โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องจริงเบื้องหลังหนัง 1917 ภารกิจในสงครามโลกครั้งที่ 1 ของทหารกล้าลุยในแดนศัตรู

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ก.พ. 2565 เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2564 เวลา 06.22 น.

ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารอังกฤษสองนายชื่อ Schofield และ Blake ได้รับภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ พวกเขาต้องแข่งขันกับเวลา ต้องข้ามอาณาเขตของศัตรู นำสาส์นไปส่งให้ถึงจุดหมายเพื่อจะยับยั้งการโจมตีที่รุนแรงซึ่งอาจสังหารทหารนับร้อยนาย หนึ่งในนั้นมีพี่ชายของ Blake เอง

เรื่องราวข้างต้นนี้คือเรื่องย่อจากภาพยนตร์เรื่อง “1917” ที่เข้าฉายไปแล้วในต่างประเทศช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยแซม เมสเดส (Sam Mendes) ผู้กำกับซึ่งมีวิสัยทัศน์และต้องการสร้างภาพยนตร์สงครามให้ “แตกต่าง” จากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ

ภาพยนตร์สงครามของฮอลลีวูด (ที่แพร่หลายและเป็นที่นิยม) หลายเรื่องมักบอกเล่าเรื่องราวในสงครามโลกครั้งที่ 2 มากกว่าสงครามโลกครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan (1998), Pearl Harbor (2001) Fury (2014), Dunkirk (2017) เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเต็มไปด้วยเทคโนโลยีการสงครามซึ่งนำมาสู่การประหัดประหารทหารทั้งสองฝ่ายอย่างที่สุด จึงเต็มไปด้วยฉากต่อสู้และยุทธการที่น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยเรื่องเล่าทั้งบนสมรภูมิรบและเบื้องหลังการสงคราม

ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือสิ่งที่ “1917” พยายามฉายให้เห็นภาพของความน่าสะพรึงกลัวของสงคราม จากภารกิจของทหารสองนายที่ต้องหลบหนีจากความกดดันและความโหดร้ายของสมรภูมิ

Sam Mendes ผู้กำกับภาพยนตร์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงบางส่วนของปู่ของเขาคือ อัลเฟรด เมนเดส (Alfred Mendes) ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว ซึ่ง Alfred Mendes เมื่อครั้งเป็นทหารวัยหนุ่มที่ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสาส์นในแนวรบด้านตะวันตก เขาต้องตะลุยผ่านสมรภูมิอันดุเดือดเพื่อนำสาส์นไปแจ้งยังกองทัพที่ขาดการติดต่อและกำลังมุ่งสู่กับดักของศัตรู

อย่างไรก็ตาม ในภาพยนตร์ของ Sam Mendes นำเสนอโดยสมมติตัวละครขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ดำเนินเรื่องราวในภาพยนตร์จากประวัติของปู่ของเขาโดยตรง ขณะที่เมนเดส ให้สัมภาษณ์กับสื่อบันเทิงชื่อดังว่า เขาจำเรื่องราวที่ปู่ของเขาเล่าให้ฟังได้แบบลางเลือนว่า เกี่ยวข้องกับ “ผู้นำสารไปส่ง” ซึ่งชิ้นส่วนโครงเรื่องหลวมๆ นี้ยังอยู่ในความทรงจำของเขามาตั้งแต่เด็กๆ และเมื่อเขาประยุกต์ดัดแปลงมาเป็นชิ้นงาน แน่นอนว่า เขานำมันมาขยายความ และปรับเปลี่ยนโครงนี้ไปมากพอสมควร

สำหรับ Alfred Mendes เป็นผู้อพยพชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่บนเกาะแคริบเบียนในประเทศตรินิแดด ก่อนจะเข้าเกณฑ์ทหารในกองทัพอังกฤษเมื่อตอนอายุ 19 ปี เขาใช้เวลาราว 2 ปี ในแนวรบด้านตะวันตกในสงครามโลกครั้งที่ 1 ภายใต้กองพันปืนไรเฟิล และถูกส่งกลับบ้านหลังจากสูดดมก๊าซพิษในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1918

Alfred Mendes อาสาเป็นทหารที่ต้องนำสาส์นไปติดต่อยังกองร้อย A B และ D ที่ขาดการติดต่อกับกองร้อยของเขาคือกองร้อย C ซ้ำยังไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดอีกด้วย

Alfred Mendes บรรยายถึงเขตสนามเพลาะว่า เต็มไปด้วยหมอกทึบปกคลุมเสมือนดินแดนลึกลับดึกดำบรรพ์ พื้นที่ขรุขระเสมือนพื้นผิวของดวงจันทร์ และยังเต็มไปด้วยหนองและโคลน ดินแดนเหล่านี้คือทุ่งสังหารมนุษย์ที่กลืนกินชีวิตทหารของทั้งสองฝ่าย และเขาผจญไปในเขตแดนนั้นเพียงลำพัง

แน่นอนว่าสไนเปอร์ของเยอรมนีพบ Alfred Mendes อย่างแน่นอน แต่เขาบันทึกว่า คาดว่าทหารเยอรมันคงสับสนที่เห็นเขาเดินเป็นวงกลมในเขตแดนนี้เพียงลำพัง จึงตัดสินใจว่าทหารอังกฤษผู้นี้ไม่น่าจะมีภารกิจทางทหารที่สำคัญอะไรจึงเพิกเฉยเสีย และในที่สุด Alfred Mendes ก็สามารถติดต่อกับกองร้อย A B และ D ได้โดยที่เขากลับมากองร้อย C อย่างปลอดภัย ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

ส่วนเรื่องราวในภาพยนตร์จะเล่าเหตุการณ์ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ค.ศ. 1917 ภายหลังจากกองทัพเยอรมนีกำลังเคลื่อนทัพกลับเข้าสู่แนวสนามรบที่เรียกว่า “Hindenburg Line” ตามแนวแม่น้ำ Aisne ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส ฝ่ายเยอรมนีมองว่าการเคลื่อนย้ายครั้งนี้เป็น “การปรับเปลี่ยน” หรือ “การเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่จำเป็นไปยังสถานที่ที่ดีที่สุด” ในขณะที่ฝ่ายพันธมิตรเรียกว่า “การถอยหนี” หรือ “การถอนตัว”

“การเคลื่อนทัพ” ครั้งนี้เป็นกลยุทธของฝ่ายเยอรมนีเพื่อกลับมาสู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่พวกเขาได้เร่งสร้างป้อมปราการขนาดใหญ่ขึ้นตามแนวรบ “Hindenburg Line” ทว่ากองทัพพันธมิตรที่กำลังรุกไล่ติดตามกองทัพของเยอรมนีไปนั้นหมายจะทำลายกองทัพเยอรมนีให้สิ้นซาก แต่ฝ่ายเยอรมนีกำลังล่อพวกเขาเข้ามาติดกับดัก

สำหรับสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นสงครามสนามเพลาะ สนามเพลาะในแนวรบด้านตะวันตกนั้นมีหลายชั้น ทอดยาวจากช่องแคบอังกฤษถึงเทือกเขาแอลป์ในสวิสเซอร์แลนด์ ความยาวกว่า 430 ไมล์ และสนามเพลาะแต่ละช่วงยังมีมากกว่า 1 แนว

แนวสนามเพลาะทั้งหมดรวมระยะทางยาวกว่า 35,000 ไมล์ เขตพื้นที่ระหว่างสนามเพลาะเรียกว่า “No Man’s Land,” หรือดินแดนไร้ผู้คน ซึ่งทหารผู้ส่งสาส์นต้องวิ่งผ่านเขตนี้ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม กับดัก ระเบิด และแก๊สพิษ

เหตุใดจึงต้องใช้คนส่งสาส์น ไม่มีวิธีการอื่นอย่างนั้นหรือ?

ในสมัยนั้นมีวิธีการติดต่อสื่อสายหลายวิธี ที่เห็นจะสะดวกและรวดเร็วมากที่สุดคงเป็นโทรเลขและโทรศัพท์ หรือหากใช้การไม่ได้ก็ยังมี นกพิราบ สัญญาณธง สัญญาณไฟ ทว่าการส่งสาส์นโดยวิธีที่ใช้ทหารวิ่งส่งสาส์นเช่นในภาพยนตร์นี้เป็นวิธีที่จะใช้ก็ต่อเมื่อถึงตาจนที่สุด

สำหรับความกล้าหาญของอัลเฟรด ส่งผลให้เขาได้รับเหรียญรางวัล และสิ่งที่ตกทอดต่อมาคือเรื่องราวที่แค่ได้ยินคำบรรยายสภาพพื้นที่ก็ชวนขนลุกแล้ว แต่ก็แฝงไปด้วยภาพสะท้อนความมุ่งมั่นของมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนอันสำคัญที่สุดอีกชนิดหนึ่ง

อ้างอิง :

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 มกราคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...