมิดสว่างวาบขึ้นทันตา
“คุณหนู ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ”
มู่อวิ๋นจิ่นไม่ตอบคำถาม แต่อาศัยแสงสว่างสำรวจรอบสถานที่ที่ตนอยู่
นางขมวดคิ้ว พร้อมหรี่ตาลง ก่อนจะพบว่าผู้มาเยือนตรงหน้าเป็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนถือโคมไฟอยู่ พร้อมกับหญิงชราผู้ยืนกุมมือและขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเจ็บปวด
พวกนางทั้งสองต่างสวมชุดโบราณแบบเดียวกัน
ขณะครุ่นคิดอยู่ มู่อวิ๋นจิ่นแอบประหลาดใจเล็กน้อย นางจำได้ว่าตนเองรับภารกิจมา แต่ระหว่างเดินทางก็ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินระเบิด นางควรจะตายไปแล้วถึงจะถูก
แล้วทำไม…
“เอ๋? ท่านป้าซู ไฉนท่านถึงมาอยู่ที่นี่เล่า” เด็กสาวที่ถือโคมไฟเอ่ยปากถามขึ้น พร้อมกับมองดูหญิงชราด้วยสีหน้าแปลกใจ
เมื่อได้ยินเด็กสาวพูด มู่อวิ๋นจิ่นก็หยุดความคิดลงเงียบๆ จากนั้นก็เบนสายตามองไปที่ร่างหญิงชราคนนั้นอีกครั้ง
ใครจะรู้ว่าหญิงชราผู้ถูกมู่อวิ๋นจิ่นกับเด็กสาวมองอยู่นั้นไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย แต่กลับยังกัดฟัดและเอ่ยปากพูดว่า “คุณหนูสามลงมือทำร้ายคนกลางดึก ถึงขั้นหักข้อมือข้า ข้าจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้นายท่านทราบอย่างแน่นอน”
หญิงชราพูดจบก็พยายามหยัดกายลุกขึ้น
เดิมทีมู่อวิ๋นจิ่นยังสับสนอยู่บ้าง แต่พอได้ยินหญิงชราพูดถึงคุณหนูสามเพียงสามคำ ทันใดนั้นภาพมากมายนับไม่ถ้วนก็แล่นเข้าสู่สมองนางไม่หยุด ทำให้นางต้องยกมือขึ้นกุมหัวอย่างเจ็บปวด
มู่อวิ๋นจิ่น คุณหนูสามแห่งจวนสกุลมู่ สาวงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรซีหยวน ทว่าถูกผู้เป็นบิดาดูแคลนเพราะขลาดเขลาไร้ซึ่งความรู้ จึงถูกกักบริเวณอยู่ภายในเรือนมวลบุปผาแห่งนี้ตลอดทั้งวัน และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปด้านนอก
และหญิงชราที่อยู่ตรงหน้านางคือป้าซู แม่นมของมู่หลิงจูผู้เป็นน้องสาวร่วมมารดาของนาง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มู่อวิ๋นจิ่นก็ยิ้มเย็น ปรายตามองไปทางป้าซูที่กำลังเชิดหน้ามองนางอย่างลำพองใจ “เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ ท่านป้าซูก็อย่ารายงานท่านพ่อเลย”
ป้าซูมองมู่อวิ๋นจิ่น คิดว่ามู่อวิ๋นจิ่นคงจะรู้สึกกลัวตนเองขึ้นมาบ้างแล้ว นางจึงได้ทีวางท่า ถือโอกาสนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายโดยไม่สนความเจ็บปวดที่ข้อมือ ทั้งยังกลอกตาไปมาพลางกล่าวว่า“เช่นนั้นเรื่องที่คุณหนูสามทำร้ายข้าบาดเจ็บในวันนี้ ท่านจะแก้ตัวว่าอย่างไร”
“ท่านป้าซู มีเรื่องเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่ คุณหนูจะทำมือท่านบาดเจ็บได้อย่างไร” สาวใช้นามว่าจื่อเซียงเอ่ยปากขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ อยากถามว่าป้าซูว่าเข้ามาทำอะไรที่ห้องของคุณหนูในยามวิกาลเช่นนี้ แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถาม
“หุบปาก! ข้ากำลังคุยกับคุณหนูสามอยู่ ต้องให้เจ้ามาสอดปากเมื่อไรกัน” ป้าซูถลึงตาใส่จื่อเซียง อยากจะยื่นมือออกไปตบจื่อเซียงสักฉาด ทว่านางมือเจ็บอยู่จึงไม่อาจเคลื่อนไหวได้
จื่อเซียงเห็นดังนั้นก็ตกใจจนถดตัวถอยหลังไปหนึ่งก้าว จากนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก
เวลานี้มู่อวิ๋นจิ่นเข้าใจความจริงที่ว่าวิญญาณของตนได้ทะลุมิติมาอีกโลกหนึ่งแล้ว นางนึกถึงภาพที่ตนเองตื่นขึ้นเมื่อครู่แล้วเอื้อมมือไปลูบที่คอพลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาจากการที่เพิ่งถูกบีบคอไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง มุมปากของมู่อวิ๋นจิ่นก็ปรากฏรอยยิ้มกระหายเลือดขึ้น นางกระพริบตาพลางกล่าวว่า “จื่อเซียง ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว วันนี้ก็ให้ข้าทำงานบ้างเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปให้อาหารปลาหลีฮื้อ*ในสระบัวก็แล้วกัน”
(*ปลาคาร์ป)
…
“ตูม!!!”
น้ำในสระบัวที่สงบนิ่งพลันปรากฏระลอกคลื่น ตามมาด้วยเสียงน้ำกระเซ็น จนคล้ายกับจะดังมากเป็นพิเศษในค่ำคืนนี้
มู่อวิ๋นจิ่นยืนกอดอกอยู่ข้างสระบัว พลางปรายตามองเงาร่างหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่ในสระบัว มุมปากของนางปรากฎรอยยิ้มเหยียดหยาม
ดีที่ตอนโยนป้าซูลงสระบัวมันช่วยปิดปากนางได้ มิเช่นนั้นจังหวะนี้คงไม่สนุกแล้ว
จื่อเซียงที่เห็นฉากตรงหน้าพลันตกใจจนหน้าซีด นางหันไปทางมู่อวิ๋นจิ่นก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังอมยิ้มอยู่ จู่ ๆ จื่อเซียงก็รู้สึกเหมือนคนตรงหน้าไม่ใช่มู่อวิ๋นจิ่นที่นางรู้จักในอดีต
“คุณหนู พวกเราไม่เข้าไปช่วยนางขึ้นมาหรือเจ้าคะ” จื่อเซียงลังเลเล็กน้อย เหลือบมองไปทางมู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะคิกคัก สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของป้าซู “ช่วยขึ้นมา ช่วยให้นางรีบไปฟ้องอย่างนั้นหรือ ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าคนที่ถูกโยนลงสระบัวก็คงเป็นพวกเราแล้ว”
คำพูดของมู่อวิ๋นจิ่นทำจื่อเซียงตกตะลึงไปชั่วขณะ นางประหลาดใจกับคำพูดที่เพิ่งหลุดออกมาจากปากมู่อวิ๋นจิ่นเมื่อครู่
ดูเหมือนางจะยังไม่รู้จักคุณหนูดีพอ
มู่อวิ๋นจิ่นเหลือบสายตามองจื่อเซียง เด็กสาวคนนี้เติบโตมาพร้อมกับนางตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ในยามปกติที่มู่อวิ๋นจิ่นตัวจริงถูกรังแก นางก็มักจะวิ่งมาขวางหน้าเพื่อปกป้องมู่อวิ๋นจิ่น คนผู้นี้น่าจะเชื่อใจได้
“ไปเถอะ เจ้ากลับไปได้แล้ว”
“คุณหนู หากพรุ่งนี้คุณหนูสี่มาที่นี่จะทำอย่างไรเจ้าคะ” จื่อเซียงกล่าวอย่างเป็นกังวล
“เหอะ กลัวแต่นางจะไม่มามากกว่า”
เดินไปได้สองก้าว จู่ ๆ ก็มีเสียง “ตึง” ดังขึ้น มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกเหมือนมีของชิ้นหนึ่งร่วงจากชุดของนาง
ครั้นได้ยินเสียงดังกล่าว มู่อวิ๋นจิ่นก็ย่อตัวลงหยิบจี้หยกขาวพระจันทร์ชิ้นหนึ่งขึ้นมา ตลอดชิ้นอาบไล้ด้วยรัศมีสีหยกขาว ทำให้ราตรีมืดมนอันเงียบสงัดพลันปรากฏแสงสว่างขึ้น
มองผ่านรัศมีหยกขาว จะเห็นอักษรที่สลักอยู่บนจี้หยกสองตัวเป็นคำว่า “อวิ๋นจิ่น”
มู่อวิ๋นจิ่นพินิจจี้หยกชิ้นนี้ เนื้อหยกใสกระจ่าง เจียระไนอย่างประณีต ดูท่าคงเป็นหยกชั้นเลิศ
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าที่ตัวข้าจะมีของมีค่าแบบนี้อยู่ด้วย” มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะเย้ยหยันตนเอง
ตอนที่ 2 หาเรื่องถึงหน้าประตู
วันรุ่งขึ้น มู่อวิ๋นจิ่นอยากจะพักผ่อนให้สบายกายสบายใจสักหน่อย นางหลับจนตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า
เดิมทีมู่อวิ๋นจิ่นอยากจะนอนหลับทั้งวัน แต่จื่อเซียงไม่วางใจเรื่องเมื่อคืน นางจึงปลุกมู่อวิ๋นจิ่นแล้วช่วยมู่อวิ๋นจิ่นแต่งตัว
หน้ากระจกทองเหลือง ปรากฏภาพหญิงสาวนัยน์ตาใสกระจ่างริมฝีปากชมพู ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ๆ กำลังเล่นปิ่นอัญมณีสองอันที่ถืออยู่ในมือ นางมองภาพที่สะท้อนผ่านกระจกทองเหลืองด้วยรอยยิ้มนุ่มนวล เมื่อเห็นภาพตนเองเช่นนั้นก็ยิ่งเผยให้เห็นรอยยิ้มที่มีความสุขออกมาไม่น้อย
มู่อวิ๋นจิ่นมองใบหน้างามที่สะท้อนอยู่ในกระจก ก็ยิ่งอารมณ์ดีขึ้น คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่านางจะได้ครอบครองร่างงดงามเช่นนี้
“คุณหนู ท่านจะเลือกปิ่นชิ้นไหนดีเจ้าคะ” จื่อเซียงช่วยเกล้าผมของมู่อวิ๋นจิ่นขึ้นเป็นมวย จากนั้นก็จับจ้องสายตาไปยังปิ่นอัญมณีสองอันที่มู่อวิ๋นจิ่นถือเล่นอยู่ในมือ พลางเอ่ยปากถามผู้เป็นนาย
พูดจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็มอบปิ่นหยกมรกตสีเขียวให้จื่อเซียง
ปิ่นหยกมรกตเพิ่งจะปักลงบนผมของมู่อวิ๋นจิ่น ด้านนอกประตูก็ปรากฏเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังอึกทึก เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จากนั้นก็มีเสียงดังปัง ประตูเรือนถูกคนผลักให้เปิดออกอย่างรุนแรง คนกลุ่มหนึ่งก้าวเข้ามาจากด้านนอก
จื่อเซียงที่เห็นผู้มาเยือนก็ตกใจจนมือไม้สั่น นางรีบก้มหน้าลงทันที แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวจนเป็นเหตุให้นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นอีก
ผิดกับมู่อวิ๋นจิ่นที่กลับไม่ยี่หระ นางหมุนตัวไปมองกลุ่มคนด้านหลัง แล้วยิ้มออกมาอย่างงดงาม “ที่แท้ก็เป็นน้องสี่กับน้องห้านี่เอง ไม่พบกันนานเชียว”
ผู้มาเยือนคือมู่หลิงจูน้องสาวร่วมมารดาของนาง และมู่เซี่ยโหรวบุตรีของฮูหยินสามนามว่าลัวหนิงอวี่
“คารวะท่านพี่” มู่หลิงจูเดินเข้ามาด้วยหน้ายิ้มแย้ม แต่ทว่าแววตาของนางกลับไม่ได้ยิ้มตาม สายตาจับจ้องอยู่บนร่างมู่อวิ๋นจิ่น ครั้นได้สัมผัสกับรอยยิ้มงดงามบนใบหน้าของอีกฝ่าย มู่หลิงจูก็รู้สึกขัดใจนางยิ่งนัก
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่หลิงจูดึงสติกลับมา แล้วเอ่ยอย่างมีเลศนัยว่า “ป้าซูจมน้ำตายที่สระบัว ท่านพี่ได้ยินเรื่องนี้แล้วหรือไม่”
มู่อวิ๋นจิ่นเลื่อนสายตามองมู่หลิงจู ก่อนจะกล่าวประโยคนั้นออกมาด้วยหน้าใบหน้าอันเรียบเฉย
“สองปาฏิหาริย์แห่งจวนสกุลมู่ หนึ่งคือคุณหนูสาม ‘มู่อวิ๋นจิ่น’ ผู้มีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศเป็นหนึ่งไม่มีสอง ทว่ากลับเปรียบได้เป็นแค่กระสอบฟางที่ไร้สมอง อีกคนหนึ่งคือคุณหนูสี่ ‘มู่หลิงจู’ ผู้ที่เปี่ยมด้วยมันสมอง รอบรู้ศาสตร์หลายแขนง แต่ดันมีหน้าตาพื้นๆ รูปลักษณ์แสนธรรมดา”
บุตรีทั้งหมดต่างก็มีข้อดีข้อด้อยในตนเอง แต่กระนั้นมู่เฉิงเซี่ยงผู้เป็นบิดาก็ยังคงชื่นชอบมู่หลิงจู น้องสาวผู้รอบรู้มากกว่า
“ป้าซูจมน้ำตายแล้วอย่างนั้นหรือ” ดวงตาของมู่อวิ๋นจิ่นฉายแววประหลาดใจ นางสบตากับมู่หลิงจู จากนั้นก็พูดพลางถอนหายใจ “ป้าซูอายุมากแล้ว ขาแข้งย่อมไม่ดี จะเสียหลักตกน้ำก็นับว่ามิใช่เรื่องแปลกอันใด”
พูดจบมู่อวิ๋นจื่อก็เอื้อมมือไปแตะลำคอตัวเอง ก่อนจะแสร้งทำเป็นดึงคอเสื้อลงเบาๆ ด้วยท่าทางไม่ตั้งใจ เผยให้เห็นรอยฟกช้ำเล็กน้อยบนลำคอขาวผ่อง
เมื่อมู่หลิงจูเห็นภาพนี้ ในดวงตาของนางก็พลันฉายแววตาวาววับ นางกัดริมฝีปากแน่น ดวงตามองสำรวจรอบลำคอของมู่อวิ๋นจิ่นอย่างไม่ลดละ พลางกำมือแน่นเล็กน้อยอย่างเก็บอาการไม่อยู่
ให้ตายเถอะ บนคอมู่อวิ๋นจิ่นนั่นมิใช่รอยถูกบีบคอหรอกหรือ
เวลานี้อีกฝ่ายกลับจงใจเปิดเผยร่องรอย มิใช่เป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจนหรือว่าการตายของป้าซูเป็นฝีมือของนาง
แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่อาจเปิดโปงว่าเป็นฝีมือมู่อวิ๋นจิ่นได้
เพราะนางเองก็เป็นคนส่งป้าซูไปเรือนมวลบุปผากลางดึก เพื่อหมายเอาชีวิตของมู่อวิ๋นจิ่น ใครจะรู้ว่ามู่อวิ๋นจิ่นไม่เพียงแต่ไม่เป็นอะไร แต่กลับยังทำให้ป้าซูต้องชดใช้ด้วยชีวิตอีกด้วย
มู่หลิงจูยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ นางไม่อาจทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา มิเช่นนั้นหากเรื่องได้ยินไปถึงหูท่านพ่อ แล้วสืบพบเบาะแสอะไรเข้าล่ะก็ ถึงตอนนั้นคนที่ซวยคงเป็นนางเอง
มู่อวิ๋นจิ่นที่ปกติไม่ค่อยจะฉลาดนัก ไปเอามันสมองมาจากไหน ถึงขั้นกล้าลงมือฆ่าป้าซูเพื่อปิดปาก
เมื่อครู่ที่อีกฝ่ายจงใจแสดงรอยฟกช้ำก็เพราะอยากจะเตือนนาง
มู่หลิงจูโกรธจนเผลอกัดฟันจนแทบจะหัก นางกำลังจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินเสียงราบเรียบของมู่อวิ๋นจิ่นดังขึ้นอีกครั้ง “ข้าอยากไปร่วมพิธีศพของป้าซูจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ท่านพ่อกักบริเวณข้า หากไม่มีคำอนุญาตจากท่านพ่อ ข้าก็คงไม่อาจออกจากเรือนมวลบุปผาแห่งนี้ได้”
ครั้นมู่หลิงจูได้ยินคำพูดของมู่อวิ๋นจิ่น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นบึ้งตึง
เวลานี้ มู่เซี่ยโหรวที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดสัมผัสได้ว่าบรรยากาศในเรือนค่อนข้างอ่อนไหวอยู่บ้าง นางกลอกตาไปมา แล้วชี้ไปทางปิ่นหยกมรกตบนมวยผมของมู่อวิ๋นจิ่น พร้อมกับเอ่ยปากขึ้น “พี่สาม ปิ่นนี้ของท่านก็คือปิ่นหยกมรกตที่ได้ประทานมาจากฉินไท่เฟยเมื่อไม่นานมานี้ใช่หรือไม่”
“ทำไม” มู่อวิ๋นจิ่นกวาดตามองไปทางมู่เซี่ยโหรว
มู่เซี่ยโหรวพลันปิดปากหัวเราะ ในดวงตามีแววเจ้าเล่ห์วาดผ่าน “ข้าว่านะพี่สาม ท่านเอาแต่อยู่ในเรือนมวลบุปผาตลอดทั้งวันไม่ออกไปไหน ปักปิ่นผมที่สายงามเช่นนี้ ช่างดูไร้ค่ายิ่งนัก”
“ไม่สู้ท่านถอดมันออกแล้วมอบให้พี่สี่เถอะ ถึงอย่างไรพี่สี่ก็เป็นคนมีหน้ามีตาในอาณาจักรซีหยวน อย่างน้อยก็จะได้ไม่ทำลายน้ำใจของฉินไท่เฟย”
คำพูดของมู่เซี่ยโหรวทำให้มู่หลิงจูยิ้มอย่างมีความสุข
ใช่แล้ว มู่อวิ๋นจิ่นผู้นี้ไร้ความรู้ความสามารถ เป็นกระสอบฟางที่ไม่มีดี จะคู่ควรกับปิ่นอัญมณีของฉินไท่เฟยได้อย่างไร
แม้นางจะดูแคลนของที่ฉินไท่เฟยมอบให้มู่อวิ๋นจิ่น แต่มู่อวิ๋นจิ่นปักปิ่นปักผมแบบนี้ นางเห็นแล้วกลับรู้สึกรำคาญตายิ่งนัก
มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินคำพูดของมู่เซี่ยโหรว แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้แต่อย่างใด ซ้ำยังนิ่งเฉยไม่เอ่ยอะไรออกมา รอคอยการเคลื่อนไหวถัดไปของมู่เซี่ยโหรว
เมื่อเห็นว่านางไม่พูดอะไร มู่เซี่ยโหรวก็ทำใจกล้าขึ้นมา เดินเข้าไปหามู่อวิ๋นจิ่นผู้เป็นพี่ และยื่นมือออกไปหมายจะหยิบปิ่นหยกมรกตที่ปักอยู่บนมวยผมของนาง
“หากพี่สี่ใส่ปิ่นอัญมณีชิ้นนี้จะต้อง…อ๊า!”
มือของมู่เซี่ยโหรวยังไม่ทันสัมผัสโดนปิ่นอัญมณีบนผมของมู่อวิ๋นจิ่น นางก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ท้องของตน เพียงพริบตาเดียวก็เจ็บจนตัวงอ
“โอ๊ย ข้าเจ็บจะตายแล้ว” มู่เซี่ยโหรวเอามือกุมท้อง ใบหน้าซีดขาว
มู่หลิงจูเห็นภาพนี้ก็ขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองมู่อวิ๋นจิ่นโดยไม่รู้ตัว
ขณะเดียวกัน มู่อวิ๋นจิ่นเองก็กำลังมองนางอยู่ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเยาะ ก่อนนางจะยื่นมือข้างหนึ่งไปจัดปิ่นหยกมรกตบนมวยผม
“หลิงจู น้องห้าปวดท้อง เจ้ารีบพานางไปหาท่านหมอเถอะ มิเช่นนั้นหากปล่อยไว้นาน นางคงต้องถูกฝังไปพร้อมกับป้าซูเป็นแน่”
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3XPK30H
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
ตอนที่ 3 ใครอนุญาตให้เจ้าออกจากเรือน
ครั้นเห็นมู่หลิงจูประคองมู่เซี่ยโหรวออกจากเรือนมวลบุปผา จื่อเซียงก็เป็นอันต้องหยิกตัวเองแรงๆ หนึ่งที หลังจากรู้ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป นางก็เบนสายตามองไปทางมู่อวิ๋นจิ่นอย่างตกตะลึง
“คุณหนู …” จื่อเซียงเดินเข้าไปใกล้มู่อวิ๋นจิ่น ลังเลว่าจะพูดดีไหม
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วพลางกล่าวว่า “มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ”
จื่อเซียงเม้มริมฝีปาก นางหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แต่ก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ “คุณหนู ที่ผ่านมาท่านไม่กล้าขัดใจคุณหนูสี่และคุณหนูห้าด้วยซ้ำ เอาแต่ปล่อยให้…”
ปล่อยให้พวกนางรังแก
จื่อเซียงหยุดคำพูดไว้ได้ทันท่วงที ไม่กล้าพูดต่อ
มู่อวิ๋นจิ่นรู้ดีว่าจื่อเซียงจะพูดอะไรต่อ นางยกยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าจื่อเซียง “แต่ก่อนเป็นข้าที่โง่เขลาจริงๆ ถึงได้ปล่อยให้พวกนางสองคนรังแก”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็นะ ถึงท่านพ่อจะกักบริเวณข้า แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังเป็นบุตรสาวคนโตของสกุลมู่ ข้าเป็นถึงพี่สาวของพวกนาง จะปล่อยให้พวกนางมากดขี่ข่มเหงข้าได้อย่างไร!”
“วันนี้แค่สั่งสอนพวกนางนิดๆ หน่อยๆ ก็เท่านั้น ถ้าวันหน้าพวกนางยังกล้ามาหาเรื่องอีกล่ะก็ ข้าจะฉีกพวกนางให้เป็นชิ้นๆ!”
คำพูดของมู่อวิ๋นจิ่นทำให้จื่อเซียงตกตะลึงเป็นอย่างมาก นางจ้องหน้าผู้เป็นนาย พลันรู้สึกว่าคุณหนูของตนมีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่กลับบอกไม่ถูกว่าเปลี่ยนไปอย่างไร
แต่การที่คุณหนูรู้จักตอบโต้บ้าง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
“จริงสิ ฉินไท่เฟยคือใคร” มู่อวิ๋นจิ่นเพิ่งจะเดินออกจากห้องนอน จู่ๆ ก็หยุดชะงักฝีเท้าลง แล้วหันไปมองจื่อเซียง
จื่อเซียงตกตะลึง สายตาเผยให้เห็นแววประหลาดใจอีกครั้ง “คุณหนู คุณหนูจำฉินไท่เฟยไม่ได้หรือเจ้าคะ”
มู่อวิ๋นจิ่นยกยิ้มเบา ๆ แม้จะมีความทรงจำในอดีตของร่างเดิมอยู่บ้าง แต่ก็แค่ส่วนน้อยที่กระจัดกระจายเลือนลางเท่านั้น แบบนี้นางจะรู้รายละเอียดได้อย่างไรกัน
“อาจเป็นเพราะอาการมึนงงจากเมื่อคืน ตอนที่ป้าซูแอบเข้ามาในห้องแล้วทำร้ายข้าจนทิ้งรอยฟกช้ำไว้ล่ะมั้ง” มู่อวิ๋นจิ่นนวดขมับตน พลางเอ่ยปากอย่างไม่ยี่หระ
จื่อเซียงพยักหน้า จากนั้นก็เดินไปยังข้างกายมู่อวิ๋นจิ่น ช่วยประคองมู่อวิ๋นจิ่นให้นั่งลง แล้วรินน้ำชาให้ผู้เป็นคุณหนูของตน
“ฉินไท่เฟยเป็นพระมารดาแท้ๆ ขององค์ฮ่องเต้ในรัชสมัยนี้ แม้ฐานะจะเป็นรองไทเฮา1 แต่กลับสามารถนั่งอยู่บนตำแหน่งด้วยศักดิ์ศรีทัดเทียมกับไทเฮา” จื่อเซียงกล่าวเสียงเบา
“นางมีความสัมพันธ์ที่ดีกับข้างั้นหรือ ถึงได้มอบปิ่นหยกมรกตให้กับข้า” มู่อวิ๋นจิ่นถอดปิ่นหยกมรกตที่ปักอยู่บนมวยผมนางลง แล้วก็วางบนมือพร้อมกับมองพิจารณามัน
จื่อเซียงเห็นมู่อวิ๋นจิ่นลืมเรื่องก่อนหน้านี้จนหมด ก็ถอนหายใจเบาๆ แต่ก็ยังอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด
“ฉินไท่เฟยเคยเป็นพี่น้องรักใคร่กับไท่ฟูเหริน2 ของพวกเราจวนสกุลมู่ ตอนที่พวกท่านยังเป็นเด็กได้ทำสัญญากันไว้ ว่าหากถึงวัยมีหลานแล้วล่ะก็ จะให้พระราชบุตรลำดับที่หกแต่งงานกับบุตรสาวคนโตของจวนเสนาบดีมู่”
“เช่นนี้แล้วด้วยฐานะบุตรีคนโตแห่งจวนเสนาบดีมู่ คุณหนูย่อมเป็นที่รักของฉินไท่เฟยเจ้าค่ะ”
หลังจากได้ฟังคำพูดของจื่อเซียงก็ขมวดคิ้วมุ่น “ในเมื่อฉินไท่เฟยชอบข้าขนาดนั้น ท่านพ่อจะกล้ากักบริเวณข้าไว้ที่นี่ได้อย่างไร ไม่กลัววฉินไท่เฟยจะโกรธเคืองอย่างนั้นหรือ”
มู่อวิ๋นจิ่นสับสนอยู่บ้าง แต่ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์แล้ว
ที่แท้ฐานะของนางก็คือบุตรสาวที่มีการหมั้นหมาย อีกทั้งผู้ที่หมั้นหมายด้วยยังเป็นองค์ชายหกอีกด้วย
จื่อเซียงได้ยินคำพูดของมู่อวิ๋นจิ่น ใบหน้าน้อย ๆ ก็พลันเศร้าสลด นางกระทืบเท้าอ้าปากเอ่ยเสียงเบา “คุณหนู นายท่านปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี ฉินไท่เฟยจึงไม่รู้เรื่องที่ท่านถูกกักบริเวณ”
“อืม” มู่อวิ๋นจิ่นได้ยินคำพูดประโยคนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวคำสั่งกักบริเวณของท่านพ่อสินะ”
กล่าวจบ มู่อวิ๋นจิ่นก็มุ่งหน้าออกจากเรือนมวลบุปผาในทันที
จื่อเซียงตกใจชั่วขณะ ก่อนจะวิ่งเข้าไปรั้งตัวมู่อวิ๋นจิ่นเอาไว้ “คุณหนู ท่านอย่าเดินไปไหนมาไหนตามใจสิเจ้าคะ หากถูกนายท่านพบเข้า จะโดนลงโทษด้วยกฎของจวนนะเจ้าคะ”
“กฎจวนงั้นหรือ” มู่อวิ๋นจิ่นเลิ่กคิ้ว “ถ้ากล้าก็ลองดู!”
มู่อวิ๋นจื่อพูดจบก็ไม่สนใจการห้ามปรามของจื่อเซียง มุ่งเดินออกจากเรือนมวลบุปผา จื่อเซียงตกใจจนหน้าซีดเผือด ความกังวลฉายแววชัดสะท้อนบนใบหน้าของบ่าวรับใช้อย่างนาง
‘มิใช่ว่าคุณหนูจะถูกทำร้ายจนสมองฟันเฟือนไปแล้วนะ ไฉนคนปกติดีๆ ถึงนิสัยเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ หากถูกนายท่านจับได้ว่าคุณหนูแอบออกจากเรือนมวลบุปผา เช่นนั้นก็คงซวยแน่แล้ว!’
แม้จื่อเซียงจะคิดเช่นนั้น แต่นางก็ยังเดินตามหลังมู่อวิ๋นจิ่นไปอยู่ดี
มู่อวิ๋นจิ่นออกจากเรือนมวลบุปผาอย่างลำพองใจ ครั้นเพิ่งออกจากเรือนมวลบุปผาได้เพียงไม่กี่ก้าว เหล่าข้ารับใช้ที่ผ่านไปผ่านมาก็เห็นมู่อวิ๋นจิ่นเข้า ทุกคนต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ แต่กลับไม่กล้าเอ่ยกล่าวอันใดออกมา
มู่อวิ๋นจิ่นหูดีมาก ตอนที่นางเดินผ่านบ่าวรับใช้สองสามคน ก็ยังไม่วายได้ยินเสียงซุบซิบของพวกเขา
“เรือนของมู่หลิงจูอยู่ทางไหน” มู่อวิ๋นจิ่นถาม
จื่อเซียงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะชี้ไปทางทิศตะวันตก “อยู่ตรงหอมุกดาทางด้านนั้นเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นได้ฟังดังนั้นก็เลิกคิ้วเล็กน้อย ‘หอมุกดากับเรือนมวลบุปผางั้นหรือ ช่างลำเอียงดีจริงๆ…’
“เจ้ากลับไปก่อน ข้าจะไปเองคนเดียว” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยปากบอกจื่อเซียง
จื่อเซียงตกใจ กำลังจะเอ่ยท้วง แต่พอสบตากับมู่อวิ๋นจิ่นแล้ว นางก็พยักหน้ารับ ก่อนจะจากก็ยังไม่วายเป็นกังวล “คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ อย่าได้หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวนะเจ้าคะ”
มู่อวิ๋นจิ่นยิ้มพลางพยักหน้ารับ
หลังจากจื่อเซียงเดินจากไป มู่อวิ๋นจิ่นก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ดูตระการตาเบื้องหน้า ตอนแรกนางคิดว่าเรือนมวลบุปผาของตนก็ไม่ได้แย่อะไร แต่หลังจากที่ได้เห็นเรือนแต่ละหลัง นางถึงได้รู้ว่าสถานที่ที่ตัวนางอาศัยอยู่มันก็แค่ “คอกสุนัข” เท่านั้นเอง
ขณะที่เดินผ่านประตูของเรือนหลังหนึ่ง จู่ๆ มู่อวิ๋นจิ่นก็ได้ยินเสียงเบาๆ ดังลอยมาจากด้านใน
“ท่านแม่ อีกสามเดือนมู่อวิ๋นจิ่นจะได้ชื่อว่าอยู่ในวัยปักปิ่น3 ถึงตอนนั้นทางด้านในวังหลวงก็คงประทานงานสมรสให้นางกับองค์ชายหกแล้ว เช่นนี้จะทำอย่างไรดี”
เสียงของมู่หลิงจูดังมาจากด้านใน
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นได้ยินเสียงของมู่หลิงจู นางก็หยุดฝีเท้าลง แล้วพิงประตูเงี่ยหูฟังเสียงด้านใน
“จูเอ๋อร์ เรื่องนี้ไม่ต้องรีบร้อน เดี๋ยวข้าจะคิดหาวิธีให้เอง” เสียงของหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่งดังลอยออกมา
“ท่านแม่ ท่านก็ทราบดี ตั้งแต่ครั้งแรกที่ข้าได้พบองค์ชายหกเมื่อตอนอายุแปดขวบ ตอนนั้นข้าก็มีใจให้กับองค์ชายหกมาโดยตลอด ถึงตอนนี้ก็แปดปีเต็มแล้ว แต่น่าเสียดายที่ท่านคลอดข้าช้าไปก้าวหนึ่ง หากข้าได้เกิดก่อนมู่อวิ๋นจิ่น ข้าก็คงได้เป็นบุตรีคนโตแห่งสกุลมู่แล้ว” น้ำเสียงของมู่หลิงจูเจือแววเศร้าเสียใจ
ด้านนอกประตู มู่อวิ๋นจิ่นเข้าใจคำพูดของมู่หลิงจูในทันที นางเพิ่งเข้าใจว่าทำไมมู่หลิงจูถึงกล้าสั่งให้ป้าซูกำจัดนางทิ้ง
ที่แท้แล้วขอแค่นางตายไป มู่หลิงจูก็จะกลายเป็นบุตรสาวคนโตแห่งสกุลมู่ จากนั้นก็จะได้แต่งงานกับองค์ชายหก
ช่างเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก เพื่อแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง ถึงกับไม่ลังเลที่จะกำจัดพี่สาวแท้ๆ ของตัวเอง มู่หลิงจูคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
“เจ้าลูกชั่ว ใครอนุญาตให้เจ้าออกจากเรือน!”
………………………………………………………………………………………………………………………….
[1] ไทเฮา หมายถึง พระอัครมเหสีของฮ่องเต้คนเก่า
[2] ไท่ฟูเหริน หมายถึง คำที่ใช้เรียกชายาเอกของผู้มีบรรดาศักดิ์อ๋อง
[3] วัยปักปิ่น หมายถึง ช่วงวัยของเด็กสาวที่มีอายุ 15 ปี เป็นวัยที่ถือว่าสามารถออกเรือนมีครอบครัวได้
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3XPK30H
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <