ตำรวจภาค 1 จับหนุ่ม วัย 34 ปี ผู้ต้องหา “ฉ้อโกง” หลอกเหยื่อกว่า 140 ราย ลงทุนขนส่ง “กุ้ง” อ้างได้สัมปทานพื้นที่ภาคกลาง เสียหายกว่า 2 ล้าน
วันที่ 31 ตุลาคม 2562 พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แถลงจับกุม นายวีระพัฒน์ หรือยู พฤกษาปรินนท์ อายุ 34 ปี ชาว จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 670/2562 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2562 โดยกล่าวหาว่า "ฉ้อโกงประชาชน และการกู้ยืมเงิน โดยจัดให้มีบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ชักชวนบุคคลต่างๆ เพื่อให้มีการกู้ยืมเงิน โดยตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้กู้ยืมในอัตราที่สูงว่าอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้” หลังถูกตำรวจ เมืองสมุทรปราการ จับกุมตัวได้
พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (ผบช.ภ.1) กล่าวถึงพฤติการณ์ นายวีระพัฒน์ หรือยู พฤกษาปรินนท์ อายุ 34 ปี ผู้ต้องหา คือ ก่อนเกิดเหตุประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2562 กลุ่มผู้เสียหาย ได้รู้จักกับ นายวีระพัฒน์ ซึ่งอ้างว่าตนเองได้รับสัมปทานการขนส่ง ลูกกุ้งขาวแวนนาไม กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน จำกัด และบริษัท ซีพี จำกัด ซึ่งมีความต้องการรถยนต์กระบะขนส่งลูกกุ้งขาวแวนนาไม จำนวนรวม 140 คัน เพื่อวิ่งรถไปรับกุ้งที่ฟาร์มกุ้ง ในจังหวัดเพชรบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และสมุทรสาคร แล้วนำส่งกุ้งตามจังหวัดต่างๆ ได้แก่ นครปฐม ชัยนาท อ่างทอง สุพรรณบุรี และจะได้รับค่าแรงในการขนส่งเที่ยวละ 3,500 - 7,400 บาทต่อเที่ยว จึงได้ชักชวนกลุ่มผู้เสียหาย ให้ร่วมลงทุน
นายวีระพัฒน์ ได้หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ จำนวนคนละ 16,050 บาท เพื่อเป็นเงินประกันการขนส่งสินค้าลูกกุ้งขาวแวนนาไม และเป็นค่าฝึกอบรมการขนส่งลูกกุ้งขาวให้กับเจ้าหน้าที่ของบริษัท ไทยยูเนี่ยน จำกัด และบริษัท ซีพี จำกัด โดยนายวีระพัฒน์ ผู้ต้องหา นำหนังสือของบริษัทดังกล่าวมาแสดง เพื่อใช้กลุ่มผู้เสียหาย หลงเชื่อ แต่เมื่อถึงกำหนดการอบรมช่วงเดือนมิถุนายน และกรกฎาคม 2562 กลับไม่ได้มีการอบรมขึ้นจริง และผัดผ่อนเรื่อยมา โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของบริษัทยังติดการอบรม ให้ความรู้กับกลุ่มอื่นอยู่ยังไม่แล้วเสร็จ
พล.ต.ท.อำพล กล่าว นอกจากนี้ นายวีระพัฒน์ ผู้ต้องหายังนัดหมายพากลุ่มผู้เสียหายไปดูงาน ตามบ่อกุ้งในจังหวัดต่างๆ อีกหลายครั้ง แต่กลุ่มผู้เสียหายก็ยังไม่ได้วิ่งรถขนส่งกุ้งตามที่ผู้ต้องหา กล่าวอ้างอีกทั้งจากการตรวจสอบกับบริษัทดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปรากฏว่า หนังสือของบริษัทฯ ที่นายวีระพัฒน์ นำมาแอบอ้างนั้นเป็นเอกสารปลอมทั้งหมดที่ทำขึ้นมาเองเพื่อหลอกกลุ่มผู้เสียหาย
กระทั่งช่วงเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้เสียหาย ได้รวมตัวกันขอให้ นายวีระพัฒน์ ผู้ต้องหาคืนเงินค่าประกันแ ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อผู้ต้องหาได้ และเชื่อว่าถูกหลอกลวงอย่างแน่นอน จึงได้รวมตัวกันมาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียหายรวมทั้งสิ้น จำนวน 140 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 2.2 ล้านบาท