โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิวเกม] Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมปรุงยาฉบับรีเมก

BT Beartai

อัพเดต 02 ส.ค. 2566 เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 01 ส.ค. 2566 เวลา 16.00 น.
[รีวิวเกม] Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมปรุงยาฉบับรีเมก
[รีวิวเกม] Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมปรุงยาฉบับรีเมก
[รีวิวเกม] Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมปรุงยาฉบับรีเมก

Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg จุดเด่น กราฟิกปรับให้สวยงามตามยุคสมัย เกมเพลย์คลาสสิกที่ยังสนุกและลื่นไหล จุดสังเกต รูปแบบการเล่นเชยไปหน่อยสำหรับแฟนเกมรุ่นใหม่ 8.5

ไม่แปลกที่จะเห็นการรีเมกหรือรีมาสเตอร์เกม RPG เก่าโดยเฉพาะเกมจากญี่ปุ่น เพราะในยุค 90S มีตำนาน RPG อยู่มากมายที่เชื่อว่าแฟน ๆ อยากกลับไปเล่นอีกครั้งในรูปแบบการสร้างกราฟิกใหม่ ทำให้ผู้สร้างทยอยขุดเอาของเก่ากลับมาขายใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งก็มีบางเกมที่ทำออกมาได้ดีพอ ๆ กับต้นฉบับ แต่บางเกมก็เหมือนทำมาตามกระแสเท่านั้น

ล่าสุดกับการมาของ Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมแนว RPG ในคลาสสิกที่สร้างตำนานบน PlayStation 1 และยังออกบน PC รวมทั้ง Sega Saturn นอกจากนี้มันยังเคยถูกเอามาขายใหม่แบบรวมฮิตบน PS2 มาแล้วครั้งหนึ่ง และภาคนี้ถือเป็นภาคแรกในซีรีส์เกมปรุงยาในตำนานที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ และการกลับมาแบบรีเมกใหม่ครั้งนี้ออกบน Nintendo Switch, PS4, PS5 และ PC ด้วย

เรื่องราวใน Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg จะเหมือนกับต้นฉบับที่เราจะได้รับบทเป็นสาวน้อย Marie ที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนสอนการเล่นแร่แปรธาตุชื่อดังในเมือง Salburg แต่เนื่องจากเธอเป็นคนที่ซุ่มซ่ามทำให้เกิดปัญหาจนเกิดเป็นความวุ่นวาย จนทำให้เธออาจจะเรียนไม่จบเป็นที่มาของการออกผจญภัยเพื่อทำภารกิจสุดท้ายเพื่อจบการศึกษาภายในเวลาที่กำหนด

กราฟิกปรับใหญ่จนเหมือนเกมใหม่

อาจจะไม่ใช่ของแปลกที่การรีเมกจะมีการปรับกราฟิกในเกมใหม่หมด แต่ในการมาของ Atelier Marie Remake ครั้งนี้ส่วนตัวแล้วชอบมาก เพราะมันเป็นการสร้างภาพใหม่ทั้งหมดแต่ยังคงไม่ทิ้งแนวทางเดิม เหมือนนำของเก่ามาสร้างในโลกใบใหม่ กราฟิกมีความสวยงามระดับดีแม้จะมองว่ามันเป็นเกมที่ออกวางขายปี 2023 และถึงจะเล่นบน Nintendo Switch ก็ยังมีความสวยงามใกล้เคียงกับเวอร์ชันอื่น

ถือว่าผู้สร้างทำการบ้านมาได้ดี เพราะภาพระดับนี้สามารถเข้าถึงแฟนเกมรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเล่นซีรีส์ปรุงยามาก่อนให้สนุกไปกับมันได้โดยไม่รู้สึกว่าเชย และแฟนเก่าก็ยังคงชอบเพราะมันมีกลิ่นอายความคลาสสิกอยู่ ส่วนเพลงประกอบมีการสร้างใหม่โดยอ้างอิงของเดิม นอกจากนี้ความดีงามคือมีการใส่เสียงพากย์เข้ามาและข่าวดีคือมันมาพร้อมเสียงพากย์ภาษาญี่ปุ่นด้วย

เกมเพลย์ RPG ที่เข้าใจง่าย

สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อนก็อธิบายสั้น ๆ ว่า Atelier Marie ฉบับรีเมกเป็นเกมที่เข้าใจง่าย แม้ว่าระบบอาจจะซับซ้อนในบางจุดแต่ก็มีระบบสอนแบบจับมือทำ โดยหลัก ๆ แล้วมันคือ RPG ที่เน้นการเดินสำรวจฉากทำเนื้อเรื่อง รวมทั้งค้นหาวัตถุดิบมาปรุงยา หรือสร้างสิ่งของใหม่ตามภารกิจที่เกมกำหนด ฉากหลัก ๆ จะอยู่ในเมือง Salburg ที่มีอะไรให้ทำมากมาย

และข่าวดีคือหากเราไม่อยากเดินสำรวจก็กดเลือกฉากที่เราต้องการไปบนแผนที่ได้เลย ถือว่าสะดวกและเข้ากับยุคสมัยเพราะคนในยุคนี้ไม่ชอบรออะไรนาน ๆ และในส่วนของเมืองจะมีทั้งการพูดคุยกับตัวละคร NPC เพื่อทำเนื้อเรื่องเช่นการรับภารกิจหรือเรียนรู้ในการผสมยาใหม่ ๆ จากชาวเมืองรวมทั้งการสานสัมพันธ์กับตัวละครในเมืองด้วย

ส่วนระบบการอัปเกรดตัวละครจะเหมือนกับ RPG ทั่วไปที่เข้าใจง่ายเช่นการใส่อาวุธหรือชุดเกราะ ใครเคยเล่นเกมแนวนี้มาก่อนก็เข้าใจได้ทันที และส่วนที่สำคัญที่สุดคือระบบการปรุงยาหรือผสมสิ่งของ ที่นอกจากจะมีระบบเมนูที่เข้าใจง่ายและมีภาพประกอบให้ได้ทำตาม ยังมาพร้อมกับคำใบ้ที่บอกตลอดว่าต้องทำอะไรทำให้มือใหม่ก็สามารถเล่นได้ และแฟนเกมที่เคยเล่นแล้วก็สามารถกดข้ามคำแนะนำได้เช่นกัน

สำรวจโลกกว้างหาของปรุงยาสร้างของ

ฉากหลักนอกจากเมืองยังมีโลกกว้างที่จะไม่มีฉากเดินบนแผนที่ เพราะว่าตัวเกมใช้ระบบ World Map ที่มีสถานที่ให้เลือกบนแผนที่เลย และเมื่อกดเข้าไปแล้วจะเป็นฉากแบบ RPG ที่มีมุมมองด้านบนเหมือนกับฉากในเมือง ที่ผู้เล่นต้องออกค้นหาวัตถุดิบมาผสมของใหม่ แต่จะเก็บได้จำกัดดังนั้นผู้เล่นต้องวางแผนให้ดีก่อนจะออกหาวัตถุดิบ

ความซับซ้อนของฉากอาจจะไม่มากเท่ากับเกมยุคใหม่ แต่ก็มีไอเทมซ่อนอยู่เพียบแถมยังมีภูมิประเทศที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นป่าทึบหรือดันเจี้ยนที่ดูลึกลับ และมีมอนสเตอร์โหด ๆ รอเราอยู่เพียบ ซึ่งผู้เล่นจะเห็นตัวบนฉากเลยไม่ได้เจอแบบสุ่ม นอกจากนี้เกมมีระบบเวลาที่เมื่อทำกิจกรรมเสร็จจะเปลี่ยนวันเช่นการเข้าดันเจี้ยนแล้วออกมาจะเป็นการขึ้นวันใหม่ ดังนั้นผู้เล่นต้องวางแผนการเล่นให้ดีก่อนจะออกนอกเมือง

ส่วนระบบต่อสู้จะใช้แบบ RPG เทิร์นเบสใส่คำสั่งแล้วตัวละครจะโจมตีส่วนนี้อาจจะไม่โดดเด่นนัก เพราะว่ามันไม่ได้แตกต่างหรือแปลกใหม่ แต่มันเป็นแนวทางของเกมรีเมกที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่น แต่ความดีงามคือความลื่นไหลในการเล่นอยู่ในระดับสูงมากเพราะการโหลดเข้าฉากต่อสู้ทำได้เร็วมากทำให้เล่นได้อย่างลื่นไหล แถมมีระบบต่อสู้แบบอัตโนมัติมาให้ใช้งานด้วย

การกลับมาอีกครั้งของ Atelier Marie Remake: The Alchemist of Salburg เกมแนว RPG สุดคลาสสิกของยุค 90S ที่ปรับกราฟิกใหม่หมด ถือว่าน่าหยิบมาเล่นหากคุณเคยเล่นต้นฉบับมาก่อน เพราะมันมีความสนุกเดิม ๆ เพิ่มเติมคือภาพงาม ๆ และความลื่นไหลในการเล่น และต่อให้ไม่ใช่แฟนเกมก็น่าเล่นเช่นกันเพราะมันปรับให้มีความรวดเร็วเข้ากับยุคสมัยมากขึ้นแล้ว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...