โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่นักเรียนต้องรู้ (แจกสูตรจำวัน)

Dek-D.com

อัพเดต 06 มิ.ย. 2567 เวลา 05.41 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2567 เวลา 04.28 น. • DEK-D.com
รู้ไว้เผื่อออกสอบ! 6 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่นักเรียนต้องรู้ (แจกสูตรจำวัน)

สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D สำหรับคอลัมน์ ‘รู้ไว้เผื่อออกสอบ’ในวันนี้พี่แป้งจะพาไปทุกคนดูไทม์ไลน์ประวัติพระพุทธเจ้า ฉบับย่อ ที่เกี่ยวข้องกับ 6 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา อาสฬหบูชา อัฏฐมีบูชา เข้าพรรษา และออกพรรษา ว่า ตั้งแต่พระพุทธเจ้าประสูติจนปรินิพพาน เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง รวมถึงหลักธรรมสำคัญในแต่ละวันนั้นคืออะไร เพราะเรื่องเหล่านี้ถูกนำไปเป็นแนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกปีเลยค่ะ ใครที่อ่านไทม์ไลน์พุทธประวัติจบแล้วก็อย่าลืมลองมาทดสอบความรู้ ทำข้อสอบเก่าเข้ามหาลัยจริงๆ ข้างล่างกันด้วยนะคะ

ไทม์ไลน์พุทธประวัติ

ประสูติ-ชีวิตก่อนออกบวช

  • เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นลูกชายของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ประสูติที่ใต้ต้นสาละ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6ปีจอ เมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)
  • เมื่อเกิดแล้วสามารถเดินได้ 7 ก้าว โดยมีดอกบัวมารองรับ จากนั้นได้ยกมือขวาแล้วพูดว่า"เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"
  • หลังจากเกิดได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะ ได้เชิญพราหมณ์มา 8 คน เพื่อทำนายเส้นทางชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ โดยพราหมณ์ 7 คนแรก ทำนายไว้ 2 เส้นทางคือ “ถ้าอยู่ทางโลกจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ”หรือ “ถ้าออกบวชจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า”
  • แต่พราหมณ์ชื่อ “โกณฑัญญะ”ซึ่งอายุน้อยที่สุด ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
  • จากคำทำนายทำให้พระเจ้าสุทโธทนะกังวลมาก และไม่อยากให้เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช จึงพยายามทำทุกอย่างให้ลูกชายพบเจอแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย พร้อมมีเพลงขับกล่อมอย่างรื่นเริงตลอดเวลา
  • เมื่ออายุได้ 8 ปี ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยา 18 ศาสตร์ (เทียบเท่าปริญญา 18 ใบ) ได้อย่างรวดเร็วและเชี่ยวชาญ ในสำนักครูวิศวามิตร
  • เมื่ออายุ 16 ปี ได้แต่งงานกับ “พระนางพิมพา” จนเมื่ออายุ 29 ปี พระนางพิมพาได้ให้กำเนิดลูกชายมีชื่อว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า “บ่วง”
  • วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะมีโอกาสออกไปนอกวัง และได้พบเจอกับ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวชก็รู้สึกหดหู่ใจและรับรู้ได้ถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และเริ่มมองเห็นว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ คือ การบวชจึงได้ตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างและออกบวชทันที

ออกบวช

  • กลางดึกคืนหนึ่งพระองค์ได้ตัดสินใจออกบวช โดยมีนายฉันนะและม้ากัณฑกะ เดินทางร่วมกันไปยังแม่น้ำอโนมานที โดยพระองค์ได้นั่งบนพื้น ตัดผมด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุด ก่อนจะเดินทางไปยังแคว้นมคธ เพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์
  • ได้ศึกษาเล่าเรียนในสำนักอาฬารดาบส และอุทกดาบสใช้เวลาไม่นานก็บรรลุ แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ก็ยังรู้สึกว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงเดินทางไปที่แม่น้ำเนรัญชรา และบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟัน กลั้นหายใจ และอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม
  • บำเพ็ญทุกรกิริยาไปได้ 6 ปี ก็ค้นพบว่ายังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงล้มเลิกและหันมาทานอาหารตามเดิม ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ (โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ) ที่คอยปฏิบัติรับใช้ คิดว่าพระองค์คงไม่มีโอกาสที่จะตรัสรู้แล้ว จึงพากันจากไป

ตรัสรู้

  • หลังจากล้มเลิกการบำเพ็ญทุกรกิริยา พระองค์ได้หันมาบำเพ็ญเพียรทางจิตแทนจนได้พบเจอกับทางสายกลางที่เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา”ซึ่งเป็นหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ได้
  • ก่อนตรัสรู้นางสุชาดาได้นำข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา และได้เห็นพระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไทร คิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาสด้วยถาดทองคำ
  • หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วพระพุทธเจ้าก็จับถาดทองคำและอธิษฐาน ว่า “ถ้าเราจะได้ตรัสรู้ ก็ขอให้ถาดลอยทวนกระแสน้ำไป แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ขอให้ถาดลอยไปตามกระแสน้ำ”ซึ่งถาดนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป
  • และในเช้ามืดวันพุธขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี ท่านได้ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะที่มีอายุ 35 ปี ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ เมืองพาราณสี ซึ่งพระธรรมที่ตรัสรู้คือ อริยสัจ 4

การแสดงปฐมเทศนา

  • หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 2 เดือน พระพุทธเจ้าตั้งใจจะเดินทางไปพบพระอาจารย์ที่อาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว จึงตัดสินใจเดินทางไปพบปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้แทน และได้แสดงพระธรรมเทศนาให้ฟัง
  • พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเทศนา ชื่อว่า"ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า สูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรม ถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก (ปฐมเทศนา) ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับ วันอาสาฬหบูชา
  • การแสดงธรรมครั้งนี้ทำให้ พระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรม และขอบวชเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลกคือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
  • ต่อมา พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม และได้บวชตามลำดับ หลังจากปัญจวัคคีย์บวชทั้งหมดแล้ว พระพุทธเจ้าจึงเทศน์อนัตตลักขณสูตร จนปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา

การเผยแพร่พระพุทธศาสนา

  • พระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาแก่ ยสกุลบุตร (ลูกของนางสุชาดา คนที่ถวายข้าวแก่พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งยังบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรม) รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป
  • พระพุทธเจ้าได้มอบหมายให้พระอรหันต์ทั้ง 60 รูปเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่าง ๆ ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกันเพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม และทำให้มีผู้คนเลื่อมใสพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้น
  • หลังจากที่เหล่าสาวกออกเดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศานา แต่ละรูปต่างคนต่างก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศานาเมื่ออยู่มาวันหนึ่ง มีพระสงฆ์ 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย[1] ซึ่งพระสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ทุกรูป[2] และได้รับการบวช (เอหิภิกขุอุปสัมปทา) จากพระพุทธเจ้าโดยตรง[3] และในวันนั้นดวงจันทร์เสวยมาฆฤกษ์[4] (ดวงจันทร์เดินมาถึงดาวฤกษ์ชื่อมฆา) ด้วย ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 หรือวันมาฆบูชาทำให้วันนี้มีอีกหนึ่งชื่อเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาตนั่นเอง
  • ในวันนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าได้แสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกหลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ โดยมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"

เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

  • พระพุทธเจ้าได้โปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 ปี ก่อนที่จะรู้ว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ปลงอายุสังขาร
  • ก่อนที่จะปรินิพพานได้บวชให้ พระสุภัททะปริพาชก ซึ่งถือได้ว่าคือสาวกคนสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าบวชให้ ท่ามกลางคณะสงฆ์ ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และประชาชนจากแคว้นต่าง ๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้
  • และได้ให้ปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงทำประโยชน์ของตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
  • จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6รวมอายุ 80 ปี และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช
  • หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 8 วันก็ได้มีการทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ (เผาศพ) ณ มกุฏพันธนเจดีย์ เมืองกุสินารา เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6ซึ่งวันนี้นิยมเรียกกันว่า วันอัฏฐมีบูชา

Note :

  • วันมาฆบูชา(ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) เปรียบเสมือนวันของ “พระธรรม” เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ให้แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก และเกิดเหตุการณ์จาตุรงคสันนิบาต
  • วันวิสาขบูชา(ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) เปรียบเสมือนวันของ “พระพุทธ” เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้าในวันเดียวกัน และทาง UNESCO ประกาศให้เป็นวันสำคัญของโลก
  • วันอาสาฬหบูชา(ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8) เปรียบเสมือนวันของ “พระสงฆ์”เพราะเป็นวันที่กำเนิดพระสงฆ์รูปแรกขึ้น คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ
  • วันเข้าพรรษา(แรม1 ค่ำ เดือน 8) เป็นเวลาที่พระสงฆ์จะได้ประพฤติปฏิบัติธรรมสำหรับตนเอง และศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่ในวัด ไม่ไปค้างแรมในที่อื่นตลอด 3 เดือนในฤดูฝน
  • วันออกพรรษา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11) เป็นวันสิ้นสุดการจำพรรษาของพระสงฆ์ ที่ได้อธิษฐานเข้าจำพรรษาตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มายังโลกมนุษย์ หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปจำพรรษา และแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเทพบุตรพุทธมารดา ซึ่งอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต แต่ลงมาฟังพระธรรมเทศนาที่ชั้นดาวดึงส์

หลักธรรมของ 6 วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

หลักธรรมสำคัญในวันมาฆบูชา

คือ “โอวาทปาติโมกข์”หรือ โอวาท 3 หลักธรรมที่เป็นหัวใจสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมให้แก่พระอรหันต์ทั้ง 1,250 รูปในวันนั้น ได้แก่ “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”

หลักธรรมสำคัญในวันวิสาขบูชา

หลักธรรมในวันนี้จะมีความเกี่ยวเนื่องจากการประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้แก่

  • หลักธรรมสำคัญที่เกี่ยวกับการประสูติได้แก่ ความกตัญญู ให้รู้บุญคุณ คู่กับความกตเวที และตอบแทนผู้มีพระคุณ

  • หลักธรรมสำคัญที่เกี่ยวกับการตรัสรู้ได้แก่ อริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เป็นหลักธรรมที่เกี่ยวกับการดับทุกข์ ที่สามารถนำไปปรับใช้ และเป็นวิธีแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้ด้วย

  • ทุกข์ ปัญหาหรือสิ่งที่ทำให้ทุกข์ใจ

    • สมุทัย สาเหตุของปัญหา
    • นิโรธ เป้าหมายของการดับทุกข์
    • มรรค วิธีการแก้ไขปัญหา
  • หลักธรรมสำคัญที่เกี่ยวกับการปรินิพพานได้แก่ ความไม่ประมาท เป็นการสอนให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำ พูด หรือคิดอะไร เพราะการมีสติจะทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ซึ่งความประมาทจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากตามมา

หลักธรรมสำคัญในวันอาสาฬหบูชา

สำหรับวันอาสาฬหบูชามี 2 หลักธรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายกลาง เป็นการปฏิบัติที่เป็นกลางและถูกต้องเหมาะสม ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป และ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ซึ่งได้แก่ อริยสัจ 4 ความจริงอันประเสริฐนั่นเอง

หลักธรรมสำคัญในวันอัฏฐมีบูชา

นอกจากหลักธรรม “ความไม่ประมาท”แล้วยังมีหลัก “ไตรลักษณ์” หรือสามัญลักษณะ เป็นหลักธรรมเพื่อเตือนให้เราไม่ลุ่มหลง ไม่ยึดติดยึดถือกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นของเรา ทำให้ไม่เกิดความทุกข์หรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ลดความเห็นแก่ตัว และสามารถปรับตัวได้ แม้ว่าจะเกิดการพลัดพรากจากสิ่งที่ต้องการก็ตาม ประกอบด้วย อนิจจา ทุกขตา และอนัตตตา

  • อนิจจา - ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีอะไรเที่ยงแท้ สิ่งมีชีวิต เมื่อเกิดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตามวัย และร่วงโรยไปตามกาลเวลา
  • ทุกขตา - ความเป็นทุกข์จากทุกสิ่ง หรือการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
  • อนัตตตา - ตามปกติคนทั่วไปจะมีการยึดมั่นในเรื่องตัวตน คือ การยึดว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเรา แต่ในทางของพระพุทธศาสนาถือว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวเรา และไม่มีอะไรที่เป็นของเรา

หลักธรรมสำคัญในวันเข้าพรรษา

คือ วิรัติหมายถึง การงดเว้นจากบาป และความชั่วต่าง ๆเป็นเหตุนำบุคคลผู้ปฏิบัติตามไปสู่ความสงบสุขปลอดภัยและความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไป จำแนกออกได้เป็น ๓ ประการ คือ

  • สัมปัตตวิรัติได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยเกิดความรู้สึกละอายใจ และเกิดความรู้สึกเกรงกลัวบาปขึ้นมาเอง บุคคลที่ได้ถือศีลไว้ เมื่อถูกเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มสุราก็ไม่ดื่มเพราะละอาย และเกรงกลัวต่อบาปว่าไม่ควรทำสิ่งนี้ในระหว่างเข้าพรรษา
  • สมาทานวิรัติได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ด้วยการสมาทานศีล 5 หรือศีล 8 จากพระสงฆ์ โดยระมัดระวังไม่ทำให้ศีลขาดหรือด่างพร้อย แม้มีสิ่งยั่วยวนภายนอกมาเร้าก็ไม่หวั่นไหวหรือเอนเอียง
  • สมุจเฉทวิรัติได้แก่ การงดเว้นจากบาป ความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาดโดยตรง เป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ถึงกระนั้นสมุจเฉทวิรัติ อาจนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลผู้งดเว้นบาปความชั่วและอบายมุขต่าง ๆ ในระหว่างพรรษากาลแล้ว แม้ออกพรรษาแล้วก็มิกลับไปกระทำหรือข้องแวะอีก เช่น กรณีผู้งดเว้นจากการดื่มสุราและสิ่งเสพติดระหว่างพรรษากาล แล้วก็งดเว้นได้ตลอดไป เป็นต้น

หลักธรรมสำคัญในวันออกพรรษา

คือ ปวารณา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนตนเองได้ ในการปวารณานี้อาจแบ่งบุคคลออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

  • ผู้ว่ากล่าวตักเตือน จะต้องเป็นผู้มีเมตตา ปรารถนาดีต่อผู้ที่ตนว่ากล่าวตักเตือน เรียกว่ามีเมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ
  • ผู้ถูกว่ากล่าวตักเตือน ต้องมีใจกว้าง มองเห็นความปรารถนาดีของผู้ตักเตือน

การปวารณา แม้จะเป็นสังฆกรรมของพระสงฆ์ แต่ก็อาจนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมได้ เช่น การปวารณากันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ในสถานศึกษา ในสถานที่ทำงาน พนักงานบริษัทและหน่วยงานราชการ เป็นต้น

แจกสูตร! วิธีจำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

มา 3 ธรรมวิ 6 พุทธ อา 8 สงฆ์

อย่างที่พี่แป้งบอกไปเบื้องต้นว่า เรื่องราวเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประวัติของพระพุทธเจ้า รวมถึงหลักธรรมคำสอน ถูกนำมาออกเป็นข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยบ่อยมากๆ วันนี้เลยนำแนวข้อสอบวิชาสังคมศึกษา 9 วิชาสามัญ ปี 2558 มาให้ทุกคนลองทำกันค่ะ

การละเว้นความชั่ว การสร้างแต่คุณงามความดี และการทำจิตใจให้ผ่องใส เป็นหลักธรรมสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนในวันใด

1. อาสาฬหบูชา

2. เทโวโรหณะ

3. อัฏฐมีบูชา

4. วิสาขบูชา

5. มาฆบูชา

น้องๆ ชาว Dek-D คิดว่า หลักธรรมดังกล่าวเป็นหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญวันไหน ลองคอมเมนต์คุยกันด้านล่างได้เลยค่ะ

สำหรับคอลัมน์ รู้ไว้เผื่อออกสอบ บทความต่อไปจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ฝากติดตามกันด้วยนะคะ หรือถ้าน้องๆ มีเรื่องราวน่าสนใจเรื่องไหน ที่อยากให้นำมาเล่า หรือแจกทริคการจำ ก็สามารถคอมเมนต์เอาไว้ด้านล่างได้เลย!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...