โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โฉมหน้าและอิทธิพลของศิลปะเชิงการเมืองในแต่ละยุคสมัย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 03 ก.ย 2563 เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2563 เวลา 11.26 น.
Photo by Zakaria ABDELKAFI / AFP

ธนพงศ์ พุทธิวนิช : เรื่อง

ปี 2020 ไม่ได้เป็นเพียงปีที่โลกได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างแสนสาหัส ความเคลื่อนไหวว่าด้วยเรื่องทาง “การเมือง” ก็เข้มข้นทั้งในไทยและต่างประเทศ หลายเรื่องถูกมองและเชื่อมโยงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องเชิง “ศิลปะ”

แน่นอนว่าการเคลื่อนไหวและกิจกรรมทางการเมืองทั้งหลายล้วนมีอุปกรณ์ เครื่องมือ และสื่อกลางที่ถูกนำมาใช้สื่อสารเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “ศิลปะ” ก็หนีไม่พ้นที่จะถูกรวมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย การใช้ชิ้นงานและกิจกรรมเชิงศิลป์นี้ไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะในไทย แต่ปรากฏขึ้นในหลายประเทศรอบโลกมานานแล้ว

หากพูดถึง “ศิลปะ” องค์ความรู้เรื่องนี้ปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวางมาทุกยุคทุกสมัย และยังมีข้อถกเถียงในคำนิยามว่า สิ่งใดควรถูกนิยามว่าเป็น “ศิลปะ” ได้บ้าง คำถามนี้ก็ยังปรากฏเรื่อยมาจนถึงวันนี้ด้วย

ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักมองความหมายแบบกว้าง ๆ ว่าหมายถึง ชิ้นงาน/กิจกรรมใดก็ตามที่เป็นการสื่อสารถึงความสวยงาม จินตนาการ อารมณ์ และความนึกคิดของเจ้าของงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์มีกิจกรรมและผลงานสร้างสรรค์ที่มากขึ้น แถมเปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยี นิยามเหล่านี้จึงมักลื่นไหลและอาจถูกปรับเปลี่ยนได้

“ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจเส้นทางของ “ศิลปะ” ในฐานะสื่อกลางที่ถูกใช้เป็น “อุปกรณ์” เชิงการสื่อสารทางการเมือง ดูว่าสิ่งเหล่านี้มีโฉมหน้าอย่างไรกันบ้างในแต่ละยุคสมัย และส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์บ้าง

นิยาม “ศิลปะ” ในเส้นทางสู่ปัจจุบัน

นี่คือข้อถกเถียงคลาสสิกที่สุดประการหนึ่ง สายวิชาการ นักวิจารณ์ ผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงศิลป์ล้วนถกเถียงโต้ตอบกันมายาวนาน ความแตกต่างระหว่างนิยามของ “ศิลปะ” ไม่เพียงเป็นพลวัตในเชิงกรอบเวลาตามยุคสมัย ในเชิงพื้นที่ ฝั่งตะวันออกกับตะวันตกในแต่ละยุคยังนิยามศิลปะแตกต่างกัน ยุคสมัยของราชวงศ์โจวในจีนโบราณ มี “ศิลปะ 6 ชนิด” ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของ “สุภาพบุรุษอันสมบูรณ์แบบ” ได้แก่ พิธีการหรือธรรมเนียม, ดนตรี, ยิงธนู, บังคับม้า/รถม้า, คัดลายมือ และการคำนวณ

ขณะที่ฝั่งตะวันตก ในยุคกรีกโบราณก็ปรากฏการจัดกลุ่มทักษะที่จัดอยู่ในจำพวก “ศิลปะ” (art) เช่นกัน หากพิจารณาในแง่มุมที่กว้างที่สุด ในโลกตะวันตก คำว่า “art” ตามศัพท์ภาษาอังกฤษมีรากมาจากศัพท์ละตินคือคำว่า “ars” ซึ่งหมายถึง “ทักษะ” ในความหมายแบบกว้างในแง่ทักษะเชิงปัญญา คล้ายกับความหมายในเชิง “ศิลปศาสตร์” (liberal arts) ซึ่งการเรียนรู้เชิงศิลปศาสตร์ครอบคลุมความรู้ 3 ด้าน คือ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ระบบการศึกษาแบบนี้มีรายละเอียดต้องอธิบายกันยืดยาว แต่หากอธิบายแบบย่อคือเป็นระบบการเรียนที่ทำให้รับรู้ทั้งมุมกว้างและลึก ตามลำดับขั้นตอนและสาขาต่าง ๆ

ในอีกแง่มุมหนึ่งคำว่า “ศิลปะ” ในยุคใหม่ คนทั่วไปเข้าใจคำนี้กลืนไปกับกลุ่มความหมายที่เกี่ยวกับกิจกรรม/ทักษะสำหรับสร้างสรรค์ชิ้นงานที่สื่อสารความหมายบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสาร หรืออารมณ์ชนิดต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ออกมาให้มี “ความสวยงาม” เป็นหลัก

แค่เรื่องนิยามต่าง ๆ ก็มีความหลากหลาย และปรากฏข้อถกเถียงกันขึ้นมาแล้ว อันที่จริงแล้ว “การถกเถียง” ย่อมมีเป้าหมายหนึ่งคือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป และการช่วงชิงความหมายหรือข้อสรุปก็เป็นการช่วงชิงตำแหน่งแห่งหนและตัวตนของสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏในสังคมอันเกี่ยวข้องกับการรับรู้ การใช้งาน และการวางตัวของสิ่งนั้นในสังคม ดังนั้นจึงพอจะกล่าวได้ว่า การช่วงชิงตำแหน่งนิยามและความหมายนี้ ถ้ามองในแง่มุมเชิงอำนาจ การพยายามจัดกลุ่มสิ่งต่าง ๆ เพื่อหาตำแหน่งแห่งหนให้ตัวมันเอง หรือสิ่งต่าง ๆ รอบข้าง ก็พอจะให้กลิ่นของ “การเมือง” ได้แล้ว

งานศิลปะเพื่อสื่อสารทาง “การเมือง”

ภายใต้มุมมองว่า ศิลปะคือการสื่อสารเชิงความคิดและอารมณ์ของผู้สร้างงาน การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีเนื้อหาสื่อสารเชิงสังคมและการเมืองย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีงานศิลปะชนิดนี้ปรากฏขึ้นทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรืองานศิลปะในเชิงการเชิดชูอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับสังคมและประชาชน ล้วนปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคโบราณ

ตัวอย่างที่ชัดเจนชิ้นหนึ่งคือ ภาพวาด“Liberty Leading the People” หรือ “เสรีภาพนำประชาชน” โดย เดอลาครัวซ์ (Ferdinand-Victor-Eugene Delacroix) วาดภาพนี้ในปี 1830 ภาพวาดสตรีที่ถือธงชาติฝรั่งเศสในมือขวา มือซ้ายถือปืน ตามมาด้วยผู้คนชนชั้นต่าง ๆ กำลังจะวิ่งผ่านร่างของประชาชนที่นอนอยู่บนพื้น สื่อถึงเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส (หมายถึง ปฏิวัติปี 1830 ในยุคสมัยพระเจ้าชาร์ลสที่ 10) หญิงสาวในภาพคือตัวแทนของเสรีภาพนั่นเอง

ภาพนี้วาดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติไม่นานนัก และเคยแขวนอยู่ในวังด้วย ! แต่ภายหลังภาพนี้ก็ไปอยู่ในการดูแลของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปี 1874 แน่นอนว่าภาพนี้เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงและการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวของประชาชนอย่างแน่ชัด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดนตรีอาจคุ้นตากันว่า ภาพนี้ปรากฏในหน้าปกอัลบั้ม “Viva La Vida” ของวงโคลด์เพลย์ (Coldplay) จากแดนผู้ดีด้วย

ไม่ใช่แค่ในรูปแบบของ “ภาพวาด” ศิลปะในรูปแบบอื่น อาทิ วรรณกรรม หรือแม้แต่สถาปัตยกรรม ยังมีนัยทางการเมืองด้วยเช่นกัน สิ่งก่อสร้างที่มีรูปร่างหน้าตาแบบที่เราเห็นกันจนถึงวันนี้ บางชิ้นงานเป็นตะกอนจากยุคสมัยที่สะท้อนแนวคิดเรื่อง “ศิลปะเพื่อการเมือง”

การศึกษาเรื่องศิลปะคณะราษฎร 2475-2490 ของ ชาตรี ประกิตนนทการ บ่งชี้ถึงแนวคิดศิลปะที่แฝงความหมาย สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์เอาไว้ และการช่วงชิงสัญลักษณ์ในทางการเมืองนั้นก็เกิดขึ้นท่ามกลางการ “ปะทะ” กับสัญลักษณ์ทางการเมืองของกลุ่มอำนาจอีกขั้วด้วย

สัญลักษณ์อย่าง “พานรัฐธรรมนูญ” หรือสิ่งก่อสร้างอย่างอนุสาวรีย์ อาคารสถานที่ ซึ่งมีลักษณะลดทอน “ฐานานุศักดิ์” ในงานสถาปัตยกรรม กล่าวคือ กลายเป็นลักษณะเรียบง่าย เกลี้ยง รูปทรงเส้นสายแข็ง ลวดลายประดับตกแต่งลดลง ถ้ามีลวดลายก็ปั้นแบบเรียบง่าย ตัดทอนรายละเอียดลง ไม่ได้เป็นลวดลายที่บ่งชี้ความหมายถึงฐานานุศักดิ์ แต่เป็นลวดลายเพื่อความสวยงามโดยตรงมากกว่า

ตลอดเส้นทางของมนุษยชาติในแต่ละยุคสมัย พัฒนาการของศิลปะยุคต่าง ๆ มีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ระหว่างช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 ผลงานศิลปะที่สื่อสารในเชิงการเมืองก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามยุคสมัยเช่นกัน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ชิ้นงานในเชิงศิลปะ ในรายละเอียดแล้ว รูปแบบของศิลปะที่สื่อสารในเชิงการเมืองขยายวงไปสู่รูปแบบอื่น ไม่ได้มีเพียงชิ้นงานแบบจับต้องได้เท่านั้น ยังมีชิ้นงานอย่างบทเพลง ภาพยนตร์ และการแสดงอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยต้องอธิบายกันยืดยาว หากแต่มองในแง่มุมที่ใกล้ตัวในยุคศตวรรษที่ 21 ที่เทคโนโลยี สังคม และการเมือง ผ่านพลวัตมาอย่างเข้มข้น โฉมหน้าของมันกลายมาเป็นรูปแบบที่น่าสนใจทีเดียว

งานศิลปะในยุคดิจิทัล

กรณีที่น่าสนใจและเห็นภาพสะท้อนของศิลปะเชิงการเมืองได้ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับกิจกรรมและชิ้นงานเชิงศิลปะสื่อสารเชิงสังคมและการเมืองในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา สิ่งที่เรียกว่า “สตรีตอาร์ต” (street art) หรือศิลปะในพื้นที่สาธารณะ มีบทบาทอย่างมาก ศิลปินหลายรายส่งอิทธิพลทางแนวคิดและส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ศิลปินอย่างแบงก์ซี (Banksy) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในแง่การทำงานของศิลปินยุคใหม่ที่สื่อสารแบบวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีสังคมการเมืองแบบไร้พรมแดน แบงก์ซีเป็นศิลปินสตรีตอาร์ตผู้มีพื้นเพเดิมในอังกฤษ ทำงานแบบไม่เปิดเผยตัวตนมาตั้งแต่ยุค 1990s ผลงานของเขาคืองานศิลปะในที่สาธารณะ พ่นสีสเปรย์บนพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ทางสังคม การเมือง สงคราม และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ผลงานที่ปรากฏมีเนื้อหาเชิงวิจารณ์และเสียดสีแบบเจ็บแสบ ไม่เพียงแค่การสื่อสารทางความคิดผ่านงานศิลปะเท่านั้น กิจกรรมของเขายังส่งผลมาถึงวิถีชีวิตของคนทั่วไปที่มีตัวตนจริง

เขาสร้างผลงานที่มีชื่อเสียงไว้มากมาย บางชิ้นถูกประมูลด้วยมูลค่าหลักล้านบาท งานศิลปะบนผนังที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างชิ้นแรก ๆ คือ “The Mild Mild West” ที่อาคารแห่งหนึ่งในเมืองบริสตอล เมื่อปี 1997 เป็นภาพหมีเท็ดดี้เงื้อมือปาระเบิดขวดใส่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่ถือโล่ สื่อสารถึงปรากฏการณ์ทางสังคมในท้องถิ่น ซึ่งเริ่มมีการจัดปาร์ตี้สังสรรค์ในอาคารร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตในยุค 1990s จนเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลและอาจกระทบกระทั่งกับนักเที่ยว

ขณะที่ผลงานในเชิงการเมืองที่น่าสนใจของแบงก์ซี อีกช่วงหนึ่งคือผลงานที่ปรากฏในปารีส ราวปี 2018 ชิ้นหนึ่งเป็นภาพเด็กหญิงผิวดำพ่นกราฟิตี้เป็นลายแบบวิกตอเรียนทับเครื่องหมายสวัสดิกะ เชื่อกันว่า เขาสื่อความหมายวิจารณ์วิถีนักการเมืองที่ปกปิดความผิดของตัวเอง และนโยบายที่ชวนนึกถึงระบอบเผด็จการฟาสซิสต์

อีกชิ้นหนึ่งที่ปรากฏในปารีส คือ ผลงานที่ล้อกับภาพวาดที่มีชื่อเสียงอย่าง “Napoleon Crossing the Alps” (นโปเลียนข้ามแอลป์) เขาวาดเป็นภาพบุคคลกำลังขี่ม้าในท่วงท่าเดียวกับนโปเลียน แต่บุคคลบนม้าคลุมผ้าสีแดงอยู่ เชื่อกันว่า เขากำลังวิจารณ์รัฐบาลที่ปิดหูปิดตาประชาชนด้วยโฆษณาชวนเชื่อและด้วยการสัญญาที่ไม่ได้ลงมือจริง

อีกหนึ่งหัวข้อที่แบงก์ซีมักเคลื่อนไหวก็คือ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามไปจนถึงคนกลุ่มน้อย กรณีล่าสุดคือข่าวเรื่องแบงก์ซี สมทบทุนตัวเองในภารกิจเรือกู้ชีพช่วยเหล่าผู้ลี้ภัยในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยแบงก์ซียังพ่นสีเรือด้วยเป็นโทนขาวผสมชมพู และมีภาพเด็กหญิงถือชูชีพทรงหัวใจสีชมพูอยู่ตรงกลางตัวเรือ เรือลำนี้ใช้ชื่อ “หลุยส์ มิเชล” (Louise Michel) ตั้งตามชื่อของชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิยมแนวคิดแบบอนาธิปไตย

ปรากฏการณ์ที่กล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างศิลปะและการเมือง ถึงจะมีกลุ่มคนที่สร้างงานลักษณะนี้ปรากฏเสมอมา ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธได้ยากว่า มีผู้คัดค้านการนำศิลปะไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ข้อถกเถียงนี้ปรากฏอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองรูปแบบต่าง ๆ

เชื่อว่าคำกล่าวทำนองว่า “การเมืองอยู่รอบตัวเรา” นี้ก็คงเป็นเรื่องที่พูดถึงกันไม่จบไม่สิ้นอยู่แล้ว แต่มีข้อคิดอย่างหนึ่งที่น่าคิดทีเดียว ธนาวิ โชติประดิษฐ อาจารย์ที่ศึกษาศิลปะร่วมสมัยและประวัติศาสตร์ศิลป์ เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์ (The101.world, 2017) ไว้ว่า

“การยืนยันหลักการหรือแนวคิดอะไรสักอย่าง เพื่อให้คนอื่นยอมรับ มันเป็นเรื่องเชิงอำนาจ ซึ่งมีความเป็นการเมืองในตัวอยู่แล้วโดยไม่อาจปฏิเสธได้”

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าใครจะนิยามอย่างไร ตัว “ศิลปะ” แบบบริสุทธิ์ หรือที่มีการสื่อสารแบบเชิงการเมือง ย่อมมีอิทธิพลต่อคนในสังคมบ้างไม่มากก็น้อย ผลลัพธ์ของชิ้นงาน/กิจกรรมนั้นจะเป็นเครื่องบ่งชี้ตำแหน่งแห่งหน และตัวตนของ “ศิลปะ” ว่าจะมีที่ทางในโลกใบนี้อย่างไร และเราจะปฏิสัมพันธ์กับตัวผลงานอย่างไรบ้างก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเราและท่านแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...