โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Landokmai: วงดนตรีที่ใช้ฟ้าหลังฝนเป็นเครื่องดนตรี ใช้สายรุ้งและบทกวีขับกล่อมผู้ฟัง

a day BULLETIN

อัพเดต 29 พ.ย. 2563 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2563 เวลา 05.03 น. • a day BULLETIN

“สำหรับ Landokmai คือฟ้าหลังฝน คือสายรุ้งหลังเมฆหมอกขาว”

        ใจความสำคัญของ Landokmai วงดนตรีพ็อพจากค่าย What The Duck ที่แฟนเพลงมักรู้จักวงดนตรีนี้จากเสียงร้องก้องกังวานของ ‘อูปิม’ - ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง และเสียงกีตาร์สุดไพเราะของ'แอนท์' - มนัสนันท์ กิ่งเกษม ที่สามารถสร้างความรู้สึกทุกข์ปนสุข กลายเป็นความล้ำลึกของหัวใจ ยากจะบรรยายได้ในคำพูดเดียว

        “Sunset Music น่าจะอธิบายตัวตนได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่ทุกเพลงที่แต่งเหตุการณ์ฟ้าหลังฝนอยู่จะอยู่ในหัวเราตลอด เป็นความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวดกับความเศร้าที่เกิดขึ้นมาอีกแล้ว”

        ต่อจากนี้คือเรื่องราวสุดแสนน่ารักของสองเพื่อนซี้ที่เกี่ยวกับความขมขื่นในชีวิตที่เคยพบเจอ ซึ่งแม้จะดูแสนเศร้าและน่าผิดหวังเพียงใด แต่ทั้งคู่ก็เชื่อว่าความผิดหวังในครั้งนั้นจะเป็นสายรุ้งที่คอยนำทางให้ชีวิตก้าวต่อไปได้เสมอ

 

Landokmai

Two Girls One Dream

ก่อนที่จะมารู้จักกันในคณะที่ว่าด้วยเสียงดนตรี โลกใบเก่าของพวกคุณทั้งสองเป็นอย่างไร

        อูปิม: โลกสมัยก่อนแตกต่างจากทุกวันนี้แบบหน้ามือหลังมือเลย ตอนที่อยู่เชียงใหม่เราไม่ได้มีอิสระเท่าไหร่ อาศัยโลกของครอบครัว ยืมรสนิยมคุณพ่อมาเสพ แต่โชคดีที่เขาเป็นนักกวี มีความเป็นศิลปินในตัวสูง ดังนั้น เวลาปรับตัวกับโลกดนตรี เราเลยไม่มีปัญหาเท่าไหร่

        แต่ถ้าพูดในแง่ของตัวตน ต้องบอกว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเลย สมัยก่อนคนรอบตัวไม่มีใครฟังเพลงกันจริงจังเหมือนที่นี่ เพลงส่วนใหญ่ที่ได้ยินก็จะเป็นเพลงพ็อพที่ดังในตอนนั้น แต่สำหรับเราแม้จะไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็นนักฟังเพลง แต่เราก็สนุกกับการได้ร้องเพลง ได้เล่นดนตรี ก็เลยตัดสินใจมาเรียนต่อด้านนี้ เพราะคิดว่านี่คงเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ดีที่สุดแล้ว

        แอนท์: ส่วนเราต้องใช้คำว่าขวนขวายด้วยตัวเองแทบทั้งหมดเลยสำหรับดนตรี เพราะตอนมัธยมปลายเราก็เรียนสายวิทย์-คณิต แถมยังอยู่ในโรงเรียนที่ไม่ได้สนับสนุนเรื่องดนตรีเท่าที่ควรอีก ที่สำคัญคือไม่มีคนรอบตัวที่ฟังเพลงจริงจังเหมือนเราเลย ต้องบอกว่าเป็นโลกดนตรีที่เหงามากตอนนั้น

        เพราะในขณะที่คนอื่นฟังเพลงพ็อพทั่วไป เรากลับชอบเพลงไทยยุคก่อน ชอบเพลงในค่ายเบเกอรี่มิวสิค ค่าย LOVEiS เพลงรักหวานๆ อะไรแบบนี้

เคยคิดเล่นๆ ไหมว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่บังคับให้พวกคุณต้องรู้จัก ตอนนี้แต่ละคนจะทำอะไรกันอยู่

        แอนท์: เราคิดว่าตัวเองคงทำงานอะไรสักอย่างเกี่ยวกับธุรกิจดนตรีตามสายที่เรียน แต่ถามว่าจะได้เจออูปิมไหม คิดว่าคงไม่เลย (หัวเราะ)

        อูปิม: ใช่ เพราะด้วยนิสัยของแอนท์เขาคงไม่ทักเรา เราเองเห็นแอนท์เป็นคนนิ่งๆ แบบนั้น ก็คงไม่ทักเขาด้วย

ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยเขาว่ากันว่ามันจะเหงา จะโดดเดี่ยวที่สุด พวกคุณประสบปัญหาแบบนั้นบ้างหรือเปล่า

         อูปิม: เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เรากลัวมาก กลัวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วด้วย เพราะสมัยก่อนเราจะเป็นคนที่รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวเป็นเรื่องน่าอาย แต่โชคดีที่เข้ามามหาวิทยาลัยนี้เรามีเพื่อนจากโรงเรียนเก่าตามมาด้วยบางส่วน เลยไม่ได้รู้สึกว่าอ้างว้างอะไรขนาดนั้น แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเลย ก็คงเหงาน่าดู

        แอนท์: ก็เพราะแบบนี้ กูถึงต้องทักมึงไป อูปิม (หัวเราะ)

 

Landokmai

‘อูปิม’ - ลานดอกไม้ ศรีป่าซาง

สำหรับพวกคุณ คนที่จะเรียกว่าเพื่อนได้เขาต้องเป็นคนแบบไหนกัน

        อูปิม: เขาต้องเป็นคนที่คุยแล้วจะมีมวลพลังงานบางอย่างแพร่ออกมา แม้บางคนคุยด้วยแล้วรู้สึกสนุกขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าไม่มีพลังงานแบบนั้นโผล่มา บางทีก็จะรู้สึกอึดอัด กลับกันบางคนไม่ต้องคุยหรืออยู่ด้วยกันตลอดเวลา แต่ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน เรากลับรู้สึกได้รับพลังงาน กลับรู้สึกอุ่นใจ กลับรู้สึกมีความสุข

อย่างแอนท์ใช่ไหม

        อูปิม: อยู่มาขนาดนี้ ก็คงต้องใช่แล้ว (หัวเราะ)

        แอนท์: อาจเพราะเราเป็นคนที่เวลาใครพูดเราจะเงียบและรับฟังมากกว่า แต่ถ้าอยากได้คำปรึกษาก็พร้อมพูดคุย แต่ปกติแล้วเราเป็นคนเงียบๆ ไม่ได้พยายามจะฝืนในความสัมพันธ์อะไร จะเป็นคนชอบทำให้บรรยากาศมันสบายๆ ดีกว่าต้องมาทำให้มันสนุกตลอดเวลา 

        อูปิม: ด้วยความที่เป็นคนเงียบและฟังแบบนี้ แอนท์ก็เลยกอบกุมทุกความลับในมหาวิทยาลัย (หัวเราะ)

พวกคุณคือตัวอย่างที่ดีเลยว่าเป็นเพื่อนกันไม่จำเป็นต้องนิสัยเหมือนกัน

        อูปิม: ใช่ เราสองคนนี่ตรงข้ามกันสุดขั้วเลย ไม่ว่าจะเรื่องรสนิยมการฟังเพลง วิธีการใช้ชีวิต แต่ความต่างของเราก็เหมือนคอยเติมเต็มและสอนในสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มีอยู่ตลอด

        อย่างแอนท์ที่อายุเท่ากัน แต่ความจริงเขามีความคิดความอ่านโตกว่ามาก เพราะเราจะเป็นคนใช้ชีวิตตามอารมณ์ไม่ค่อยคิดอะไรเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราก็จะเรียนรู้เรื่องนี้จากแอนท์มากกว่า

ถ้าวง Landokmai เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เธอควรจะมีบุคลิก อุปนิสัย อย่างไรบ้าง

        แอนท์: เราว่านิสัยคงไม่ต่างจากอูปิมเท่าไหร่

        อูปิม: ผู้หญิงคนนั้นจะไม่ใช่คนที่ซับซ้อน แต่ก็ไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น จะมีความน่าค้นหาอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเธอต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี แม้จะมีความเศร้าในใจอยู่ก็ตาม เพราะทุกเพลงที่เราเขียนจะพยายามให้มีอารมณ์แบบนี้อยู่ เราเป็นคนที่จะรู้สึกฟินเวลาตัวเองเศร้า แปลกไหม

        แอนท์: โคตรแปลก

        อูปิม: (หัวเราะ) เป็นความรู้สึกที่สุข เพราะตัวเองได้เจอและสามารถจัดการกับความเศร้าได้

 

Landokmai

‘แอนท์’ - มนัสนันท์ กิ่งเกษม

พูดให้ง่ายกว่าเดิมคือ คุณเป็นคนเสพติดความเจ็บปวด

        อูปิม: แม้เราจะมีเรื่องราว มีสิ่งที่พบเจอ มีความรู้สึกที่เศร้า เหงา เปล่าเปลี่ยว และเจ็บปวดขนาดไหน แต่ก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันแย่อย่างที่คนอื่นเขาชอบบอกเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวเองเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสุขมาตลอด ไม่ค่อยเจอกับความเศร้า พอได้เจอทีก็เลยรู้สึกสนุก รู้สึกท้าทาย เหมือนโรคจิตเลย (หัวเราะ)

แต่สำหรับเรา Landokmai เหมือนคนที่ร้องไห้จนน้ำตาไม่เหลือแล้ว เหมือนสายรุ้งที่วาดขึ้นฟ้าหลังฝนตกลงมา

        อูปิม: ชอบคำว่ารุ้งหลังฝนจังเลย ขอบคุณค่ะ

ถ้าให้จำกัดแนวดนตรีสำหรับ Landokmai เพียงวงเดียว แนวดนตรีนี้ควรจะมีชื่อว่าอะไรดี

        แอนท์: เรานึกถึงคำว่าพระอาทิตย์และพ็อพ

        อูปิม: Sunset Music น่าจะอธิบายตัวตนได้ดีที่สุด เพราะส่วนใหญ่ทุกเพลงที่แต่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีเรื่องฟ้าหลังฝนอยู่ในหัวเราตลอด ไม่ได้จะลอกคำตอบของคุณ (ผู้สัมภาษณ์) แต่เราหมายถึงความรู้สึกที่ไม่เจ็บปวดกับความเศร้าที่เกิดขึ้นมาอีกแล้ว

ทำเพลงที่อบอุ่นและสดใสทั้งที ทำไมถึงต้องเอาความเศร้าเข้ามาเจือปนด้วย

        อูปิม: เพราะเราชอบความรู้สึกนี้ (หัวเราะ) ตั้งแต่เด็กเราเป็นคนที่ชอบความรู้สึกโหวงๆ ในใจ จำได้ว่าสมัยก่อนตัวเองจะมองรูปวาดบนฝาผนังบ้าน เป็นรูปต้นไม้สีแดงที่เวลามองทีไรก็จะรู้สึกเศร้า รู้สึกโหวงหัวใจอยู่ทุกครั้ง เราเลยเอาความเศร้าแบบนี้มาแต่งเป็นเพลง แต่อย่างที่บอกว่าพอชอบความรู้สึกแบบนี้ เพลงที่ออกมาเลยสดใส

        แอนท์: คือตัวเองสดใสก็จริง แต่ก็ไม่ได้แบ๊วกรุบขนาดนั้น

สำหรับพวกคุณ เหตุการณ์ไหนถือเป็นความเศร้าที่รุนแรงเกินจะมีความสุขได้

        อูปิม: เพิ่งเจอมาล่าสุดเลย คือเราไปผ่าตัดกล่องเสียงมา เพราะตรวจพบว่ามีตุ่มเกิดขึ้นที่เส้นเสียง แล้วช่วงนั้นก็ถูกคุณหมอห้ามร้องเพลง ซึ่งใช้เวลานานมากกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองตลอดเวลา ถ้าร้องเพลงไม่ได้แล้วจะทำอะไรต่อดี จะมีอาชีพไหนบ้างที่ทำให้หัวใจเต้นแรงได้เท่าการร้องเพลง นี่ขนาดแค่คิดก็ขนลุกแล้ว (ยื่นแขนให้ดู)

        แอนท์: ของเราน่าจะเป็นตอนที่แมวตายช่วงมัธยมปลาย เพราะเป็นการสูญเสียสิ่งที่ตัวเองผูกพันเป็นครั้งแรก เราตั้งตัวไม่ทัน เราแบกรับความรู้สึกไม่ได้ เพราะแมวตัวนี้เรารักมันมาก รักถึงขนาดเคยคิดว่าจะไม่มาเรียนต่อที่ศาลายา เพราะอยากอยู่กับแมว

          

Landokmai

Lovely Pain

คำว่ารักสำหรับพวกคุณนิยามเอาไว้อย่างไรบ้าง

        อูปิม: ความรักคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนบนโลกขาดไม่ได้ เราจะเป็นคนที่ไม่เชื่อเวลาใครบอกว่าฉันจะมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความรัก เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหน รักกับใคร ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เป็นสิ่งสำคัญที่มนุษย์สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ในแง่ของจิตใจ

        แอนท์: สำหรับเราความรักคือความเข้าใจ มันอาจไม่ใช่นิยาม แต่เป็นวิธีมากกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าคนเราจะรักกันได้ต้องมีเหตุผลและเข้าใจอีกฝ่ายดีพอ เพราะถ้ารักกันเพียงเพราะอารมณ์อย่างเดียวสุดท้ายก็คงไปกันไม่รอด

ข้อดีของการอกหักมีอะไรบ้าง

        อูปิม: เป็นสิ่งที่เวลามองย้อนกลับไปจะรู้สึกขอบคุณมันเสมอ เป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เข้าใจและเรียนรู้โลกที่กว้างใหญ่ สอนให้เราเติบโตขึ้น และกลายเป็นมนุษย์ที่เข้าใจความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในท้ายที่สุด

        แอนท์: เราไม่เคยมีประสบการณ์อกหักทางความสัมพันธ์อย่างจริงจัง แต่ถ้าพูดถึงความเสียใจ จะมีแค่ตอนที่เข้ามาเรียนที่ศาลายาใหม่ๆ เพราะเราคือเด็กที่ไม่มีต้นทุนทางด้านดนตรีเลย จึงต้องพยายามกว่าคนอื่น ตอนนั้นก็รู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อ อยากลาออกทุกวัน ถึงขนาดว่าลืมตาตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากเล่นดนตรีแล้ว แต่พอผ่านมาได้ ก็รู้สึกว่าความรู้สึกแบบนั้นก็เป็นเหมือนบันไดที่ทำให้เราโตขึ้นและพัฒนาต่อไปได้

ช่วงนี้ Landokmai ไม่ค่อยได้คัฟเวอร์เพลงเท่าไหร่ ถ้ามีโอกาสเพลงต่อไปที่อยากเล่นคือเพลงอะไร

         อูปิม: ต้องดูด้วยว่าถ้าทำออกมาคนจะรู้จักมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเอาตามใจเลยตอนนี้เราอยากเล่นเพลง Figment of My Mind ของ บรูโน เมเจอร์

        แอนท์: ส่วนเราจะเลือกเพลงง่ายๆ เล่นไม่ยาก ซึ่งตอนนี้ชอบเพลงLie ของ เกล็น แฮนซาร์ด ที่ประกอบหนังเรื่อง Once (2007) จริงๆ เคยลองอัดเอาไว้แล้วด้วย พูดแล้วก็อยากเปิดให้ดูเลย

 

ถ้าสามารถเล่นดนตรีให้ผู้ชมฟังได้แค่คนเดียว คนนั้นควรจะเป็นใคร

        อูปิม: ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าพ่อ

        แอนท์: ตอบแบบนี้เดี๋ยวแม่น้อยใจหรอก

        อูปิม: ก็เป็นพ่อที่ดูและอัดวิดีโอไปฝากแม่ด้วย (หัวเราะ) เพราะพ่อเราเป็นผู้ชายที่ไม่กล้ามาดูลูกตัวเองเล่นดนตรีเลยสักครั้ง เขาเป็นกวี มีอารมณ์ศิลปินรุนแรง เขาบอกว่าตัวเองต้องร้องไห้แน่ถ้าได้ฟังเราร้องเพลง มีครั้งหนึ่งเราเคยเล่นให้พ่อฟังที่บ้านแค่เพลงเดียว ก็เป็นไปตามคาด คืนนั้นเขาร้องไห้หนักมาก เราเชื่อนะว่าเขาอยากดู อยากเห็นความสามารถ แต่ใจเขาไม่กล้าพอ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจับพ่อมานั่งดูลูกตัวเองเล่นดนตรีสักครั้งหนึ่ง

        แอนท์: เราขอเลือกแฟนคลับ เพราะเรารู้สึกว่าการเล่นดนตรีให้คนที่ยินดีและพร้อมจะฟัง จะทำให้นักดนตรีอย่างเราได้พลังงานบางอย่างกลับไปด้วย

เห็นว่าเป็นคู่ที่ชอบกินกุ้งเผากันมาก กุ้งเผาที่ดีควรเป็นอย่างไร

        อูปิม: เราว่ากุ้งเผาที่ดีในหัวต้องมีมันเยอะๆ เนื้อต้องฉ่ำ เด้งๆ

        แอนท์: แต่เราจะไม่ชอบกุ้งที่หัวมีแต่มันเท่าไหร่ ชอบแบบฉ่ำๆ น้ำเยอะๆ แต่ที่สำคัญคือน้ำจิ้ม ถ้ากุ้งดีแต่น้ำจิ้มไม่อร่อย แบบนี้เราไม่ให้ผ่าน (หัวเราะ)

เคยเอากุ้งมาเรียงในหม้อชาบูแบบที่คนอื่นชอบทำกันไหม

       แอนท์: ไม่เลย เราขี้เกียจแกะ

        อูปิม: ถ้าไปกินชาบูเราจะไม่ค่อยสั่งเท่าไหร่ จะไปสนใจเนื้อมากกว่า เพราะกุ้งส่วนใหญ่ที่กินกันต้องเป็นกุ้งตัวใหญ่ๆ แบบกุ้งตัวบักเอ้กเท่านั้น

 

Landokmai

 

Landokmai กำลังจะมีอีพีอัลบั้มใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Cover the Sun ซึ่งจะมีทั้งหมด 4 เพลง บอกเล่าถึงเรื่องรักปนทุกข์ สุขปนเศร้า หากใครสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก LANDOKMAI และWhattheduck 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...