โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

"สมคิด" ชงตั้ง "ไทย-สหรัฐ ซิลิคอนวัลเลย์" ใน EEC ให้สิทธิพิเศษ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 ก.ค. 2563 เวลา 02.17 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2563 เวลา 07.59 น.

“สมคิด” หารือทูตสหรัฐ เสนอตั้ง “ซิลิคอนวัลเลย์” ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พร้อมให้ BOI จัดทำแพ็กเกจพิเศษดึงดูดการลงทุนจากสหรัฐ โดยเฉพาะ ด้านบริการ-การศึกษา ต้องการเห็นสถาบันวิจัย-มหาวิทยาลัยชั้นนำสหรัฐเข้ามาลงทุนในไทย ด้านทูตสหรัฐเชื่อไทยพร้อมเป็นซัพพลายเชนสำคัญในภูมิภาคนี้เชื่อมต่อตลาดสหรัฐ พร้อมยื่นหนังสือข้อเสนอแนะ 6 ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนสหรัฐสนใจ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับ H.E. Mr.Michael George DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยได้แจ้งทูตสหรัฐว่าประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมภาคบริการและอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งไทยสนใจที่จะให้สหรัฐเข้ามาลงทุน “ฝ่ายไทยได้เสนอว่า ควรจะมีการจัดตั้ง Thai-American Silicon Valley และให้สหรัฐจัดทำแพ็กเกจพิเศษเพื่อขอส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ซึ่งไทยสามารถที่จะเป็นฐานทั้งศูนย์กลางการผลิต ภาคบริการ และภาคการเงินของภูมิภาคได้ รวมทั้งในส่วนของการบริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านนี้ จึงอยากให้สหรัฐเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย” นายสมคิดกล่าว

ทั้งนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และได้มอบนโยบายให้ BOI ไปดำเนินการ เพื่อให้สิทธิพิเศษกับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ทางด้านบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษา ต้องการสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ให้เริ่มมาลงทุนในประเทศไทย เพราะเชื่อว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางของวิทยาการในภูมิภาคนี้ ส่วนเรื่องของตลาดเงิน-ตลาดทุนไทยก็ไม่แพ้สิงคโปร์

“ผมบอกท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐไปว่า ผมอยากให้อเมริกาโฟกัสประเทศไทยเป็นการพิเศษ เพราะเราเชื่อว่า ในขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ CLMVT ซึ่งเป็นเมนแลนด์ของอาเซียน และในปีหน้าโครงการ EEC ทั้งหลายจะเริ่มสมบูรณ์ เราสามารถที่จะเชื่อมโยงกับประเทศอีกหลายประเทศในบริเวณใกล้เคียงในขณะเดียวกันตลาดเงินตลาดทุนของเราก็มีความแข็งแรงอย่างยิ่ง”

ด้าน H.E. DeSombre กล่าวภายหลังการเข้าพบว่า ได้พูดคุยกันถึงแนวการทำงานร่วมกันระหว่างสหรัฐกับไทยในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของไทยให้มีความเข้มแข็ง และส่งเสริมให้นักลงทุนของสหรัฐเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เชื่อว่าประเทศไทยมีความน่าลงทุน มีศักยภาพและเหมาะสมอย่างมากสำหรับการที่บริษัทของสหรัฐเข้ามาประกอบกิจการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นซัพพลายเชน (supply chain) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามาว่า ก่อนหน้านี้ H.E. DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐได้ยื่นข้อเสนอแนะ “มาตรการเพื่อขยายการลงทุนและดึงดูดห่วงโซ่อุปทานจากสหรัฐมายังประเทศไทย” ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยหนังสือฉบับดังกล่าวทำขึ้นหลังจากที่ได้สำรวจความคิดเห็นของบริษัทสหรัฐถึงแนวคิดที่จะทำให้ตลาดไทยสามารถดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนสหรัฐให้มากขึ้น โดยเน้นไปที่นักลงทุนสหรัฐจะได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ซึ่งเชื่อมโยงเข้ากับตลาดสหรัฐ “อย่างปลอดภัยและเชื่อถือได้”

โดยสหรัฐให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย แบ่งออกเป็น 6 ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน ต้องการให้ไทยจัดทำมาตรการจูงใจ (ส่งเสริมการลงทุน) สำหรับการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับกระบวนการผลิตและชิ้นส่วน เทียบเท่ากับการให้การส่งเสริมผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป การขอใช้เงินกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความซับซ้อนในการขอรับส่งเสริม การลงทุนจาก BOI 2) พลังงาน ต้องการให้ผู้ผลิตไฟฟ้า SPP ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระขายไฟฟ้าส่วนเกินให้กับระบบของ กฟภ.-กฟน.ผ่านสายส่งของประเทศได้ การเร่งพัฒนาให้สัมปทานแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย และการเปิดโอกาสให้สหรัฐเข้าร่วมในการซื้อขายก๊าซ LNG ผ่านทางโครงข่ายท่อส่งก๊าซ-สถานีรับก๊าซของ ปตท.

3) โลจิสติกส์และการขนส่ง ขออนุญาตให้มีการใช้ระบบดิจิทัลในการส่งเอกสาร การอนุมัติ และระบบเอกสารที่เชื่อมโยงกับภาคีสมาชิก ACMECS การใช้ระบบพิธีสารศุลกากรแบบตามบัญชี (account-based) และเสนอให้ทำความตกลงว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างศุลกากรสหรัฐ-ไทย (CMAA)

4) เศรษฐกิจดิจิทัล สหรัฐต้องการให้มีการโอนข้อมูลจากต้นทางไปยังปลายทางอย่างปลอดภัยด้วยอินเทอร์เน็ตที่เชื่อถือได้ (trusted internet) การอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติใช้ร้านสะดวกซื้อในการเก็บรวบรวมข้อมูล การใช้ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ การชำระเงินด้วยเช็คดิจิทัลการทำโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสำหรับ e-Commerce

5) นวัตกรรมทางการแพทย์ การเพิ่มกระบวนการดิจิทัลในการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ การขยาย platform สุขภาพและแพทย์ทางไกล การแก้ปัญหาในเรื่องของการค้างสะสมของปริมาณคำขอสิทธิบัตร และ 6) การเกษตร อาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ในเรื่องของการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลด้านเมล็ดพันธุ์พืชให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช (UPOV)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...