โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาการบวมน้ำ เกิดขึ้นได้อย่างไร ป้องกันได้หรือเปล่า?

HonestDocs

อัพเดต 15 พ.ย. 2563 เวลา 20.28 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2563 เวลา 20.28 น. • HonestDocs
อาการบวมน้ำ (Edema) คืออะไร? เกิดจากสาเหตุอะไร? อาการของภาวะบวมน้ำ เป็นอย่างไร? รักษาได้ไหม? เราสามารถป้องกันอาการบวมน้ำได้หรือไม่ อย่างไร? หาคำตอบที่นี่

หลายคนคงเคยมีอาการบวมหลังตื่นนอนตอนเช้า สังเกตได้จากหน้าบวม มือเท้าบวม ถุงใต้ตาบวม หรือท้องป่อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็รับประทานอาหารปกติ และไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อน 

แต่เมื่อผ่านไปสัก 2-3 วัน อาการบวมก็หายไปเอง อีกไม่นานจึงกลับมาเป็นใหม่ อาการเหล่านี้เกิดจากอะไร และแยกจากภาวะอ้วนได้อย่างไร หาคำตอบได้ที่นี่

อาการบวมน้ำ (Edema) คืออะไร?

อาการบวมน้ำ คือภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้เซลล์ในร่างกายต้องกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิวหนังมากกว่าปกติ อาการบวมน้ำเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และสามารถหายได้เอง เพราะร่างกายจะมีการปรับตัวให้กลับสู่สภาพปกติได้เสมอ

อาการบวมน้ำเกิดจากสาเหตุอะไร?

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ มาจากความผิดปกติของร่างกายในระดับเซลล์ ที่ไม่สามารถรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกายได้ หรืออยู่ในภาวะที่ร่างกายขาดน้ำ จึงมีการกักเก็บน้ำไว้มากกว่าปกติ ต้นเหตุของปัญหา ได้แก่

  • รับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของโซเดียมมากเกินไป ส่วนใหญ่พบโซเดียมมากในขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องดื่มบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ อาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง อาหารหมักดอง หรือแม้กระทั่งในขนมปัง
    คุณสมบัติของโซเดียมคือ เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะทำให้เลือดเสียสมดุล ร่างกายจึงต้องพยายามดูดน้ำเข้าเซลล์เพื่อเจือจางโซเดียม เป็นเหตุผลว่าทำไมกินของเค็มแล้วรู้สึกกระหายน้ำบ่อยๆ และร่างกายจะใช้เวลานานกว่าจะขับน้ำออกหมด ทำให้เกิดอาการบวมน้ำนั่นเอง

  • อยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ เช่น นั่ง นอน หรือยืน นานเกินไป ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหว จึงทำให้เกิดภาวะคั่งของน้ำ ส่วนใหญ่มักมีอาการบวมบริเวณขาและเท้าทั้งสองข้าง

  • ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง พบมากในผู้หญิงช่วงมีประจำเดือนและระหว่างการตั้งครรภ์ เพราะความไม่สมดุลของฮอร์โมนดังกล่าวส่งผลให้ร่างกายสะสมน้ำไว้ในชั้นเนื้อเยื่อมากขึ้น มีการกักเก็บน้ำสูงขึ้นมากกว่าปกติ ทำให้อาจมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณครึ่งกิโลถึง 2 กิโลกรัม รวมถึงตัวบวม หน้าท้องบวม จนสังเกตได้ชัดเจน
    แต่เมื่อผ่านช่วงรอบเดือนหรือหลังจากคลอดบุตรไปแล้ว ร่างกายจะปรับให้ระดับฮอร์โมนกลับเข้าสู่สภาพปกติ ทำให้อาการบวมน้ำลดลง น้ำหนักตัวก็กลับสู่ปกติ

  • ดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือได้รับน้ำไม่เพียงต่อวัน ทำให้ร่างกายพยายามเก็บน้ำเอาไว้ และทำให้โซเดียมในเลือดไม่ถูกขับออกมา

  • นอนน้อยหรืออดนอน ทำให้ระบบในร่างกาย ทั้งการขับถ่ายและการรักษาสมดุลต่างๆ ทำงานผิดปกติ

  • เป็นโรคไต โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคในระบบทางเดินน้ำเหลือง ซึ่งอวัยวะดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของเหลวของร่างกาย ควบคุมน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ในเลือด

  • กินยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น ยาคุมกำเนิด ยาควบคุมความดันโลหิตอย่างกลุ่มยาต้านแคลเซียม (Calcium-channel blockers) ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์และยาบางประเภท สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการบวมน้ำได้เช่นกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วนหรือแค่บวมน้ำ?

สามารถสังเกตว่าที่คุณเป็นนั้นเป็นอาการบวมน้ำหรืออ้วน ด้วยหลักต่อไปนี้

  • อาการบวมน้ำ จะเกิดขึ้นและลดลงแบบฉับพลัน โดยที่การรับประทานอาหารปกติเหมือนทุกวัน
  • อ้วน น้ำหนักจะค่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ และจะลดยากกว่าบวมน้ำ เพราะความอ้วนเกิดจากปริมาณไขมันส่วนเกิน ต้องใช้เวลาในการเผาผลาญ

หากไม่แน่ใจ สามารถทดสอบอาการบวมได้โดยใช้นิ้วกดบริเวณที่บวม (Pitting edama) ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที หากกดแล้วเนื้อบุ๋มลงไปเป็นรอยนิ้ว หมายถึงมีอาการบวมน้ำ แต่ถ้ากดไปแล้วรู้สึกแน่น คือภาวะอ้วน

ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับอาการบวมน้ำ

หลายคนอาจเข้าใจว่าการดื่มน้ำมากทำให้มีอาการตัวบวม หรือเคยพยายามดื่มน้ำน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงอาการบวมน้ำ ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะร่างกายมีระบบที่ช่วยรักษาสมดุลของน้ำให้อยู่ในระดับปกติอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การดื่มน้ำสะอาดยังช่วยให้มีการกระตุ้นการขับถ่ายมากยิ่งขึ้น ทำให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ และยังช่วยลดโซเดียมในร่างกายได้อีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ปริมาณของโซเดียมประมาณ 90% จะถูกขับออกพร้อมปัสสาวะ

จะป้องกันอาการบวมน้ำได้อย่างไร?

คุณสามารถป้องกันอาการบวมน้ำได้ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสเค็มหรือรสจัด โดยการลดปริมาณเครื่องปรุงในการประกอบอาการ เช่น ผงชูรส ซุปก้อน ผงหรือซอสปรุงรสต่างๆ

  • พยายามอ่านฉลากคุณค่าทางโภชนาการก่อนรับประทาน เพื่อตรวจสอบสารอาหารก่อนที่ร่างกายจะได้รับเข้าไป นอกจากจะช่วยควบคุมน้ำตาลหรือแคลอรีแล้ว ค่าโซเดียมก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน
    ปริมาณโซเดียมที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคต่อวันคือ 2,000 มิลลิกรัม แต่การสำรวจจากสถาบันวิจัยสาธารณสุขพบว่า คนไทยบริโภคโซเดียมมากกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันเลยทีเดียว
    การฝึกอ่านฉลากโภชนาการก่อนทุกครั้ง จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอาการบวมน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยลดโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการกินได้หลายโรคอีกด้วย

  • เลือกรับประทานอาหารที่แมกนีเซียม เช่น กลุ่มผักใบเขียว เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง เพราะจากรายงานวิจัยพบว่าแมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการรักษาสมดุลของน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย จึงช่วยลดอาการบวมน้ำได้

  • เมื่อขาดน้ำ ร่างกายของคนเราจะมีการปรับตัวให้เซลล์เก็บน้ำไว้ ทำให้เกิดอาการบวม แต่ถ้าคุณดื่มน้ำมากขึ้น ร่างกายก็จะมีการขับน้ำออกปกติ และจะไม่กักเก็บน้ำไว้เกินความจำเป็น จึงเป็นวิธีการลดอาการบวมน้ำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง
    แนะนำให้ดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว หรือมากกว่ากว่านี้ได้หากมีอาการกระหายน้ำ โดยควรค่อยๆ จิบทุกชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายเจือจางความเข้มข้นของโซเดียมและขับออกได้ดีขึ้น

  • รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะมีปริมาณน้ำมากและกากใยสูง จึงช่วยขับของเสียและโซเดียมส่วนเกินได้เป็นอย่างดี และช่วยยังช่วยให้อิ่มท้องนาน แคลอรีต่ำ ดีสำหรับผู้ที่หิวบ่อย

  • ลดการรับประทานอาหารปรุงสำเร็จ อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก กุนเชียง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบเกอรีที่ (เพราะแม้ไม่มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมแฝง) รวมไปถึงอาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารขยะ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มักมีปริมาณโซเดียมสูงเพื่อเป็นการถนอมอาหาร และในสารกันเสียก็จะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบหลักด้วย
    หากร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณมากเกินความจำเป็น จะส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย เช่น โรคไตวาย โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

  • ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว ช่วยระบบการไหลเวียนดีขึ้น และทำให้ร่างกายขับของเสียในรูปแบบเหงื่อผ่านผิวหนัง หมั่นนวดเบาๆ บริเวณที่มีอาการบวมเพื่อให้ของเหลวใต้ผิวหนังกระจายไปบริเวณอื่น ก็สามารถลดอาการบวมน้ำได้เช่นเดียวกัน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ แนะนำให้นอนยกเท้าสูงกว่าศีรษะหรือยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจ ทำให้การไหลเวียนและขับของเหลวต่างๆ ในร่างกายได้ดีขึ้น

จะเห็นได้ว่า วิธีการข้างต้นเป็นวิธีการที่ง่ายและสามารถทำได้ทุกวัน ไม่เพียงแต่ป้องกันภาวะบวมน้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลสุขภาพโดยรวมได้อีกด้วย

ดูแพ็กเกจตรวจสุขภาพ เปรียบเทียบราคา โปรโมชั่นล่าสุดจากโรงพยาบาลและคลินิกชั้นนำได้ที่นี่ หรือไม่พลาดทุกการอัปเดตแพ็กเกจต่างๆ เมื่อกดเป็นเพื่อนทางไลน์ @hdcoth และกดดาวน์โหลดแอป iOS และ Android

👨‍⚕️⚕️👩‍⚕️⚕️ ค้นหาโรค อาการ ยา โรงพยาบาล คลินิก และอ่านบทความสุขภาพ เขียนโดยคุณหมอหรือผ่านการรีวิวจากคุณหมอแล้ว ที่ www.honestdocs.co และ www.honestdocs.id 

💪❤️ ไม่พลาดข้อมูลดีๆ ที่จะทำให้คุณแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ คลิกที่นี่เพื่อแอดไลน์ @hdcoth หรือแสกน QR Code ด้านล่างนี้ และยังติดตามเราได้ที่ Facebook และ Twitter วันนี้

📱📰 โหลดแอป HonestDocs สำหรับ iPhone หรือ Android ได้แล้ววันนี้! จะอ่านบทความ จะเก็บบทความไว้อ่านทีหลัง หรือจะแชร์บทความให้คนที่เราเป็นห่วง ก็ง่ายกว่าเดิมเยอะ

เปรียบเทียบดีลสุขภาพ ทำฟัน และความงาม จาก รพ. และคลินิกกว่า 100 แห่ง พร้อมจองคิวผ่าน HonestDocs คุณหมอมือถือได้เลยวันนี้ ถูกกว่าไปเอง

ขอบคุณที่วางใจ ทุกเรื่องสุขภาพอุ่นใจ ให้ HonestDocs (ออเนสด็อกส์) คุณหมอมือถือ ดูแลคุณ ❤️

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...