โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปากแหว่งเพดานโหว่ อาการที่ไม่มีใครอยากให้ลูกเป็น

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 19 ก.ค. 2562 เวลา 16.30 น. • Motherhood.co.th Blog

ปากแหว่งเพดานโหว่ อาการที่ไม่มีใครอยากให้ลูกเป็น

ไม่ว่าคุณพ่อคุณแม่คนไหนก็ย่อมต้องอยากให้ลูกน้อยเกิดมามีอาการครบ 32 และสมบูรณ์แข็งแรง หากเกิดความผิดปกติขึ้นมา โดยเฉพาะอาการ "ปากแหว่งเพดานโหว่" ย่อมสร้างความเครียดให้กับคุณพ่อคุณแม่แน่นอน จะรักษาได้อย่างไร จะมีวิธีการป้องกันได้ไหม ต้องติดตามอ่านในบทความนะคะ

ทำความรู้จักอาการปากแหว่งเพดานโหว่

ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip, Cleft Palate) เป็นโรคที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด คือจะมีรอยแยกที่บริเวณริมฝีปาก ใต้จมูก เหงือกบน หรือเพดานปาก สามารถเกิดขึ้นแยกกันหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเกิดร่วมกันทั้งปากแหว่งและเพดานโหว่ได้ จัดเป็นโรคที่พบตั้งแต่เด็ก และถือเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดอย่างหนึ่งโดยเกิดความผิดปกติตั้งแต่ในครรภ์มารดา และอาจตรวจพบได้ตั้งแต่ในครรภ์หรือหลังคลอด โดยจะส่งผลต่อลักษณะทางกายภาพ การรับประทานอาหาร การกลืน สุขภาพในช่องปาก และการได้ยิน

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถพบเด็กเป็นโรคนี้ได้มากที่สุด

ลักษณะของโรค

ทารกสามารถเกิดมาพร้อมลักษณะของปากแหว่งหรือเพดานโหว่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่างร่วมกันได้ โดยลักษณะของโรคสามารถพบได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • รอยแหว่งที่บริเวณริมฝีปากบนและรูโหว่ที่เพดานปาก ส่งผลให้ลักษณะทางกายภาพของใบหน้าเปลี่ยนไปข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง
  • รอยแหว่งเล็กๆที่เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณริมฝีปากบน หรืออาจยาวไปถึงเหงือกบน เพดานปาก รวมถึงบริเวณใต้จมูก ส่งผลให้ลักษณะทางกายภาพของใบหน้าเปลี่ยนแปลงไป
  • รอยโหว่เฉพาะบริเวณเพดานอ่อนในปาก ไม่มีผลต่อลักษณะทางกายภาพของใบหน้า

สาเหตุของโรค

สามารถเกิดได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ในช่วงเดือนที่ 2 และ 3 ของการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดความผิดพลาดในการสร้างอวัยวะบางส่วน ได้แก่ ปากและเพดานปาก ปัจจุบันแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรค แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • การสืบทอดกรรมพันธุ์ในผู้ที่มีประวัติการเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่กับสมาชิกในครอบครัว
  • การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในระหว่างตั้งครรภ์
  • โรคอ้วนในระหว่างตั้งครรภ์
  • การขาดกรดโฟลิคในระหว่างตั้งครรภ์
  • การสัมผัสเชื้อไวรัสหรือสารเคมีระหว่างตั้งครรภ์
  • การใช้ยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ยากันชัก สเตียรอยด์ ยารักษาสิวที่มีส่วนประกอบของแอคคิวเทน รวมถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง โรคข้ออักเสบ และโรคสะเก็ดเงิน
  • ข้อบกพร่องอื่น ๆ เช่น กลุ่มอาการดิจอร์จ (DiGeorge Syndrome) รวมถึงปัญหาของระบบภูมิกันของร่างกาย ปัญหาต่อมไทรอยด์ เป็นต้น
เพดานโหว่ คือ การที่มีช่องเปิดระหว่างเพดานปากและฐานจมูก

การวินิจฉัยโรค

ปากแหว่งเพดานโหว่สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาหรือเกิดขึ้นหลังการคลอด การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยกัน 2 วิธี คือการอัลตราซาวด์ และการตรวจร่างกายทารกแรกเกิด

  • การอัลตราซาวด์ (Ultrasound) คือการใช้คลื่นเสียงเพื่อจำลองภาพของทารกในครรภ์ โดยแพทย์จะทำการตรวจโครงสร้างใบหน้าของทารกเพื่อหาความผิดปกติ สามารถทำการตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ช่วงสัปดาห์ที่ 13 และอาจตรวจตัวอย่างน้ำคร่ำเพื่อหาความผิดปกติของโครโมโซม สำหรับการตรวจด้วยวิธีอัลตราซาวด์ อาการปากแหว่งจะสามารถตรวจพบได้ง่ายกว่าอาการเพดานโหว่ที่เกิดขึ้นในเพดานปากเพียงอย่างเดียว
  • การตรวจร่างกายทารกแรกเกิด คือการตรวจลักษณะทางกายภาพของทารกหลังคลอดในช่วงแรกเกิด เพื่อตรวจความปกติของร่างกาย เช่น ความผิดปกติบนใบหน้าและช่องปาก ตา สะโพก หัวใจ

วิธีการรักษา

การรักษามีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับประทานอาหาร การพูด การได้ยิน รวมไปถึงลักษณะทางกายภาพให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ สามารถทำได้ด้วยวิธีการผ่าตัด จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง รูปแบบของการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • การผ่าตัดอาการปากแหว่ง จะทำภายในช่วง 12 เดือนหลังคลอด โดยแพทย์จะทำการเย็บเพื่อเชื่อมรอยแยกที่บริเวณริมฝีปากรวมถึงรอยแยกบริเวณใต้จมูกเข้าด้วยกัน
  • การผ่าตัดอาการเพดานโหว่ จะทำเมื่อเด็กมีอายุ 18 เดือน โดยแพทย์จะทำการเย็บเพื่อปิดรอยแยกที่บริเวณเพดานอ่อนหรือเพดานแข็งในปาก
  • การผ่าตัดใส่ท่อในหู จะทำเมื่อเด็กมีอายุ 6 เดือน เป็นการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวในหูชั้นกลาง และลดความเสี่ยงของการเกิดการติดเชื้อที่จะนำไปสู่การสูญเสียการได้ยิน
  • การผ่าตัดซ่อมแซมรอยแหว่งที่เหงือกโดยใช้กระดูก จะทำเมื่อเด็กมีอายุ 8-12 ปี
  • การผ่าตัดเพื่อปรับปรุงลักษณะและการทำงานของริมฝีปากและเพดานปาก อาจมีการผ่าตัดในรูปแบบนี้ร่วมด้วยในกรณีที่การผ่าตัดอาการปากแหว่งหรือเพดานโหว่ยังไม่สามารถทำให้ประสิทธิภาพในการพูดของผู้ป่วยใช้งานได้เหมือนปกติ
  • การผ่าตัดกรามหรือขากรรไกรล่าง เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีกรามหรือขากรรไกรล่างที่ผิดรูปไปจากปกติ

การดูแลรักษาจำเป็นต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทางหลายสาขาร่วมดูแลเป็นทีม เช่น กุมารแพทย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ทันตแพทย์ โดยจะมีการวางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยและให้คำแนะนำการผ่าตัดผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบันสามารถรักษาให้หายได้แล้ว โดยวิธีการผ่าตัดปิดช่องโหว่

ภาวะแทรกซ้อน

  • ปัญหาในการรับประทานอาหาร เด็กที่มีอาการเพดานโหว่ไม่สามารถดูดนมแม่ได้ตามปกติ เนื่องจากมีรูโหว่ที่เพดานปาก เช่นกันกับเด็กที่มีอาการปากแหว่ง เพราะไม่สามารถปิดปากได้สนิท อาจทำให้อาหารและของเหลวขึ้นจมูก
  • การติดเชื้อที่หูและปัญหาการได้ยิน เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่หูชั้นกลางหรือหูน้ำหนวกได้มากกว่า ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลต่อการได้ยิน หรือสูญเสียการได้ยินได้ แพทย์จะทำการผ่าตัดใส่ท่อที่บริเวณแก้วหูเพื่อระบายของเหลว อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังในผู้ป่วยบางราย
  • ปัญหาทางการพูด ปากและเพดานเป็นส่วนสำคัญในการออกเสียงที่ถูกต้องและชัดเจน เด็กที่เป็นโรคนี้แล้วไม่ได้รับการผ่าตัด จะทำให้เด็กพูดไม่ชัด มีเสียงขึ้นจมูกได้ แต่การผ่าตัดสามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้ผู้ป่วยบางรายเท่านั้น แต่บางรายอาจต้องเข้ารับการรักษาด้วยการบำบัดการพูด
  • ปัญหาทางทันตกรรม เด็กที่เป็นโรคนี้มีแนวโน้มที่จะฟันผุ ฟันขึ้นผิดตำแหน่ง ฟันซ้อน ฟันเก จำเป็นต้องรับการตรวจหรือรักษาโดยทันตแพทย์เป็นประจำ หรืออาจมีการจัดฟันร่วมด้วย

การป้องกันโรค

โรคนี้ป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา จึงไม่อาจป้องกันได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคในบุตรคนต่อไป โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางนี้

  • เข้ารับการปรึกษาด้านพันธุกรรม หากพบว่าคนในครอบครัวเคยมีประวัติโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ควรปรึกษาแพทย์และวางแผนการตั้งครรภ์เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเกิดโรค
  • คุณแม่ควรรับประทานวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ เช่น กรดโฟลิค ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม วิตามินดี วิตามินซี วิตามินอี วิตามินบี 12 ไนอาซิน หรือสังกะสี
  • คุณแม่ต้องงดการสูบบุหรี่และงดการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีควันบุหรี่ และคุณพ่อที่สูบบุหรี่ก็ควรเลิกสูบเสียเพื่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์

หากเกิดปัญหานี้ขึ้นกับลูก คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งท้อใจ เพราะสมัยนี้แพทย์สามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดจนเด็กสามารถกลับมาใช้งานอวัยวะต่างๆได้เป็นปกติ สิ่งที่ต้องทำคือการปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆและทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดค่ะ

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...