โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติหนุนพัฒนา “ฟินเทค” เชื่อมความร่วมมือผู้ให้บริการทางการเงิน

TODAY

อัพเดต 19 ก.ค. 2562 เวลา 09.49 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 09.49 น. • Workpoint News

ธนาคารแห่งประเทศไทย สนับสนุนการพัฒนาฟินเทค เชื่อมความร่วมมือของผู้ให้บริการทางการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดบ้านที่ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อจัดงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ในธีม Collaboration for the Future of Finance ขึ้น ระหว่างวันที่ 18 -19 กรกฎาคม 2562 โดยภายในงานเน้นความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการ ทั้งภาคสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการชำระเงิน บริษัทด้านเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาพัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร นอกจากนี้ยังได้ครอบคลุมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านบริการทางการเงินและการชำระเงินโดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วย

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของฟินเทคที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องว่า ข้อแรก ฟินเทคจะช่วยเพิ่มผลิตภาพของภาคการเงิน (Productivity) ถ้าภาคการเงินมีต้นทุนถูกลง ก็จะช่วยทำให้ผลิตภาพของทั้งระบบเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น ข้อที่สอง ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Inclusivity) โดยฟินเทคจะมาช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง และข้อที่สาม ฟินเทคใหม่ๆ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน ตลอดจนสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ระบบการเงิน (Immunity)

"ประเทศไทยมีพัฒนาการด้านฟินเทคที่ค่อนข้างดี ถ้าเทียบกับประเทศภูมิภาค เราเป็นผู้นำในหลายๆ เรื่อง เช่น พร้อมเพย์ เป็นระบบที่ให้บริการประชาชนเป็นระบบแรกของอาเซียน และเติบโตอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบันประมาณ 2 ปีเศษ มีผู้ใช้บริการประมาณ 50 ล้าน ID แล้ว มีการทำธุรกรรมเฉลี่ยวันละ 6 ล้านรายการผ่านพร้อมเพย์ ประชาชนสัมผัสได้ว่ามีความสะดวกมากขึ้น ต้นทุนการทำธุรกรรมก็ถูกลง ประเทศไทยมีต้นทุนการใช้บริการทางการเงินที่ถูกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลต่อไปที่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัลที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถซื้อขายได้เมื่อมีระบบการชำระเงินที่มีประสิทธิภาพ"

นอกจากนี้ ดร.วิรไท ยังกล่าวด้วยว่า แบงก์ชาติจะสนับสนุนให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางการเงิน (Value of Financial Network) ขึ้น เพื่อให้ระบบการเงินสามารถต่อเชื่อมกัน และสามารถนำข้อมูลในระบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อประเทศต่อได้ ทั้งนี้การสร้างเครือข่ายดังกล่าวประกอบด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

1. โครงข่ายระบบพื้นฐานแบบเปิด (Open Architecture Framework) เพื่อให้ผู้เล่นรายใหม่ๆ สามารถเข้ามาเชื่อมต่อกับระบบได้

2. ระบบที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ (Interoperability of Systems) เป็นระบบมาตรฐานกลางที่จะมาช่วยให้ผู้ให้บริการที่มีความแตกต่างกัน สามารถที่จะเชื่อมโยงเข้าหากันได้ เช่น ระบบคิวอาร์โค้ดมาตรฐาน (Standardized QR code)

3. ทำโครงสร้างพื้นฐานที่มาช่วยสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมให้กับทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ (Creating the Right Incentive Structure) ด้วยการทำระบบให้สะดวกขึ้นและมีราคาที่ถูกลง

4. โครงสร้างของการกำกับดูแล (Regulatory Framework) โดยกฎระเบียบที่ออกมาต้องมีความสมดุล ไม่หย่อนยานหรือเข้มงวดจนเกินไป ตลอดจนต้องมีความยืดหยุ่นและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ผู้ให้บริการที่สนใจ สามารถมาลงทุนและให้บริการ เกิดตลาดที่มีความเป็นธรรม รวมทั้งดึงนวัตกรรมทางเงินต่างๆ ให้เข้ามาในระบบการเงินไทยได้ด้วย

นอกจากภายในงานทั้งสองวัน จะมีเวทีเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องฟินเทค และ showcase มากมายจากผู้ให้บริการทางการเงินต่างๆ แล้ว ยังมีแถลงข่าวสำคัญ 2 งาน ได้แก่ งานแถลงข่าวเรื่อง โครงสร้างระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (National Digital ID – NDID) โดยบริษัท เนชั่นแนลดิจิทัลไอดี จำกัด ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเป็นตัวกลางให้ภาครัฐและเอกชนเชื่อมต่อข้อมูลในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน เอื้อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วนโดยยึดหลักประชาชนผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง และมีกำหนดจะเปิดให้บริการในช่วงต้นไตรมาส 4 ปี 2562

และงานแถลงข่าวบริการ QR Payment รูปแบบใหม่ขยายสู่ภาคธุรกิจ “The New Chapter of QR Payment: MyPromptQR” โดยเป็นการขยายมาตรฐาน Thai QR Payment สู่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีเครือข่ายสาขาจำนวนมาก เช่น ร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้า โดย MyPromptQR จะช่วยให้ภาคธุรกิจรับชำระเงินได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น สามารถเชื่อมโยงระบบการรับชำระเงินกับระบบ Point of Sale ที่จุดรับชำระเงินของร้านค้าได้อัตโนมัติ สะดวกขึ้นจากการให้บริการคิวอาร์โค้ดแบบเดิมที่ลูกค้ากรอกยอดเงินและสแกนคิวอาร์โค้ดของร้านค้า จึงลดขั้นตอนและเวลาของแคชเชียร์ในการรับชำระเงิน อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการขาย ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้ในอนาคต

ที่มา:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...