โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ก้าวใหม่ "RATCH Group" โรงไฟฟ้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน

ประชาชาติธุรกิจ

เผยแพร่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 02.37 น.

บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH บริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประกาศรีแบรนดิ้ง เป็น “RATCH Group” พร้อมปรับวิสัยทัศน์ธุรกิจใหม่ แตกไลน์จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ก้าวสู่ธุรกิจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้น 4 ด้าน คมนาคมขนส่ง สื่อสารคมนาคม บริหารจัดการน้ำ และ internet of things (IOT) ในห้วงทศวรรษที่ 2

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH Group กล่าวถึงเหตุผลสำคัญในการปรับครั้งใหญ่ว่า จากการที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทิศทางยุทธศาสตร์ประเทศ 20 ปี และแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2018) ซึ่งเพิ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเปิดโอกาสให้ กฟผ. และเอกชนแข่งขันกันทำโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) จำนวน 8,300 เมกะวัตต์ และยังมีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนเข้ามา 18,176 เมกะวัตต์

เพิ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับแผนการลงทุนและเป้าหมายธุรกิจ 5 ปี ระหว่าง 2562-2566 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปี รวมประมาณ 50,000 ล้านบาท หากมีการซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) สามารถเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทได้ โดยเตรียมเพิ่มสัดส่วนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานจาก 10% เป็น 20% ในส่วนการลงทุนระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขณะนี้ได้ร่วมกับพันธมิตรลงทุนรูปแบบ PPP ในโครงการรถไฟฟ้าส่วนขยายสายสีชมพูและสีเหลือง และยังสนใจการลงทุนในระบบรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) และสีแดงเข้ม (บ้านภาชี-มหาชัย) รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการมอเตอร์เวย์เส้นทาง M6 ระหว่างบางปะกง-นครราชสีมา 196 กม. และ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี 90 กม.

พร้อมกันนี้ ล่าสุดได้ร่วมกับพันธมิตรเข้าซื้อซองทีโออาร์ร่วมประมูลจัดทำโครงการ “สมาร์ทคอมเพล็กซ์” ในโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลในอีอีซี หรือ EECd อยู่ระหว่างการศึกษาในรายละเอียด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีกำหนดเปิดยื่นซองในวันที่ 5 มิถุนายนนี้

ขณะที่บริษัทได้ขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้ผลิตน้ำประปาใน สปป.ลาว นอกจากนี้ยังมีโครงการไฟเบอร์ออปติก สารสื่อสารลงดินด้วย

รักษาธุรกิจหลัก “โรงไฟฟ้า”

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาสัดส่วน core business ไว้ที่ระดับ 80% โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้เฉลี่ยปีละ 700 เมกะวัตต์ หรือรวม 3,500 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 6,860 เมกะวัตต์ (MW) ให้เป็น 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2566 ส่วนกลุ่มพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ บริษัทมีแผนเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจากเดิม 27% ให้เป็น 50 เท่ากันในปี 2566 ด้วย โดยมีประเทศเป้าหมาย คือ ออสเตรเลีย จีน และอาเซียน ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นการลงทุนโรงไฟฟ้า IPP ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ โครงการพลังงานทดแทนทั้งลม แสงอาทิตย์ และน้ำ

ส่วนปีนี้มีโรงไฟฟ้า 3 แห่ง ที่จะเดินเครื่องและรับรู้รายได้ (COD) 179.73 เมกะวัตต์ คือ คอลลินส์วิลล์, เบิกไพรโคเจเนอเรชั่น และเซเปียน-เซน้ำน้อย ส่วนโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 489.79 เมกะวัตต์ คือ Riau, Fangchenggang II NNP, Collector Wind Farm และ NNEG Expansion

“ในประเทศบริษัทยังได้รับโอกาสจาก PDP ในการลงทุนประมูลโรงไฟฟ้า IPP ภาคตะวันตก กำลังการผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าไตรเอ็นเนอร์ยี่ที่จะหมดอายุในปี 2563 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาและทำสัญญาร่วมกับพันธมิตรซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ในไตรมาส 2 และลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ ตาม PDP กฟผ.ได้รับจัดสรร 2,700 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขยะ 400 เมกะวัตต์ คาดว่าภาพรวมรายได้ในปีนี้จะขยายตัวตามการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยไตรมาส 1/62 มีรายได้ 4,043.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.5% บริษัทมีสินทรัพย์รวม 103,185.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.9%”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...