โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

การเมืองเรื่องทรงผมของชายชาวหงสาวดี และพระนเรศวร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 16 ต.ค. 2566 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2566 เวลา 00.30 น.
ภาพพระองค์ดำหรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงไว้ผม “ทรงกลมที่ด้านหน้าและโกนที่ด้านหลัง” จากภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

การเมืองเรื่อง “ทรงผม” ของชายชาวหงสาวดี และ “พระนเรศวร”

เส้นผมของมนุษย์มีนัยยะสำคัญหลากหลายแง่มุม ดังจะเห็นว่าพราหมณ์และโยคีจะไม่ตัดผมจนตลอดชีวิต ตามคติที่ว่าเรือนผมเป็นที่สถิตของเทพดา เช่นเดียวกับชาวซิกข์ ด้วยถือว่าร่างกายเป็นดั่งวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าสาดแสงส่องทาบ ผู้เคารพในพระประสงค์จึงไม่ควรทำลายรูปลักษณ์ที่พระองค์ประทานให้ แม้นักบวชในพุทธศาสนาจะมีข้อกำหนดให้ปลงผม ก็ด้วยมุ่งปลดภาระการตกแต่งเส้นผมเพื่อสะดวกต่อการบรรลุธรรม

ปัจจุบัน ทรงผม ผู้คนทั่วโลกมีลักษณะร่วมสมัย ทรงเตะตาในตอนนี้น่าจะเป็น “แมนบัน” (Man Bun) ที่แปลว่า “มวยผมบุรุษ” จะว่าใหม่สำหรับคนไทยคงไม่ เป็นแต่ความใหม่ที่มาจากข้างนอก

ขณะเดียวกันคนไทยอีกหลายคนก็โหยหา “มหาดไทย” อย่างวันก่อนคืนเก่า ที่เชื่อว่าเป็นทรงไทยแท้ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย แต่ไทยที่แท้นั้นอาจเป็นแต่การเมืองอันสืบเนื่องมาแต่สมัย “พระนเรศวร” สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งทรงเป็นองค์ประกันอยู่ที่ กรุงหงสาวดี ก็เป็นได้

เมื่อสมัยโบราณ หากมีองค์พระมหากษัตริย์ พระมเหสีเทวีเจ้า และบุคคลในราชวงศ์ สวรรคตหรือสิ้นพระชนม์ ไพร่พลและราษฎรจะต้องโกนหัวไว้ทุกข์กันทั่วทั้งแผ่นดิน ดังที่ปรากฏอยู่ในพงศาวดารมอญหลายตอน เช่น ในครั้งที่พระนางจันทะมังคะละ พระอัครมเหสีในพระเจ้าช้างเผือก (พญาอู่) สวรรคต พระเจ้าช้างเผือกโปรดให้ราษฎรโกนศีรษะทั้งเมือง

และในวาระแห่งการโกนศีรษะ ก็ยังถูกข้าศึกศัตรูนำไปใช้เป็นอุบายในการปลอมตัวเป็นราษฎรของเมืองที่ปราศจากเรือนผมบนศีรษะและกำลังเศร้าโศกในระหว่างไว้ทุกข์นั้นเข้าโจมตี

เอกสารแทบทุกแห่งกล่าวตรงกันว่า ชายชาวมอญสมัยโบราณไว้ผมยาว เกล้ามวยมุ่นไว้กลางศีรษะ และมีผ้าโพก การบรรยายการตกแต่งร่างกายทุกครั้งก็จะต้องกล่าวถึงผ้าโพกศีรษะเสมอ เช่น พงศาวดารมอญที่ได้รับการแปลและตกแต่งเป็นวรรณคดีไทยเรื่องราชาธิราช ในตอน สมิงนครอินท์อาสาพระเจ้าราชาธิราชรบพม่า ความว่า

“ครั้นเวลาเช้าสมิงนครอินท์อาบน้ำทาแป้งหอมน้ำมันหอม แต่งตัวใส่เสื้อชมพูขลิบทองจีบเอว กำไลต้นแขนปลายแขน โพกผ้าชมพูขลิบทอง ใส่แหวนเพชรเก้ายอดทั้งสองก้อย แล้วเข้ากราบถวายบังคมลาสมเด็จพระเจ้าราชาธิราช…”

หรือในตอนที่สมิงพระรามอาสาพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กษัตริย์พม่าออกรบกามะนี ทหารฝ่ายพระเจ้ากรุงจีน

“ฝ่ายสมิงพระรามก็แต่งตัว ใส่เสื้อสีชมพูขลิบทองจีบเอว โพกผ้าสีชมพูขลิบแล้วไปด้วยทอง ใส่กำไลต้นแขนปลายแขน แหวนสอดก้อยแล้วไปด้วยเนาวรัตน์ แต่ล้วนทองเป็นอันงาม แล้วสอดดาบสะพายแล่งขึ้นมา…”

ในส่วนของมอญในเมืองไทย ปรากฏหลักฐานอยู่ในจารึกภาพคนต่างภาษา ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้จารึกไว้บนคอสองศาลาราย วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) กรุงเทพมหานคร บรรยายลักษณะของชายชาวมอญเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ ดังนี้

“นุ่งผ้าตารางริ้วเช่น ชาวอัง วะแฮ

พันโพกเกล้าแต่งกาย ใส่เสื้อ

มอญมักสักไหล่หลัง ลงเลข ยันต์นา

พลอยทับทิมน้ำเนื้อ นับถือ”

นอกจากบันทึกของฝ่ายมอญและไทย ที่ระบุว่าชายชาวมอญไว้ผมยาวเกล้ามุ่นไว้กลางศีรษะแล้ว ยังมีบันทึกของชาวตะวันตก ว่าด้วยทรงผมของชายชาวมอญและพม่าเมื่อกว่า 300 ปีก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ชาวตะวันตกดังกล่าว คือ Victor Lieberman นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยใหม่ เขาได้ศึกษาเรื่องราวว่าด้วยการเมือง รวมทั้งลักษณะทางด้านสังคม และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศพม่า ในบทความของเขาที่ชื่อ “Ethnic Politics in Eighteen-Century Burma” ตีพิมพ์ในวารสาร Modern Asian Studies เมื่อ พ.ศ. 2521 ตอนต้นของบทความ เขาได้กล่าวถึงทรงผมของชายชาวมอญและพม่า โดยอ้างอิงเอกสารโบราณที่บันทึกโดยชาวตะวันตกเช่นกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนได้สรุปมาลงไว้พอสังเขปดังนี้ คือ

ชาวมอญกับพม่ามีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกัน แต่ก็มีแบบแผนบางอย่างที่ต่างกัน เช่น การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ขนบธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป การอ่านการเขียน ประการสำคัญ มีลักษณะทางกายภาพที่ต่างกัน เช่น ในช่วง พ.ศ. 2302 นั้น ชายชาวพม่านิยมสักที่ต้นขา แต่ชายชาวมอญไม่สัก ชาวพม่าโดยรวมคล้ำกว่าชาวมอญ นอกจากนี้ชายชาวพม่ายังนิยมไว้ผมยาวแล้วเกล้ามวยมุ่นไว้กลางศีรษะ ขณะที่ชายชาวมอญนิยมตัดผมเป็น “ทรงกลมที่ด้านหน้าและโกนที่ด้านหลัง”

ยากที่ใครจะจินตนาการได้ว่าผมของชายชาวมอญ “ทรงกลมที่ด้านหน้าและโกนที่ด้านหลัง” เมื่อ 200 กว่าปีก่อน ในบันทึกชาวตะวันตกนั้นได้ว่าเป็นอย่างไร อาจลองเทียบกับทรงผมของพระองค์ดำ หรือ พระนเรศวร (ครองราชย์ พ.ศ. 2133-2148) ในภาพยนตร์ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ที่พอจะอ้างอิงได้ว่า

พระองค์ดำนั้นได้ถูกนำไปเป็นองค์ประกันอยู่ยัง “กรุงหงสาวดี” อันเป็นเมืองหลวงของมอญที่เวลานั้นตกอยู่ใต้อำนาจพม่า พระองค์ดำเป็นศิษย์ในสำนักของพระมหาเถรคันฉ่อง พระเถระมอญผู้ทรงวิทยาคม ดังนั้นผม “ทรงกลมที่ด้านหน้าและโกนที่ด้านหลัง” อย่างที่ชาวตะวันตกบันทึกไว้ก็อาจมีลักษณะอย่างนั้น ซึ่งก็คงพอจะอนุโลมได้ว่า น่าจะเป็นต้นแบบของผมทรง “มหาดไทย” ในเวลาต่อมา (และอาจเลยรวมทั้งทรงแมนบันของฝรั่งในเวลานี้)

ซึ่งในส่วนที่มาของผมทรงมหาดไทยนั้น George Windsor Earl ซึ่งเดินทางเข้ามายังสยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2375 ได้บันทึกไว้ว่า

“กล่าวกันว่าการที่คนสยามตัดผมข้างหลังออกเช่นนี้ เป็นผลเนื่องมาจากความไม่สะดวกในเวลาออกรบ กล่าวคือในการทำสงครามครั้งหลังๆ มีชาวสยามถูกพวกโคชินจีน [เวียดนาม –ผู้เขียน]ที่มีความกล้าหาญมากกว่า ดึงผมจับตัวไปเป็นเชลย ซึ่งไม่เหมาะกับวิธีการรบในส่วนนี้ของโลก…”

ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการระบุว่าผมทรง “มหาดไทย” มาจากคำว่า “มหาอุทัย” ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์แรกขึ้นหรือพระอาทิตย์อุทัย

“อนึ่งในชั้นเดิมที่พวกไทยเรายกมาจากดินแดนที่ประเทศจีนในเวลานี้นั้น ก็ไว้ผมยาวเกล้ามวยทั้งหญิงชายเหมือนกับจีนในสมัยโบราณ แต่พอตั้งกรุงสุโขทัยเสร็จไทยก็ตัดผม มีรูปเป็นวงกลมกลางกระหม่อม และโกนรอบข้างทำให้ผมตรงกลางมีรูปร่างเหมือนพระอาทิตย์ และเรียกชื่อผมที่ตัดใหม่นี้ว่ามหาอุไทย…”

ตามด้วยทัศนะของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ระบุถึงทรงผมคนไทยสมัยสุโขทัย ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาไว้ ความว่า

“ยังมีข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่ง ด้วยธรรมเนียมของเรา เจ้านายขุนนางย่อมไว้ผมยาว ต่อไพร่เลวจึงตัดผมสั้น เช่น ชฎา ลอมพอก ซึ่งมาแต่ผ้าโพกเมื่อยังไว้ผมสูง จะเลิกไว้ผมยาวเมื่อเกิดบวชกันขึ้นดอกกระมัง (พระบรมไตรโลกนาถ) ข้อนี้ไม่มีหลักฐานเป็นแต่ข้าพเจ้านึกขึ้น ก็จดเอาไว้สำหรับผู้อื่นพิจารณาต่อไป”

สอดคล้องกับ สมภพ จันทรประภา ระบุในหนังสืออยุธยาอาภรณ์ ว่า ผมทรงมหาดไทยได้รับความนิยมขึ้นภายหลังจากสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (ครองราชย์ พ.ศ. 1991-2031) ภายหลังทรงเจรจาสงบศึกสงครามกับล้านนา และทรงออกผนวช มีข้าราชการจำนวนมากออกบวชตามด้วย จึงทำให้ผมสั้นทรงนี้ได้รับความนิยมในเวลาต่อมา และเมื่อปลายอยุธยา ต่อธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามมาโดยตลอด และหนังสือกองวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้อธิบายไว้ด้วยเช่นกันว่า

“ครั้นย่างเข้ายุคสงคราม ชาติไทยในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต้องรบพุ่งเพื่อผดุงเอกราช ชายหญิงต้องจับดาบฟาดฟันกับผู้รุกราน เครื่องแต่งกายจึงแปรผันไปบ้าง ดังผู้หญิงที่ตัดผมให้สั้นลง เพื่อปลอมเป็นผู้ชายและสะดวกในการหนีภัย เสื้อผ้าอาภรณ์ก็ต้องตัดทอนลงมิให้รุ่มร่าม เป็นอุปสรรคแก่การเคลื่อนที่ มีการห่มผ้าตะแบงมานขึ้นด้วย ส่วนชายไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีกจนกระทั่งกรุงธนบุรี”

อย่างไรก็ตาม ทรงผมชายชาวมอญในบันทึกชาวตะวันตกนั้นขัดกับหลักฐานทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายมอญ และน่าเชื่อว่า ทรงผมชายชาวมอญแบบ “ทรงกลมที่ด้านหน้าและโกนที่ด้านหลัง” น่าจะเป็นผมทรง “เด็กวัด” ทรงผมที่เด็กวัดมอญสมัยโบราณนิยมไว้กัน ปัจจุบันยังเหลือร่องรอยอยู่ในเมืองมอญ (ประเทศเมียนมา) คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนมอญบางแห่งยังนิยมตกแต่งทรงผมลูกหลานก่อนเข้าพิธีบรรพชาหรือบวชเณร โดยการโกนผมข้างหลังออกจนขาว เหลือแต่ด้านหน้ากลมๆ ส่วนกลางกระหม่อมนั้นไว้ยาวเกล้ามุ่นหรือมัดจุกไว้

ที่มาของทรงผมซึ่งยกมาส่วนใหญ่เป็นไปในทางคาดเดาด้วยกันทั้งสิ้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า ขณะพระองค์ดำหรือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพำนักอยู่ที่หงสาวดีในฐานะองค์ประกัน ดำรงสถานะเป็นเด็กวัดในสำนักพระมหาเถรคันฉ่องนั้น

เมื่อเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยานั้นมีพระชนมายุ 17 พรรษา ทรงผมของพระองค์ดำเมื่อนิวัติกรุงศรีอยุธยา กระทั่งกลายมาเป็นแบบอย่างผม “ทรงมหาดไทย” รวมทั้งทรงผมที่ชาวตะวันตกพบเห็นในเมืองมอญ (ประเทศพม่า) เมื่อ พ.ศ. 2302 และจดบันทึกไว้นั้นก็คือทรงผมเด็กวัดของเด็กวัยรุ่นชายชาวมอญหงสาวดีก็เป็นได้

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

องค์ บรรจุน. “การเมืองเรื่องทรงผมของชายชาวหงสาวดีและพระนเรศวร”ใน,ศิลปวัฒนธรรม มิถุยายน 2561.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 ตุลาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...