โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดักเก็บ 3 หุ้นอาหารที่ส่งออกไปยุโรป กระทบหรือไม่ถ้า EU ต้องกลับไป Lockdown

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 00.40 น. • เผยแพร่ 25 พ.ย. 2564 เวลา 09.57 น. • This’s Alano

จากประเด็นการระบาด COVID-19 ในยุโรปยังน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 7 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 3.24 แสนราย/วัน สูงกว่าจุดสูงสุดของปี 2563 ที่ 2.87 แสนราย/วัน กดดันให้หลายประเทศกลับมา Lockdown เช่น เนเธอร์แลนด์, ออสเตรีย, เบลเยี่ยม เป็นต้น จนทำให้ตลาดหุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในแดนลบ
ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกแถลงการณ์เตือนว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ในยุโรปจะเพิ่มขึ้นอีก 700,000 รายภายในเดือนมี.ค.2565 ซึ่งจะทำให้ ยุโรป มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 2.2 ล้านราย โดยขณะนี้ผู้เสียชีวิตสะสมใน ยุโรป จาก COVID-19 มีจำนวนมากกว่า 1.5 ล้านราย ซึ่งอัตราการเสียชีวิตรายวันได้พุ่งขึ้น 2 เท่าจากปลายเดือนก.ย. สู่ระดับ 4,200 รายต่อวัน
ทั้งนี้คาดว่าประเทศใน ยุโรป จำนวน 49 จากทั้งหมด 53 ประเทศจะประสบปัญหาระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับผู้ป่วยได้ภายในวันที่ 1 มี.ค.2565 โดยขณะนี้เนเธอร์แลนด์จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 ข้ามพรมแดนไปรักษาตัวที่เยอรมนี เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกัน WHO แนะนำให้ประชาชนใน ยุโรป รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส รวมทั้งรับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หากมีโอกาส
ดังนั้นการระบาดที่รุนแรงมากขึ้น และอาจจะนำพาไปสู่การ Lockdown หลายๆ ประเทศ ซึ่งหากย้อนไปสำรวจข้อมูลการระบาด COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าความต้องการของออาหารประเภทต่างๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาสำรวจความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มอาหาร ว่ามีใครบ้างส่งออกไปยังยุโรป

ยุโรประบาดหนัก 3 ใน 5 ของโลก

ล่าสุดทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังนายภราดร เตียรณปราโมทย์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า หากมองในธุรกิจอาหารที่ส่งออกไปยังยุโรป โดยในแถบยุโรปนั้นขณะนี้มีการระบาดของ COVID-19 ในระดับสูง ราว 3 ใน 5 ของโลก GDP มีสัดส่วน 23%ของ GDP รวม ดังนั้นหากเกิด Lockdownน่าจะเกิดปัญหา และจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาชะลอตัวได้
อย่างไรก็ตามหากมีการ Lockdownหุ้นไทยที่ส่งออกอาหารไปยังยุโรปก็จะได้รับผลประโยชน์ หากซัพพลายในยุโรปหายไป ไม่ว่าจะเป็น XO ที่มีสัดส่วนส่งออกไปยังยุโรปราว 80% ขณะที่ TU ราว 28% เป็นต้น รวมทั้งถุงมือยางอย่าง STGT ก็จะกลับมาได้ประโยชน์ด้วย โดยส่งออกไปยังยุโรปราว 17% ซึ่งข้อดีอีกส่วนคือเวลามี COVID-19หุ้น TUและ STGT (หุ้นที่ฝ่ายวิจัย cover)จะ outperformได้ดี รวมทั้งบาทเริ่มอ่อนค่าแล้ว ยังจะสนับสนุนหุ้นส่งออกเพิ่มเติมอีกด้วย

สำรวจพื้นฐานหุ้นรายตัว

เริ่มจาก XOโดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อ XO ที่ลูกค้าโซนยุโรป คิดเป็น 80-85% ของรายได้ โดยเฉพาะ 2 ประเทศใหญ่ (เนเธอร์แลนด์ + เยอรมนี) มีสัดส่วน 50% ของรายได้ ที่ยอดcovid-19กลับมาปะทุ และมีมาตรการ Partial Lockdown (Note : เนเธอร์แลนด์ เริ่มมาตรการมาก่อนหน้านี้) จะช่วยหนุนยอดขายสินค้าของ บริษัทเพิ่มเติมในไตรมาส 4/64 จากปัจจุบันที่คาดกำไรไตรมาส 4/64 เติบโตแรง จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดังนั้นแนะนำ “ซื้อ”จากราคาเป้าหมายปี 65ที่ 23.3 บาท มองหุ้นตอบรับปัจจัยลบจากปัญหา Supply chain ไปแล้ว บวกกับตลาดผ่านช่วงลดประมาณการแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นใน พ.ย. และ คาดจะกลับสู่ระดับปกติปลายไตรมาส 4/64 และคาดกำไรปี 65 จะกลับมาเติบโต 12% จากปีนี้ที่คาดมีกำไร 445ล้านบาท เติบโต 39%จากปี 63 ที่มีกำไร 318ล้านบาท
ทั้งนี้จาก แผนงานเชิงรุก 1. กลยุทธ์ Listing fee ที่ใช้ได้ผลดีในปีนี้ยังใช้ต่อ และเพิ่มเม็ดเงินเป็น 20-25 ล้านบาท จาก 10-15 ล้านบาทในปีนี้ 2. จะเริ่มออกงาน Expo ในปี 65 อีกครั้ง ขณะที่ หุ้นยังซื้อขาย Valuation ไม่แพง PER22F 15.0x (ค่าเฉลี่ย -1.7SD) กับหุ้นที่มี ROE 40%, Net margin 30%, สินค้า Own brand และไม่มีหนี้
นอกจากนี้ XO มีสัดส่วนรายได้จากยุโรปสูงถึง 84.2%โดยมีจุดเด่นอาหารไทยเป็นที่ยอมรับต่างชาติ โดยเฉพาะพื้นที่หลักยุโรป (ชาวยุโรป+เอเชียใน ยุโรป) พร้อมกับช่วง Covid-19 กระตุ้นการประกอบอาหารเองในระยะกลาง หนุนยอดขาย และอัตรากำไร

TU สัดส่วนรายได้ในยุโรป 28.5%

ถัดมา TU จากการสำรวจข้อมูลงบการเงินไตรมาส 3/64 พบว่า มีสัดส่วนรายได้จากยุโรปสูงถึง 28.5% ซึ่งบริษัทเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 สัดส่วนยอดขายในตลาดหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและยุโรป เพิ่มขึ้น 3.1% จำกช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน เนื่องจากยอดขายธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็นฟื้นตัวเป็นอย่างดีและสกุลเงินบาทอ่อนค่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เทียบกับสกุลเงินหลัก คือ เงินเหรียญสหรัฐ (บาทอ่อนค่า 5.1%), ยูโร (บาทอ่อนค่า 6.0%) และปอนด์สเตอร์ลิง (บาทอ่อนค่า 12.2%)
ยอดขายในตลาดยุโรปในไตรมาส 3/2564 เพิ่มขึ้น 2.1% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน แม้ว่ามีปริมาณขายลดลง 4.9% โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเยอรมนีเนื่องจากการกักตุนสินค้าในช่วงไตรมาส 3/2563 จากการปิดเมือง แต่การอ่อนค่าของสกุลเงินบาทเทียบกับสกุลเงินยูโรและปอนด์สเตอร์ลิง ทำให้ยอดขาย โดยรวมในตลาดยุโรปยังคงเติบโต
มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า TU ยังคงเป้ายอดขายปี 2564 เติบโต 3-5% จากปีก่อน พร้อมกับอัตรากําไรขั้นต้นที่ 17-18% และส่วนแบ่งกําไร Red Lobster ที่ -200-300ล้านบาท ทั้งนี้้หลังจากปิดดําเนินการชั่วคราวสืบเนื่องมาจากการระบาดของ COVID-19 โรงงานสงขลาแคนนิ่งกลับมาเดินเครื่องผลิตตามปกติแล้ว และโรงงานไทยยูเนี่ยนซีฟู้ดกลับมาเปิดดําเนินการแล้วในเดือนก.ย. บริษัทคาดว่า ต้นทุนค่าระวางและต้นทุนบรรจุภัณฑ์และนํ้ามันที่ใช้ในการผลิตอาหารจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป จนถึงปี 2565
สำหรับการขายหุนที่่ TU ถืออยู่ใน TFM จํานวน 19.3 ล้านหุ้นในการทำ IPO ของ TFM นั้น TU จะบันทึกกําไรจากการขายเงินลงทุนจํานวน 200 ล้านบาท ผ่านส่วนของผู้ถือหุ้น และ อาจจะนําเงินที่ได้รับจํานวน 1.5 พันล้านบาทไปชำระคืนหนี้และลงทุนใหม่ โดยประเมินปี 64 มีกำไรสุทธิ 7,626 ล้านบาท เติบโตราว 22% จากปีก่อนที่อยู่ระดับ 6,246 ล้านบาท แนะนำ NEUTRAL ราคาเป้าหมาย 23.5บาท (จาก 25 บาท)

ASIAN ลุ้นปีนี้กำไรทะลุ 1 พันล้านบาท

ถัดมา ASIAN หากย้อนไปสำรวจงบการเงินในปี 63ที่เป็นปีที่บริษัทมีผลงานเติบโตโดดเด่นโดยในช่วงนั้นบอกว่า วิถีชีวิตของประชากรเปลี่ยนแปลงไป จากการถูกจำกัดการเดินทางที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ทำให้อุปสงค์ผลิตภัณฑ์อาหารประเภทที่เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้นาน หรือ shelf-stable มีการเติบโต เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง แช่เยือกแข็ง เนื่องจากเก็บไว้ได้นาน ปรุงได้สะดวก และใช้เวลาไม่นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา
ล่าสุดนายเอกกมล ประสพผลสุจริต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN เปิดเผยในงาน "Opportunity Day" ว่า บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้ 9,400 ล้านบาท หรือเติบโตราว 10% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากยอดขายของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตกว่า 22% จากปีก่อน หรือคิดเป็นรายได้ราว 4,200 ล้านบาท ประกอบกับแรงหนุนจากธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็งที่คาดว่าจะเติบโตราว 10% หรือมูลค่าราว 3,400 ล้านบาท หลังจากยอดส่งออกไปต่างประเทศโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวดีขึ้น และสินค้าได้รับความนิยมสูงถึงรวมถึงบริษัทสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เราคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายที่ 22.0 บาท ซึ่ง ASIAN ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง, อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์ของบริษัทกว่า 70% ส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป โดยปัจจุบันผลิตภัณฑ์หลัก คือ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีสัดส่วนราว 39% ของรายได้ทั้งหมด บริษัทได้เริ่มผลิตสินค้าภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ เอง คือ ‘Monchou’
อีกทั้งบริษัทยังผลิตอาหารแช่แข็งซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่าเพิ่ม และกุ้งซึ่งมีสัดส่วนราว 34% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์น้ำมีสัดส่วนราว 15% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายภายในประเทศ และธุรกิจทูน่าทั้งแบบกระป๋องและแบบซอง มีสัดส่วนราว 13% ของรายได้ทั้งหมด ตลาดหลักของธุรกิจทูน่า คือ ตะวันออกกลาง
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ASIAN โดยให้ราคาเหมาะสมปี 65 ที่ 21.60 บาท จากแนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคตซึ่งคาดว่าจะมาจาก VAP เป็นหลัก ซึ่งจะเริ่มรับรู้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นเต็มปีในปีหน้า การลดลงของอตัราภาษีจ่ายจากสิทธิ์ BOI รวมทั้งการ Spin-off AAI จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในประเทศ ในอนาคต โดยคาดปีนี้มีกำไรสุทธิ 1,085 ล้านบาท เติบโต 32%จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 818 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...