สรุป ‘ปังชา’ ใครใช้ได้บ้าง? และผลการยื่นฟ้องธุรกิจรายย่อยโดยแบรนด์ใหญ่
เริ่มจากที่เราต้องแยก ‘ลูกไก่ทอง’ และ ‘ไก่ทอง’ ให้ออกก่อน คือ ‘ไก่ทอง’ แบรนด์แม่ เปิดมากว่า 25 ปี โดยคุณอรุณี มนตรีวัต ซี่งเป็นคุณแม่ของ คุณแสงณรงค์ มนตรีวัต ซึ่งเป็นเจ้าของ ‘ลูกไก่ทอง’
ปัจจุบันไก่ทอง บริหารงานโดยผู้บริหารรุ่นที่สอง คุณแสงอรุณ มนตรีวัต ลูกอีกคนของคุณอรุณี ส่วนลูกไก่ทอง คุณแสงณรงค์ มีคุณแก้ม-กาญจนา ทัตติยกุล บริหารงานร่วมกัน
ดราม่าในครั้งนี้เริ่มจากที่ความขายดิบดีโด่งดังเป็นที่รู้จักของเมนู ปังชา ด้วยสูตรลับที่คุณแก้มคิดค้นอยู่นานนับปี จนมี Pang Cha Cafe นับ 10 สาขา
ในเดือนสิงหาคม 2556 ได้มีการประกาศผ่านเพจ Pang Cha - ปังชา World Class Thai Tea ว่าได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเครื่องหมายการค้า ปังชา ได้รับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร สงวนสิทธิ์ห้ามลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข
ทำให้เกิดคำถามว่า ในข้อห้ามนั้น ห้ามสิ่งใด ห้ามอย่างไร เพราะหากห้ามใช้ชื่อหรือขายเมนูเดียวกันกับสิ่งที่ใครๆ ก็กิน ร้านไหนก็ขาย นั้นเกินไปหรือไม่ ชาเย็นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีใครเป็นเจ้าของ
“ฟ้องร้องกันเรื่อง ‘ปังชา’ หลักกว่าร้อยล้านเลยหรือ?” เป็นคำถามที่ทุกคนทั้งตกใจปนสงสัย เมื่อร้านขายชาและน้ำแข็งไสเจ้าเล็กในหลายจังหวัดโพสต์ว่าตนได้หมายเรียกค่าเสียหายจากทนายความของ Pang Cha Cafe บางเจ้าหลักถึงร้อยล้าน จนทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเครียดหนัก
ซึ่งก็คือร้าน ปังชา ร้านน้ำชาเชียงราย ที่ถูกยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 102 ล้านบาท เมื่อเดือน ก.ค. 2566 ให้เลิกใช้คำว่า ‘ปังชา’ เลย และต้องโพสต์ขอโทษทางช่องทางออนไลน์ ส่วนอีกราย ร้านทางช้างเผือก จังหวัดสงขลา ถูกยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหาย 7 แสนบาท ในเดือนเดียวกัน เหตุคำบนกล่องไฟมี ‘ปังชา’ ทางร้านจึงลอกออก
ก่อนหน้าเมื่อเดือนเม.ย. 2566 ที่สงขลาเช่นกัน ร้านตั้งใจชง ใช้ถ้วยลักษณะคล้ายกับ Pang Cha Cafe จึงถูกฟ้องเรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท และให้ขอให้เลิกใช้ถ้วยและลบภาพในสื่อโซเชียลออก เจ้าของจึงเปลี่ยนถ้วยเสีย
ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงอธิบายให้กระจ่างขึ้นว่า ร้าน Pang Cha Cafe ได้จดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ถ้วยสีทอง ของทางร้าน และเครื่องหมายการค้า โลโก้ ของทางร้าน เท่านั้น การใช้คำว่า ปังชาและน้ำแข็งไสราดชาเย็นนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ใครก็ใช้ได้
ทำให้ทาง Pang Cha Cafe ต้องออกมาเคลื่อนไหว เมื่อดราม่าเริ่มไปไกลและกระทบต่อยอดขายและชื่อเสียงของร้าน ทีมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแบรนด์อ้างว่าทำไปเพื่อรักษาสิทธิ์ คิดว่ามีแบรนด์ตนใช้ได้แค่แบรนด์เดียวตามความเข้าใจ
ในส่วนของตัวเลขที่เรียกค่าเสียหาย ทางเจ้าของแบรนด์ประเมินตามมูลค่าแบรนด์ในตลาด ไม่ได้ต้องการดำเนินคดีเป็นเรื่องใหญ่ เพียงแต่อยากให้เลิกใช้ตาม
โลกโซเชียลเริ่มขุดเรื่องราวต่างๆ มาปะติดปะต่อปนนกันไปมากมาย และกดดันทำให้คุณแก้ม-กาญจนา ทัตติยกุล เจ้าของ Pang Cha Cafe ร้องไห้ออกมาในรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2566 พร้อมเอ่ย “ด้วยบารมีแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย” และขออโหสิกรรมในสิ่งที่ตนทำ
เธอกล่าวว่าสร้างแบรนด์นี้เพื่อประเทศไทย หากทำให้ใครมีความทุกข์ขอรับผิดเองคนเดียว ไม่ได้ต้องการทำร้ายใคร เริ่มตนมาด้วยเงิน 8 พัน ต่อด้วยประวัติแบรนด์อีกเล็กน้อย ความเชื่อในผลิตภัณฑ์และการจดเครื่องหมายการค้า
แต่คนในโลกโซเชียลเองก็ยังคงไม่พอใจ เพราะการแสดงตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะทางแบรนด์เองก็ทำให้กิจการเล็กๆ อื่นๆ เดือดร้อน จนผลกระทบย้อนกลับมาถึงฝ่ายตน และใช้โอกาสในรายการแสดงวิสัยทัศน์ขณะกล่าวขอโทษ
แล้วเหตุใดทางแบรนด์จึงไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้ถูกต้อง ก่อนที่จะยื่นเรียกค่าเสียหาย แม้เจตนาจะไม่ต้องการปรับก็จริง
สรุปว่าในความตั้งใจแรกของแบรนด์ Pang Cha นั้นต้องการที่จะแสดงจุดยืนในเรื่องของภูมิปัญญาและสิทธิบัตรเท่านั้นจริงหรือ ในขณะที่หลายคนไม่ตั้งคำถามต่อ แต่ไม่สนับสนุนแล้ว