ย้อนเวลามาเป็นพลิกชะตานางร้ายตัวประกอบในยุค60
ข้อมูลเบื้องต้น
ฉันเสี่ยวมี่ สาวน้อย เอ่อ ไม่น้อยแล้วสินะอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้วจ้า ได้ย้อนเวลาทะลุมิติมาอยู่ในจีน ช่วงยุคปฏิวัติที่เขาอิตๆกันในนิยายออนไลน์ในมือถือ อย่างงงๆ เอ่อ ไม่สิ! เอาใหม่ๆ คือว่า…
(เช็ดน้ำตาแปร๊บ) คือว่าฉันนั้นได้ย้อนเวลามาในช่วงก่อนยุคปฏิวัติของจีนเสียอีก (คืออะไรก๊าน?!)และถึงจะโชคดีมีช่องมิติตัวขายของนิยายย้อนยุคติดมาด้วย แต่ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย คืองงมากแม่! มาแบบจนแสนจนของจริง แล้วฉันจะพาชีวิตไปรอดไหมเล่า ท่านผู้โช้มมมมม
แล้วซวยต่อที่สองก็คือฉันได้มาอยู่ในร่างของเด็กหญิงอายุเพียง9ปีในนิยายเรื่องหนึ่งที่ฉันได้เป็นของแถมในกองหนังสือที่กองขายในตลาดคลองถมที่ฉันเดินประจำ
แต่นิยายเล่มนี้นั้นดันมีเนื้อหาขาดหายไปหลังจากที่อ่านไปจนน่าจะจบแล้ว ไหมนะ?นิยายมันกี่ตอนกันนะ เลยไม่รู้เรื่องตอนจบเลย เสียดายจริงๆ
แต่ที่ว่าซวยที่สุดก็คือฉันได้มาอยู่ในร่างของนางร้ายตัวประกอบ ที่มีจุดจบอันน่าสมเพช ตายห่าไปก่อนใครนะสิ แล้วยังดึงเอาน้องชายที่เป็นตัวร้ายอีกตัวตายไปด้วยอย่างน่าสงสาร
นางร้ายอะไร พ่อก็หาย ยายก็ตาย แม่ก็ตาย
แล้วตัวเองก็ตาย น้องชายก็ยังมาตายอีก เพราะ…
เพราะฝีมือพระเอกผู้คลั่งรักของนางเอกแสนสวยของเรื่อง เฮ้อ ฉันจะพลิกชะตาหนีเนื้อเรื่องแล้วใช้ชีวิตในฝันแบบปลาเค็มที่นอนสโลไลฟ์ไปวันๆได้ไหมละเนี่ย
แล้วฉันจะช่วยแก้ไขชะตาชีวิตที่น่าสงสารของคนครอบครัวนี้ได้หรือไม่
และฉันจะเอาตัวเองออกมาให้ไกลจากพระเอกนางเอกของเรื่องที่เป็นอภิมหาหายนะของชีวิตพ้นไหม
ยังต้องมาเสี่ยงกันวันต่อวันอีก! น่ากลัวชะมัด
แต่เอ๊ะ ทำไมตัวละครครบ เนื้อหาได้ แต่ช่วงเวลามันเปลี่ยนไปละเนี่ยนี่มันไม่ใช่นิยายยุค70แล้วนะ นี่มันยุค50 60 แล้ว!
แล้ว พระเอกของเรื่อง ทำไมถึงเอาแต่มาตามช่วยเหลือเอาใจฉันด้วยล่ะ
ฉันว่าเนื้อเรื่องในนิยายมันแปลกๆเกินไปแล้วนะ
โอ้ย!สับสน ไหนจะนิยายต้นฉบับ นิยายที่ยัยนางเอก(ตัวจริง?)ทะลุมิติมา ไหนจะพระเอกที่มีท่าทางแปลกนี่อีก
แต่นางเอกอะไร ร้ายจังวะ! น่าเขวี้ยงด้วยเปลือกทุเรียนจริงๆพับผ่าสิ!สตอเบอร์รี่เหลือเกิน
ว่าแล้วก็หนาวจังเลย ฉันไม่ชอบอากาศหนาวๆอย่างนี้เลย จริงๆ!
โอ้ย หนาวๆๆๆๆ
เสี่ยวมี่
“อ๊าย เจ็บชะมัดเลย ที่นี่ เอ้ย ที่ไหนกัน!”
ฉันที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปรอบๆ ห้องแต่ก็เจอกับหญิงสาว เอ่อ ก็ไม่นับว่าสาว แล้วก็ไม่นับว่าแก่ กำลังเช็ดตัวให้ฉันด้วยผ้าเก่าๆ พอๆ กับบ้านดินเก่าๆ นี่แหละ
บ้านดิน?
คืออะไรกัน!
“เสี่ยวมี่ของแม่ ลูกฟื้นขึ้นมาแล้ว”
ยิ้มออกมาด้วยน้ำตาที่แสนโศกเศร้าและเข้ามากอดฉันด้วยมือหยาบกระด้าง กับใบหน้าที่แสนอ่อนล้านั้น
“ลูก? แม่?”
ฉันมองผู้หญิงที่อายุไม่น่าเกิน30ปีคนนี้ แล้วได้เพียงสับสน นี่ฉันฝันอยู่หรือไง โอ้ย ปวดหัวจัง
“พี่สี่”
ฉันมองไปตามเสียงก็เห็นเด็กชายหน้าตามอมแมมในเสื้อผ้าเก่าๆ ที่มองฉันอย่างเป็นห่วงอยู่แต่ก็รีบซ่อนตัวไปข้างหลังผู้หญิงคนนี้ เมื่อฉันหันไปมองอย่างงงๆ
“แม่ครับ พี่สาวสี่เป็นอะไรครับ ทำเหมือนจำเราไม่ได้แปลกๆ”
เด็กน้อยหน้าตาน่ารักถามแม่ของตน เมื่อเห็นพี่สาวคนเดียวแต่เป็นพี่สาวคนที่สี่ของตระกูลเว่ยของเราทำท่าทางแปลกไปจากเดิมมากจริงๆ
“หรือเป็นเพราะที่พี่สาวใหญ่กับพี่รองผลักพี่สาวสี่ล้มหัวฟาดพื้นครับแม่”
ฉันได้แต่ฟังเด็กน้อยคนนั้นที่ใบหน้ามอมแมมแล้วยังผอมกะหร่องพูดถามออกมาด้วยความเป็นห่วง โถ เอ็นดู เด็กหนอเด็ก
“ว่าแต่ อะไรนะ หัวฟาดพื้น!?”
ฉันเห็นถึงความลำบากใจของผู้หญิงคนนี้ เมื่อฉันพูดออกมา แล้วเอามือจับหัวที่เจ็บๆ และมีรอยหัวแตกอยู่
แต่ มือหรือแง่งขิงก่อน? มือเล็กจังเหมือนมือเด็กเลย
เด็ก? เด็กอย่างนั้นหรือ หมายความว่ายังไงกัน
นี่มันคงไม่ใช่เป็นความฝันนะ หัวก็เจ็บจริง หัวใจก็เต้นจริงๆ นี่นา ใจเย็นเว้ย!อีมีมี่ แกคงฝันไปแน่ๆ แต่…ลองถามไปก่อนแล้วกัน ว่ากำลังฝันเรื่องอะไร
“ที่นี่คือที่ไหนหรือคะ?”
“สะ เสี่ยวมี่ ทำไมลูกถึง เอ่อ นี่ลูกจำอะไรไม่ได้เลยหรือลูก”
“ฉัน จำไม่ได้ค่ะ อุ้ย จ๊อกๆๆ (เสียงท้องร้อง) เอ่อคือ น่าขายหน้าชะมัดเลย”
“แม่ พี่สาวสี่หิวครับ”
“แม่รู้แล้ว แม่จะไปขอข้าวจากคุณย่ามาต้มให้เสี่ยวมี่กิน เจ้าเจ็ด ลูกอยู่ดูแลพี่สาวสี่นะลูก”
“ครับแม่”
เมื่อผู้หญิงคนนั้นเดินออกไปแล้ว เด็กชายตัวน้อยที่อายุสัก4-5ปี แต่ท่าทางแก่แดดคนนี้ก็ไปนังแอบไกลๆ อยู่ตรงมุมห้องนั่งมองฉันอยู่ อย่างไม่กะพริบตา
แบบว่าแอบจ้องกันไป แล้วก็แอบจ้องกันมา ความสัมพันธ์ไม่ค่อยชัดเจน?
แล้วไม่นานฉันก็ปล่อยวาง เพราะเดี๋ยวฉันก็ตื่น ก็คงไม่ได้มองกันแล้ว อยากมองก็มองไปเลย ไม่ว่ากัน
แล้วฉันเองก็ไม่ได้สนใจอะไร เพียงเพราะเอาเวลาทั้งหมดของตนไปสับสนตัวเองอยู่นี้ วนเวียนอยู่ในสมองไปมา
ก็เลยไม่มีเวลาไปสนใจใครแล้วจริงๆ
ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นี่มันจะไม่น่าเชื่อไปหน่อยหรือ ทำอย่างกับมันเป็นซีรีส์หรือนิยายออนไลน์ที่คนเหงาๆ เขาอ่านกัน (รวมถึงฉันด้วย ร้องไห้ได้ไหม!)
ไม่จริงหรอกจริงไหม สติ ต้องตั้งสติก่อน ใช่ต้องดึงสติตัวเองให้ได้ก่อน โอ้ย! เจ็บหัวชะมัด นี่ไม่ต้องพิสูจน์ด้วยการหยิกตัวเองเหมือนฉากในนิยายทุกเรื่องก็รู้เลยว่าเจ็บจริง แม่งเอ้ย! ดึงแรงด้วย
เฮ้อ! ตระกูลเว่ยอย่างนั้นหรือ ทำไมมันคุ้นๆ จังเลยนะ เหมือนนิยายเล่มเก่าๆ เรื่องล่าสุดที่ฉันไปได้มาฟรีๆ จากร้านขายหนังสือเก่าที่ตลาดคลองถมเมื่อวันก่อน เล่มนั้นจัง
แล้วฉันก็ดันเก่ง ฟังแล้วก็พูดจีนได้เหมือนเจ้าของภาษาเลย ดีจริงๆเกินคาดจากที่เรียนมามากจริงๆ
เฮ้อ โลกมันก็บังเอิญอย่างนี้ละนะ ขนาดฝันยังฝันวนๆ แต่แซ่คนจีนมันก็ซ้ำๆ กันอย่างนี้แหละ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง
ฉันนอนหลับตาคิดถึง เมื่อสักอาทิตย์ก่อนนั้น ตนที่เข้ามาทำงานในเมืองโดยเป็นงานออฟฟิศธรรมดา เช่าคอนโดเล็กๆ อยู่ไม่ไกลรถไฟฟ้าเพียงนั่งพี่วิน20บาทเท่านั้น
รายได้เมื่อก่อนเริ่ม35000กว่าบาทไม่รวมโอที คือได้งานดีมากจริงๆ กินข้าวกล่อง ข้าวแกง กาแฟข้างทางเอา ถึงจะมีเงินเก็บส่งให้ตากับยายที่บ้านต่างจังหวัด ทั้งที่ท่านบอกว่าไม่ต้อง (ท่านใจดีมาก)
ใช่ ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่ตากับยายรับเลี้ยง เพราะมีพ่อแม่ใจร้ายห่อผ้ามาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านท่าน ที่อัมพวา
และท่านที่ไม่มีลูกหลานจึงรับฉันมาเลี้ยงดูอย่างดีเท่าที่พวกท่านจะเลี้ยงได้ และยังส่งเสียให้ฉันเรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัยในคณะวิทยาการการจัดการ ซึ่งก็ได้มาทำงานทันทีหลังจากที่เรียนจบ ซึ่งนับว่าโชคดีมาก เพราะสมัยนี้งานมันหายากมากนั่นเอง
แต่ก็อย่างว่าแหละ ฉันจบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งนี่นา เก่งใช่ไหมล่ะ
ฉันก้มหน้าก้มตาทำงานมานานหลายปีตั้งแต่เรียนจบ จนได้ขึ้นเป็นรองผู้จัดการในวัยเพียง27ปี เพราะไม่มีแฟนหรือคนรัก จึงมีเวลาทุ่มเทกับงานได้อย่างเต็มที่
ถามว่าเคยมีคนรักหรือคนมาจีบไหม มันก็มี แต่มันไม่คลิกกันพอ
ก็ผู้ชายไทยอะนะ เอาอะไรมาก อย่างสมัยเรียนมีรุ่นพี่มาตามจีบ ก็เป็นเสือผู้หญิงหวังจีบแล้วฟันเล่นๆ ตามประสาวัวห้าวเสือติดสัด ซึ่งฉันก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจใคร
พอมาเจอคนดีๆ พ่อแม่เขาก็รับว่าที่ลูกสะใภ้ต่างจังหวัดจนๆ (ก็ไม่ถือว่าจนนะ) หน้าตาฐานะเข้ากันไม่ได้ ก็เลิกรากันไปตามระเบียบ ซึ่งฉันก็ไม่ได้แคร์อะไร
พอมาทำงานก็เจอแต่พี่ที่ทำงาน ที่มีลูกมีเมียกันแล้ว จะให้มากิ๊กกั๊กอะไรกันอีกไร้สาระ
ฉันจึงตั้งใจไว้ว่าถ้าหาไม่ได้ดี ก็จะไม่แต่งงาน ไม่เอาใครมาเป็นภาระทั้งนั้น ปล่อยจอยกันไป
ฉันอยู่คนเดียวได้สบายมาก ถ้าเหงาจริงๆ ก็ดูหนังฟังเพลงอ่านหนังสือก็เท่านั้น
วันหยุดที่ไม่มีงานจริงๆ (เพราะบางกรณีถูกเรียกตัวด่วนด้วยเพราะเป็นคนเรียกตัวง่ายที่สุด) เจ้านายรักและพอใจฉันมากทีเดียว
ท่านประธานใหญ่ใจดีมาก ขนาดเป็นคนจีนที่มาแต่งงานกับภรรยาคนไทยนะ ฉันถึงได้ต้องไปเรียนภาษาจีนเพิ่มจนพูดฟังอ่านเขียนได้ในระดับสื่อสารได้ เพื่อเงินเดือนที่ขยับขึ้นทุกเดือนๆ ของฉัน
ฉันอยู่ห้องเปิดแอร์ฉ่ำๆ แล้วเข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือ ฉันก็มีความสุขมากแล้วจริงๆ
ตอนนี้เงินเดือนก็ขึ้นแตะหลัก60000รวมโอทีแล้วเมื่อเร็วๆ นี้เพราะความสามารถล้วนๆ ไม่ซื้อรถ ไม่ดาวน์ ไม่ผ่อน ไม่ซื้อคอนโดหรือบ้านหรืออะไรเลย เพราะไม่อยากมีภาระหนี้สิน
เพราะสุดท้ายตนก็จะกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดของคุณตาคุณยายในบั้นปลายชีวิตอยู่ดี
ยังไงฉันก็ต้องไปอยู่เป็นเพื่อนยาย เพราะคุณตาแกขอบวชเพื่อศึกษาพระธรรมตั้งแต่ฉันจบมหาวิทยาลัย ยายเองก็เหมือนคนไทยในชนบททั่วไปก็คือยินดีและอนุโมทนา และยังตักบาตรทำบุญทุกวันส่งเสริมคุณตาทุกอย่าง ตามสายบุญของแก
ที่บ้านของยายเป็นสวนมะพร้าว ซึ่งทุกครึ่งเดือนจะมีแม่ค้าซึ่งเป็น ลูกค้าเจ้าประจำมารับซื้อโดยมีคนมาขึ้นเก็บมะพร้าวให้เอง
ยายเพียงไปดูและรับเงินเท่านั้นเพราะค้าขายกันมานาน ไว้ใจกัน และเชื่อใจกันดี นอกจากนี้ก็เพียงจ้างคนงานมาใส่ปุ๋ยและลอกคลองในสวน และถางหญ้าให้เท่านั้น
ฉันเองก็ส่งเงินให้ท่านทุกเดือน ถึงแม้ท่านจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตาม
แต่ก็อย่างว่า มันเป็นความตั้งใจของฉันที่อยากมีส่วนดูแลท่านทั้งสองคนที่มีพระคุณกับฉันให้มากที่สุดเท่านั้น
ทำงานมาหลายปีก็มีเงินเก็บส่วนหนึ่งไม่ได้ลำบากอะไร แต่ก็ยังคงงกเหมือนเดิม อะไรที่ไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อ ไม่ใช้
นอกจากกระเป๋าถือดีๆ สีเรียบๆ อันเดียวกับรองเท้าดีๆ ที่ไว้ใส่ทำงานคู่กับชุดทำงานราคาไม่แพงนัก แต่ก็ต้องดูให้เหมาะสมกับกาลเทศะของงานเพียงเท่านั้น
พูดถึงในความฝันที่เจ็บจริงไม่อิงนิยายนี้แล้ว
น่าแปลกที่ฉันเองก็ชื่อมีมี่ เหมือนที่ผู้หญิงในความฝันนี่ ที่เอ่อ ไม่น่าจะวัยที่ใกล้ๆ กับฉันในชีวิตจริงของฉันหรอกนะ
เพราะเด็กหญิงเสี่ยวมี่วัยเก้าปี หลานสาวผู้หญิงลำดับที่สี่ของบ้านตระกูลเว่ยสายหลักนี้ยังเด็กมาก
แล้วก็มาจากลูกชายที่สองของบ้านตระกูลเว่ย ในบรรดาลูกชายถึงห้าคน คุณพ่อของเสี่ยวมี่ในนิยายเรื่องนี้ จึงเป็นเจ้ารองของบ้านตระกูลเว่ยที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ฉันไม่รู้จัก!
“
ไม่มีอะไร
ฉันที่พล๊อยหลับไป ก็ถูกดูดเข้าไปในห้วงความทรงจำเดิมของเด็กน้อยวัยเพียงเก้าปีนี้ที่ชื่อเสี่ยวมี่ (เหมือนชื่อเล่นเดิมของฉันเลย)
ในความทรงจำคือ คุณพ่อเว่ยเสียงนั้นไปเป็นทหารตั้งแต่ยังหนุ่มๆ และท่านได้รักใคร่กับคุณแม่จางจือ ที่เป็นลูกสาวของนายพรานป่าบ้านติดชายเขาท้ายหมู่บ้าน ที่มีฐานะยากจน แต่มีความสามารถด้วยหมอยาจีนด้วย
ทั้งๆ ที่นายทหารที่มีอนาคตมีเงินเดือนประจำทุกเดือนดังข้าวชามเหล็กเลยทีเดียว จึงมีหญิงสาวในหมู่บ้านมากมายหมายปอง ส่งแม่สื่อมาติดต่อที่บ้านตระกูลเว่ยจนเรียกได้ว่าหัวกระไดแทบไม่แห้งเลยทีเดียว
แต่คุณพ่อเว่ยเสียงก็ยืนยันที่จะแต่งคุณแม่จางจือเข้าบ้านจนได้ ท่ามกลางความไม่พอใจของพ่อแม่ปู่ย่าและพี่น้องในตระกูล เพราะบ้านตระกูลเว่ยนั้นถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ มีหน้ามีตา และมีฐานะพอสมควรกว่าหลายครอบครัวในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้นับว่าเป็นเศรษฐีอะไร
และคุณพ่อก็ได้เรียนหนังสือจบชั้นมัธยมปลายก่อนที่จะได้เข้าร่วมกองทัพด้วย และได้ส่งเงินมาที่บ้านทุกเดือนไม่ได้ขาด
พอแต่งเอาสะใภ้คนจนเข้ามา สินเดิมอะไรก็แทบไม่มีอะไรติดตัวมามากนัก ถึงแม้จะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านก็ตามเพราะคุณแม่ของจางจือนั้นล้มป่วยมาหลายปี หมดเงินไปกับค่ารักษามาตลอด
แต่เพราะความรักพวกท่านก็ยืนกรานที่จะอยู่ร่วมกัน และมีเสี่ยวมี่หรือชื่อเต็มคือเว่ยมีมี่ กับเสี่ยวโม่ เว่ยโม่เฉิงน้องชายขึ้นมา
แต่เพราะพ่อต้องไปเข้าร่วมกองทัพเพื่อเป็นทหาร กลับบ้านมาได้เพียงปีละครั้ง และแม่จางจือก็คลอดลูกคนแรกหลังจากแต่งงานถึงสามปีเป็นผู้หญิง
ท่านจึงถูกพี่น้องในตระกูลเว่ยดูถูกมาโดยตลอด โดยที่แม่จางจือไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับผู้เป็นสามีเลย
ส่วนเรื่องเงินนั้น ก็เป็นไปตามธรรมเนียมเก็บเข้ากองกลางหรือกงสีทั้งหมด โดยคุณย่าเว่ยเป็นคนจัดการเรื่องในบ้านทุกอย่างเป็นอำนาจสิทธิ์ขาด
คุณย่าเว่ยท่านเป็นผู้มีความสามารถมาก ท่านมีลูกชายถึงห้าคน และลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วทั้งหมดสี่คน รวมเป็นเก้าคน มีที่ดินทำกินถึงร้อยหมู่ บ้านก่ออิฐถือปูนมุงกระเบื้องใส่เหล็กหน้าต่างกันขโมยอย่างดี ตามอย่างคนมีฐานะดีตระกูลหนึ่งของหมู่บ้านหลังจากที่คุณพ่อเว่ยเสียงที่เป็นลูกคนรองเข้าร่วมกองทัพ
“เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ในนิยายจีนยุคปฏิวัติ เขาทำนารวมกันไม่ใช่หรือ แล้วนี่มันยุคไหนกัน ทำไมถึงได้ยังมีที่นาส่วนตัวกันอยู่”
ฉันที่ยังอยู่ในความทรงจำของเด็กเสี่ยวมี่นี้ก็ได้แต่เพียงแปลกใจ เพราะดูจากการแต่งตัวแล้ว ก็ไม่ได้โบราณเป็นหนังจอมยุทธอะไรพรรณ์นั้นนี่นา ก็ดูว่าเป็นยุคใกล้กับยุค70อยู่
บางคนก็มีนาฬิกาข้อมือใส่ด้วยซ้ำ และบ้านตระกูลเว่ยของเรากับบ้านหัวหน้าหมู่บ้านก็มีจักรยานขี่แล้วด้วยซ้ำ แว่นสายตาสั้นของคนมีฐานะก็มี ที่บ้านตระกูลเว่ยเองยังมีวิทยุอีกด้วย นี่มันอะไรกัน?
นี่มันยุคไหนกันแน่
แต่ก่อนที่ฉันจะสับสนกันไปมากกว่านี้ ก็เห็นภาพตัดไปวันที่คุณย่าเว่ยนั้นทำแป้งไส้เนื้อให้ครอบครัวลุงใหญ่กินที่บ้าน ขณะที่ทุกคนออกไปทำงานที่ไร่นากัน
เสี่ยวมี่จึงเข้าไปขอกินด้วย จึงถูกพี่สาวใหญ่ที่เป็นพี่ อายุมากกว่าแค่เพียงสี่ปีตี แต่พอเสี่ยวมี่สู้กลับ ก็ถูกพี่สาวรองมาช่วยผลักจนตนส้มหัวฟาดโม่หินจนหมดสติไปกับที่หัวเลือดแตก จนหยุดหายใจไป
แต่แล้วสุดท้ายคุณแม่จางจือก็ถูกเรียกมาตำหนิอีกจนได้ หลังจากที่กลับมาแล้วร้องไห้สงสารลูกของตนที่นอนไร้ลมหายใจอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร
คนบ้านนอกอย่างที่นี่ ไม่ใช่ว่าจะกินเนื้อตอนไหนก็ได้เสียเมื่อไร การที่เด็กเสี่ยวมี่นั้นอยากกินแป้งทอดไส้เนื้อก็เป็นเรื่องปกติ แต่ทำไมต้องแอบซ่อนเพื่อทำกินอย่างนี้ด้วยล่ะ
อ้อ คงเป็นเพราะพี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองลูกของลุงใหญ่ที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมที่อำเภอกลับบ้านมาสินะ
ในความทรงจำของเสี่ยวมี่นั้นรับรู้ว่าพี่ชายใหญ่กับพี่ชายรองนั้นเป็นความหวังของบ้านตระกูลเว่ย ที่จะได้มีโอกาสสอบเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และได้ทำงานดีๆ มีหน้ามีตาในอนาคตข้างหน้า
แต่ยุคปฏิวัติเขามีการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยด้วยหรือ แปลกจริง! โอ้ย อีมี่ แกจะสงสัยทุกเรื่องไม่ได้นะแก!
แล้วนอกจากคุณแม่จางจือจะถูกรังเกียจและรังแกจากคนในตระกูลแล้ว เพราะคุณย่าเว่ยไม่ชอบคุณแม่ (ที่ฐานะเดิมยากจน)
ก็พลอยไม่ชอบเสี่ยวมี่กับน้องชายเสี่ยวโม่ด้วย
แล้วยังมามีเรื่องที่จู่ๆคุณพ่อก็ขาดการติดต่อและไม่ส่งเงินมาครึ่งปีแล้ว ครอบครัวบ้านรองของเราจึงถูกดุด่าใช้งานมากกว่าเดิมอีก
ไหนแม่จะทุกข์ใจเรื่องพ่อที่ติดต่อไม่ได้มานาน ทั้งถูกคุณย่ากับพี่น้องตระกูลเว่ยรังเกียจ ลูกหลานคนอื่นก็มักจะกลั่นแกล้งเสี่ยวมี่ กับเสี่ยวโม่ด้วย
ซึ่งเสี่ยวมี่นั้นก็นิสัยไม่ดีนัก ชอบขโมยของกิน (บางที่ก็นะ เด็กอะนะ ไม่อิ่มก็ขโมย แอบกินของในบ้านก็มันหิวนี่นา) บ้างก็ทะเลาะกับคนนั้นคนนี้ในบ้าน และยังขี้เกียจมากด้วย
คุณแม่จางจือ จึงมีเรื่องให้คิดมากกว่าเดิม
วันนี้เองคุณแม่ก็ถูกเรียกไปตำหนิอีกแล้ว ช่างน่าสงสารจริงๆ
ขณะที่ฉันนั้นนอนเคลิ้มๆ ล่องลอยอยู่ในความทรงจำของเด็กน้อยเสี่ยวมี่อยู่ ก็ได้ยินเสียงแทรกเข้ามา
“ฉันไม่มีเงินให้หล่อนไปตามหมอดีๆ มารักษามันหรอกนะ เด็กผู้หญิงเหมือนส้วมหน้าบ้าน ตายไปเสียได้ก็ดี ฉันไม่รักษาเอาหรอกนะ”
“โธ่คุณแม่คะ ฉันขอร้องแหละค่ะ เสี่ยวมีหัวแตกคงเจ็บมาก ไม่มีคนไปตามฉันที่นาเลย ฉันเพิ่งกลับมาเห็นลูกเป็นอย่างนี้ ฉันกลัวว่าเสี่ยวมี่จะเป็นอะไรไปค่ะคุณแม่”
“มันก็ฟื้นขึ้นมาแล้วนี่ ฉันไม่ให้ แค่มาขอข้าวไปต้มให้มันเพื่อบำรุงนี่ก็เกินไปแล้ว คนเกียจคร้านอย่างมันไม่ควรได้กินเลยด้วยซ้ำ”
“โธ่ คุณแม่คะ ฉันขอร้องแหละค่ะ”
“มัวแต่คร่ำครวญอะไรอยู่อีก รำคาญ ไป!ไปให้ไกลหน้าฉันเดี๋ยวนี้นะจางจือ ไม่งั้นอย่างหาว่าฉันไม่เตือน”
“นั่นเสียงใครน้องเจ็ด”
“เสียงคุณย่าครับพี่สาวสี่”
“อ้อ ดูทรงร้ายกาจน่าดู น้องเจ็ดอยากออกไปหรือ”
“ครับ พี่สาวสี่ ผมอยากไปตามคุณตามาดูอาการพี่สาวสี่ครับ”
“คุณตา?อ้อ ท่านเป็นหมอยาสินะ ไปสิ พี่อยู่ได้”
“ครับ”
แล้วน้องเจ็ดเสี่ยวโม่ก็เปิดประตูค่อยๆ ออกไป
“คุณแม่อยู่ที่นี่อย่างยากลำบากจริงๆ”
คุณแม่? คุณแม่อย่างนั้นหรือ นี่ฉันยอมรับหมดใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่สินะ เฮ้ย สรุปนี่มันไม่ใช่ความฝันจริงๆอย่างที่ฉันหลอกตัวเองสินะ โธ่ ถัง!
เฮ้อ ทำใจโว้ย มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ นี่ ฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว ฉันก็ควรจะยอมรับมันให้ได้ แต่เด็กหญิงอายุเพียงเก้าปีนี้ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนกัน ถ้าไม่มีตัวช่วยอะไรเลย
มีแต่จะพากันอดตายกินลมตะวันออกเท่านั้นจริงๆ
ฉันที่คิดไปอย่างนั้น ก็พอดีมองไปที่ฝ่ามือเพื่อหาช่องมิติที่ควรจะมีอย่างในนิยายเรื่องอื่นๆ ที่เคยอ่านมา
และ…
มันก็มีจริงๆ ด้วย แต่…
ที่น่าช๊อคกว่านั้นคือ มันเป็นช่องว่างเปล่าๆ ไม่มีอะไรเลย มีไม่จริงๆ ส่องดูทุกซอกทุกมุม ก็ไม่มีอะไรเลยจ้า ยกเว้นบ่อน้ำพุเล็กๆ กลิ่นหอมสดชื่นโง่ๆ นั่นอันเดียว
เอ่อ คือ มีไว้ทำไมก่อนจะให้กินแต่น้ำหรือไง แล้วของกินของใช้ล่ะ ไม่มีเลยหรือไง พระเจ้าจอร์ส!
หวานรักปักใจของคุณชายคลั่งรัก
ที่บ้านตระกูลจาง
“ว่ายังไงนะ เจ้าเจ็ด เสี่ยวมี่ล้มหัวฟาดโม่หินในบ้านหัวแตกเลยหรือ”
“ครับคุณตา เสี่ยวโม่แอบได้ยินว่าพี่สาวใหญ่กับพี่สาวรองช่วยกันผลักพี่สี่ เพราะพี่สาวสี่ไปขอกินแป้งจี่ไส้เนื้อที่คุณย่าทำให้ครอบครัวลุงใหญ่กินเป็นพิเศษครับ”
“ตายจริง!”
คุณยายจางอุทานออกมาอย่างตกใจอีกครั้ง ใช่ อีกครั้ง เพราะตระกูลเว่ยนั้นลำเอียงทุกอย่างให้ครอบครัวเจ้าใหญ่บ้านต้าเว่ยมากกว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือของกินของใช้
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีปัญหากัน แต่ครั้งนี้มันออกจะหนักหนามากเกินไปหน่อย ยิ่งเจ้ารองเว่ยเสียงหายไปติดต่อไม่ได้อย่างนี้ จางจือลูกสาวของตนก็คงตกที่นั่งลำบากไม่น้อยเลยจริงๆ ที่จะมีชีวิตอย่างสงบในตระกูลเว่ยนั้น
“ฉันอยากไปดูหลานค่ะ”
คุณยายรีบจับมือหลานชายของตนที่มาตามเพื่อที่จะรีบออกไปดูอาการของหลานสาวของตนที่บ้านตระกูลเว่ยด้วยความร้อนใจ
“ไปเร็วสิตาเฒ่า หลานเสี่ยวมี่คงจะเจ็บมาก”
“เดี๋ยวก่อนครับ คุณแม่”
“มีอะไรหรืออาเซียว”
คุณยายรีบหันไปถามชายหนุ่ม อดีตเด็กชายที่ตนกับสามีรับเลี้ยงมาเมื่อ15ปีก่อนในฐานะลูกชายบุญธรรม ที่พลัดหลงมาอยู่กลางป่า ในระหว่างที่ตนกับสามีไปเก็บหาของป่าในเขตป่าติดต่อระหว่างป่าเขตเมืองไปขาย
ดีที่สามีของตนนั้นพอมีวิชาหมอยาจีนโบราณและวิชาฝังเข็มที่สืบทอดกันมา ตนกับสามีที่ไร้เงินทองจึงสามารถเลี้ยงเด็กชายตัวน้อยตอนนี้ สูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลากว่าใคร และกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมตอนปลายที่โรงเรียนในอำเภอ ด้วยทุนทรัพย์ของตนรวมถึง (เงินในห่อผ้าที่ติดตัวของอาเซียวมา)และ การสอบชิงทุนของเศรษฐีในเมือง ด้วยหวังที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอนาคตด้วย
“คุณแม่บุญธรรมจะไปบ้านตระกูลเว่ยทั้งที จะไปมือเปล่าไม่ได้ครับ”
“ไม่ได้หรือ แล้วอาเซียวจะให้แม่บุญธรรมไปอย่างไรเล่า”
“ผมได้กระต่ายมาสองตัว ผมจะแบ่งไปให้บ้านป้าอ้วนข้างบ้านให้ไปช่วย ไม่อย่างนั้นพี่สาวจางจือจะถูกรังแกเอาอีกครับ”
“จริงด้วยสินะ อย่างไรมีพรรคพวกไปหน่อยถึงจะดี”
“ครับคุณแม่บุญธรรม”
ดังนั้นอาเซียวจึงได้ถือเอากระต่ายป่าที่ตนเพิ่งไปล่ามาได้เดินไปข้างบ้าน ซึ่งก็คือบ้านของป้าอ้วน หญิงปากจัดของหมู่บ้าน และได้บอกเหตุผลไปทั้งหมด ว่าจะให้ช่วยอย่างไร
และไม่นานป้าอ้วนก็ยินดีที่จะมาช่วยโดยพาลูกสะใภ้และหลานชายของตนไปด้วยอีกสองคน
และเมื่อไปถึงต่างก็ได้เข้าไปเยี่ยมอาการของเสี่ยวมี่ในห้อง ด้วยสายตาที่ถูกจับจ้องมาของคนบ้านตระกูลเว่ย
“อะไร คนเจ็บหนักถูกผลักจนสลบได้กินเพียงข้าวต้มจางๆ หึ คงได้ตายไปจริงๆ อย่างนี้หลานสาวใหญ่กับหลานสาวรองบ้านเว่ยก็จะเป็นฆาตกรฆ่าคนตายสินะ”
ป้าอ้วนเริ่มพูดก่อนเมื่อได้รับสัญญาณจากอาเซียว เด็กหนุ่มน้อยวัย17ปี ที่มาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ดูเหมือนมีรังสีอะไรบางอย่างให้ผู้คนรู้สึกเกรงใจและเกรงกลัวอยู่ในที
“จะตายได้ยังไง เมื่อครู่นังเสี่ยวมี่มันยังพูดได้อยู่เลย”
ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวออกมาอย่างไม่ยอมเหมือนกัน
“แล้วถ้าไม่ตื่นล่ะ หรือถ้าตื่นมาไม่เหมือนเดิมล่ะ จะให้ไปแจ้งทางการให้คนของทางการมาจับไปสอบสวนหรือไม่เล่า”
“จะบ้าเหรอเรื่องของคนในตระกูลเดียวกันทั้งนั้น จะไปถึงทางการได้ยังไง”
“นั้นสินะ ตระกูลเดียวกันที่มีคนอยู่รวมกันถึงห้าครอบครัว แต่ครอบครัวลูกชายคนโตได้กินแป้งจี่ไส้เนื้อหอมฉ่ำวาวเพียงครอบครัวเดียวแต่ครอบครัวอื่นที่ล้วนทำงานหนักกลับได้เพียงกินลมตะวันออกไปวันๆ
พอหนูเสี่ยวมี่ที่น่าสงสารนั้นร้องขอกินด้วยสักเพียงคำก็ถูกคนใจร้ายทุบตีจนหัวฟาดหินโม่แป้งปางตาย
แต่ก็ทิ้งไว้ไม่ดูดี จนผู้เป็นแม่เลิกงานในไร่นามาเห็นสภาพที่น่าอนาถอย่างนี้ หึ นี่หรือตระกูลเว่ยที่เป็นตระกูลเก่าแก่ของหมู่บ้านเรา
ช่างไร้คุณธรรมยิ่งนัก เสียดายที่เจ้ารองเว่ยเสียงผู้พ่อไปทำงานเข้าร่วมกองทัพเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อส่งเงินกลับบ้านมาตลอด
แต่ลูกเมียอยู่บ้านกลับอยู่กินอย่างแสนลำบาก เจ้าข้าเอ๋ย มาดูเอาเถิดว่าเป็นอย่างไร ผัวทหารไปทำงานแต่ลูกเมียถูกข่มเหงในบ้านแทบตาย เจ้าข้าเอ้ย”
ฉันที่เพิ่งรู้สึกตัว เพราะได้ยินคนพูดเสียงดัง ก็ทันเห็นการขยิบตาให้กันของเด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่ที่ให้สัญญาณกับผู้หญิงอ้วนคนนั้น และมองสบตาตนเหมือนส่งสัญญาณให้นอนหลับตาต่อไป แม่! ฉันตกใจแทบลืมหายใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ทำไมใจมันสั่น มือไม้อ่อนแรง เหมือนจะหายใจไม่ออกอย่างนั้น กลัว! ฉันไม่ชอบผู้ช่ายคนนี้เลย
ฉันเห็นแล้วก็พอเข้าใจเจตนาของเด็กหนุ่มหน้านิ่งคนนั้นดี จึงค่อยๆข่มตา แล้วหลับตาลง ทำเหมือนไม่ได้สติต่อไป
จนคุณย่าเว่ยนั้นรีบมาลากดึงป้าอ้วนคนนั้นกับคนอื่นๆ ออกไปคุยกันแล้วเพื่อไม่ให้ตะโกนเสียงดังให้อายชาวบ้านเขา ฉันถึงได้ลืมตาขึ้น
เด็กหนุ่มที่คุณตานั้นรับเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม อาเซียว
เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมมันคุ้นๆ จังเลย
เอ๊ะนี่มัน…
เว่ยเลี่ยงหลง? ตระกูลเว่ย ตระกูลจาง อาเซียว… จางเซียว เซียวอี้หนิง!หรือพี่นิ่งขวัญใจสาวๆ พระเอกสุดโหดของนิยายเรื่อง หวานรักปักใจของคุณชายคลั่งรัก
เหี้ย!ฉิ…ฉิบหายแล้ว
มันหมายความว่ายังไง
มายก๊อตตต!! ฉันกำลังอยู่ในนิยายเล่มนั้นนี่จริงๆแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วใช่ไหม?