“จีน-อิทธิฤทธิ์ อัมพุช” โอกาสของคนรุ่นใหม่ในตลาดธุรกิจและอาณาจักร The Mall Group
LSA Thailand
อัพเดต 18 ก.ค. 2567 เวลา 12.41 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 03.59 น. • Lifestyle Asia Thailandพบกับ 50 ICON ของ Lifestyle Asia บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด การทำงาน และไลฟ์สไตล์จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ สู่ความสำเร็จอันน่าทึ่งในอาชีพการงานของพวกเขา และนี่คือเรื่องราวของ “จีน-อิทธิฤทธิ์ รัตนทารส อัมพุช” ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่ของ The Mall Group
ใครว่าการทำงานในธุรกิจของครอบครัวจะเป็นเรื่องที่ไม่กดดัน เพราะครั้งนี้เราคุยกับ “จีน-อิทธิฤทธิ์ รัตนทารส อัมพุช” ทายาทของ The Mall Group ที่ต้องเข้ามาหยิบจับช่วยเหลือการทำงานในส่วนของ Emsphere และ Em Wonder ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ ไม่กี่วันก่อน เขาจะมาแชร์ถึงความกดดันในการทำงานแบบระบบครอบครัว ความแตกต่างของช่วงวัย ความคิด รวมไปถึงแพชชั่นจริงๆ ของเขา มุมมองในอนาคตของอาณาจักร Em District และการบาลานซ์ชีวิตให้ดูสมดุลแบบที่เป็นอยู่
อัพเดตหน่อยตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง
ตอนนี้ก็เริ่มลงล็อคแล้วครับ ก็ทํางานปกติก็ผ่านมา 2 ปีแล้วก็มี Day to day ต้องอัพเดตอะไรอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องของโปรเจกต์ตอนนี้ก็เหลือแค่อย่างเดียวคือ Em Wonder ก็คือชั้นที่เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์ (ณ วันที่เขียนยังไม่เปิดตัว) ซึ่งรวมอันนี้ตึกก็ครบสมบูรณ์แล้ว ก็จะเหลือแค่เพาเวอร์ธุรกิจนิดหน่อยแล้วครับ การทำงานตอนนี้เหมือนช่วงเปลี่ยนผ่านมันโอเคมาก ด้วยผมโชคดีที่มีทั้งผู้ใหญ่ช่วยดูแลมาตลอด ทั้งคุณป้า (แอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช) คุณแม่ คอยช่วยตลอดอยู่แล้ว
เล่าโปรเจกต์ Em Wonder ให้ฟังหน่อย เห็นว่าลงมือทำเต็มๆ เลย
ใช่ครับคือด้วย Em Wonder มันมีความเป็นวัยรุ่นผมอยู่แล้วเลยเข้าใจพวกร้านอาหาร บาร์ ที่อยากเอามาลง ก็มีทั้งแจสบาร์ มีทั้งเพลงวงไทยมาเล่น มีฮิปฮอป มีร้านดังๆ มาเยอะอยู่ เพราะว่าผมมันเป็นอะไรที่ต้องแข่งขันกันสูงอยู่แล้ว ด้วยร้านที่มารวมตัวกัน เราก็ต้องหาแบรนด์ที่เรามั่นใจว่ามันแข็งแรงแล้วมาอยู่ด้วยกันได้ ส่วนของ Emsphere ในการคิวเรตร้านอาหารก็จะเป็นทีมของผมที่รู้มากกว่า เพราะผมไม่ได้เป็นฟู้ดดี้ขนาดนั้น แต่รู้ว่าถ้าได้พี่ปลา (ปลา-อัจฉรา บุรารักษ์ เจ้าของ Iberry Group) ก็จะมีแมกเน็ตที่แข็งแรงอยู่แล้ว แล้วก็มีอิทธิพลกับพวกคนทำอาหาร เวลาเข้าห้างเราก็จะชวนร้านเจ้าใหญ่ๆ เข้ามาก่อน เพื่อเขาจะได้ช่วยดึงร้านเล็กๆ เข้ามา พวกเขาก็จะมั่นใจมากยิ่งขึ้น เรื่องของอาหาร ผมมั่นใจในทีมผมมาก
ทำงานกับบอร์ดผู้บริหารที่ต่างกันทั้ง อายุ มุมมอง และประสบการณ์ปรับตัวอย่างไรบ้าง
ผมถือว่าโชคดีมากที่พอกลับมาก็ได้ทำกับเดอะมอลล์เลย เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ Emsphere กําลังจะขึ้นด้วย เลยเป็นจังหวะที่ควรกลับมาทําที่สุดแล้ว แต่ว่าทุกคนก็น่าจะรู้ว่าเวลาทํางานกับครอบครัวมันจะมีความขัดกันค่อนข้างเยอะ เพราะว่าเป็นรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ต้องหาวิธีอรุ่มอร่วยกันให้ได้มากที่สุด ในด้าน Em Wonder มันเป็นด้านเอนเตอร์เทนเมนท์ ผมก็อาจจะมีประสบการณ์ปัจจุบันมากกว่ารุ่นคุณป้าผม ที่ผมคิดว่าน่าจะมีความเห็นได้เยอะกว่าหน่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องห้างฯ เรื่องอีเวนต์ ต้องให้คุณป้าลุยหมดเลย เพราะเขามีประสบการณ์มาก่อนผมจะเกิดอีก เพราะฉะนั้นอันนี้ผมจะเถียงอะไรเขาไม่ได้ (ยิ้ม) แต่พอเรื่องอะไรใหม่ๆ เราก็ต้องเสนอเขาด้วยว่าเด็กรุ่นใหม่ตอนนี้คิดแบบนี้ เขาก็ต้องเข้าใจด้วยเหมือนกัน
อย่างคุณแม่ผมเป็นคนที่ฟังโดยที่มีเหตุผล คือไม่ได้ใช้อารมณ์พูด ผมว่าบางทีตัวผมก็มีอารมณ์แบบหงุดหงิดบ้าง แต่ว่าส่วนมากจะไม่ค่อย คือถ้ามีเหตุผลที่ดีแล้วทุกคนในห้องเห็นด้วยก็โอเค ส่วนคุณป้าผมจริงๆ แล้วเขามีความคิดวัยรุ่นอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้ขนาดรุ่นเราเลย แต่ก็จะไม่ได้หัวเก่ามากๆ คือเวลาทำห้างฯ มันต้องปรับตัวตลอดเวลา เพราะมันไม่ใช่โปรดักส์เดียวที่ขายไปได้ตลอด มันต้องมีแบรนด์อะไรใหม่ๆ เข้ามาเขาเลยต้องอัพเดทเรื่องนี้ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว
กดดันในการทำงานไหม
กดดัน เพราะมันคือการกลับมาทํางานกับครอบครัว ยังไงก็กดดัน เพราะว่ามันคืออนาคตผมด้วย คือมันไม่เหมือนเราไปทำงานที่อื่นแล้วมันไม่สำเร็จก็ได้ แต่ถ้าผมเฟลทีหนึ่งคือมันกระทบอนาคตของผมและครอบครัวเลย มันเลยมีความกดดันตลอดเวลา แล้วรับมืออย่างไรก็โชคดีที่มีแฟนน่ารัก (ยิ้ม) อันนี้พูดตรงๆ เลย คือกลับบ้านไปมีแฟนที่น่ารักที่เข้ามาชวนผมคุย แล้วไม่ได้ทําให้ผมเครียดมันก็ผ่อนคลาย เลยสบายหน่อย
เพราะว่าเอาจริงๆ ผมเองเป็นผู้ชายคนโตในลำดับญาติ มันเลยทำให้เราฮึดสู้ด้วย แล้วเดี๋ยวรุ่นน้องๆ ก็จะเข้ามา อย่างน้องสาวผมอีกประมาณหนึ่งปีเขาก็จะเข้ามาทำแล้ว มันก็แฮปปี้มากขึ้น มีกำลังมากขึ้นว่ารุ่นเราเริ่มออกเสียง ออกความเห็น เริ่มตัดสินใจได้มากขึ้นก็เลยแฮปปี้ แต่ผมรู้ว่าผมโชคดีขนาดไหนที่เข้ามาแล้วได้ทํางานกับที่บ้านเลย
จริงๆ อยากทำธุรกิจกับครอบครัวตั้งแต่ต้นไหม
ก็ตอนเด็กๆ ไม่อยากนะ (หัวเราะ) ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นนักบินทหารเลย ตอนนั้นบ้ามาก แล้วโตมาอีกหน่อยก็ชอบเล่นกีฬา อยากเป็นนักบอล ก็เล่นเก่งระดับนึงแต่ไม่ได้ถึงระดับที่จะไปแข่ง จากนั้นผมก็เรียนด้านอินทีเรียมาด้วยเหมือนกัน เลยเข้าใจการออกแบบร้าน เรื่องเทสต์ แต่สุดท้ายแล้วผมก็รู้ว่าอย่างไรก็ต้องเข้ามาช่วย เพราะว่าครอบครัวเราค่อนข้างเล็กถ้าเทียบกับบ้านอื่น เราก็ช่วยๆ กันทำงาน ช่วยกันดูคนละแผนก ก็จะคุมงานได้
แล้วแพชชั่นจริงๆ อยากทำอะไร
จริงๆ อยากไป Backpack ทั่วโลกนะ เป็นอะไรที่ผมชอบทําอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวรอบโลก ไม่ได้ไปอยู่โรงแรม 5 ดาว ไปแบบลุยๆ อยู่ในแคมปิ้งในป่า ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเลยแต่แม่ไม่ให้ขี่นะต้องแอบเอา (ยิ้ม) แล้วตอนนี้มีจิงจิง (จิงจิง-ปริยพิญช์ ยู) อยู่ด้วยก็ไม่รู้ว่าจะรอดไหม เพราะเขาไม่ถนัดเอามากๆ
มุมมองที่มีต่อเดอะมอลล์กรุ๊ปเปลี่ยนไปไหม ระหว่างก่อน-หลังเข้ามาทำงาน
เปลี่ยนนะครับ ผมว่าเป็นเรื่องระบบภายในองค์กรเดอะมอลล์ จะค่อนข้างล้าหลังไปหน่อย ตอนนี้มันยังรวมศูนย์อยู่แบบทุกอย่างต้องวิ่งเข้าไปที่จุดเดียว ซึ่งผมว่ามันไม่ควรเป็นแบบนั้น ผมว่ามันต้องเป็นระบบที่ทุกคนสามารถตัดสินใจได้ ผมเชื่อมากๆ ว่าทุกคนที่เข้ามาทำงาน ทุกคนเก่ง มีความคิด มีการตัดสินใจที่ดีระดับหนึ่ง ผมว่าถ้าเขาไม่มีสิ่งเหล่านี้เขาจะไม่กล้ารับงานไปทำหรอก แต่นี่เขาสามารถรับงานไปทำได้ มันจะไปกระตุ้นด้วยว่านี่คือสิ่งที่เขาอยากทำเพราะมันเป็นโปรเจกต์ของเขา พอตอนนี้ทุกอย่างมันวิ่งเข้าจุดเดียว ผมว่ามันช้าแล้วอาจจะวนไปวนมาด้วย
ตอนนี้ก็พยายามจะปรับให้มันทำงานได้ดีขึ้น ในอนาคตเราก็จะมีการปรับแผนโครงสร้างการทำงานต่างๆ อยากจะขยายให้ไปไกลกว่านี้ ก็ถ้าในแผนระยะยาวสัก 10 ปี เราก็ต้องไม่นิ่งอยู่แล้ว นิ่งไม่ได้ห้างฯ มันจะตาย ก็ต้องหาอย่างอื่นทำด้วย เพราะว่าตอนนี้มันไม่ควรทํางานแค่จ๊อบเดียว มันต้องเข้าหลายๆ สาย อย่างการทำงานห้างฯ มันไปได้หลายสาย เพราะว่าเป็น Market Place คือมีทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ มีโปรดักซ์ที่น่าสนใจเยอะ เราต้องนำหน้าตลาดอยู่ตลอดเวลา คนทำห้างฯ ต้องแอคทีฟและรู้เทรนด์ของโลกตลอดเวลา แล้วก็อยากปรับองค์กรให้มันมาจาก Bottom up มากขึ้น
แยกระหว่างเรื่องครอบครัวกับเรื่องงานอย่างไร
บางคนทำไม่ได้ แต่ผมโชคดีว่าผมทำได้ (ยิ้ม) เวลากลับบ้านถ้ากับคุณแม่ ผมจะคุยเรื่องงานน้อยมาก เพราะว่าเขาอยู่ฝั่งเดอะมอลล์ ผมอยู่ฝั่งเอ็มสเฟียร์ด้วย เลยจะไม่ค่อยตีกัน ส่วนถ้าไปทริปครอบครัวก็จะไม่มีใครคุยเรื่องงานเลย ผมว่ามันต้องตัดให้ขาด เวลาพักก็ต้องพัก มันไม่ใช่ว่าผมไม่คิดเรื่องงานนะ แต่หมายถึงว่าต้องแยกออกว่าควรคุยเรื่องงานตอนไหน
คิดว่าจุดไหนในการทำงานที่เราจะพูดได้ว่าพอใจแล้ว
สําหรับผมตอนนี้ก็อยากทำให้ผู้เช่าทุกคนใน Em District ทุกคนแฮปปี้ ขายได้ดีๆ แล้วก็ดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา อย่างเอ็มโพเรียมเองมันยังเป็นเฟสที่คนยุคก่อนมาเดินเยอะ เพราะว่ามันเป็นลักซ์ชัวรีมอลล์แห่งแรกในไทย คนที่มาตั้งแต่ยุคนั้นก็ยังมายู่ทุกวันนี้ ซึ่งมันดีมากๆ ครับ แต่ผมก็อยากสร้างโปรเจ็คใหม่ๆ เพื่อจะดันคนรุ่นใหม่ให้มาเป็นท็อปสเปนเดอร์บ้าง ในระยะยาวก็อยากจะ Diversify ไปทำอย่างอื่น มีทางเลือกให้เราเติบโตมากขึ้น ใจผมรัก Em District มาก แต่สุดท้ายแล้วผมก็ต้องไปช่วยฝั่งเดอะมอลล์ด้วย ผมก็จะยังวางตัวให้อยู่ฝั่งนี้มากกว่า
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟสไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
The information in this article is accurate as of the date of publication.