โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การทหาร นำ การเมือง กองทัพ-รัฐบาล จับมือ 'ยุทธการศตวรรษ' ชี้ชะตา 'หนู-ปู' กับ บทบาท 'เสธ.ปูด้วง' โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ธ.ค. 2568 เวลา 02.47 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2568 เวลา 02.47 น.

รายงานพิเศษ

การทหาร นำ การเมือง

กองทัพ-รัฐบาล จับมือ

‘ยุทธการศตวรรษ’ ชี้ชะตา ‘หนู-ปู’

กับ บทบาท ‘เสธ.ปูด้วง’

โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.

แม้จะเป็น ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นปีที่ 2 แล้ว แต่บทบาทของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ อาจดูไม่โดดเด่นนัก

ทั้งที่ได้ทำการสู้รบกับทหารกัมพูชาถึง 2 ครั้ง คือ 24-28 กรกฎาคม 2568 และครั้งนี้ ตั้งแต่ 8 ธันวาคม เป็นต้นมา

ด้วยเพราะบุคลิกลักษณะของ พล.อ.พนา ชอบอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ไม่ออกสื่อ ไม่สุงสิงกับใคร ยกเว้นเพื่อนร่วมรุ่นที่สนิท

ดังนั้น ในห้วงการรบกับกัมพูชาในครั้งแรก พล.อ.พนาจะให้แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ในขณะนั้น เพื่อนสนิท เตรียมทหารรุ่น 26 มีบทบาทสำคัญแทน ทั้งในการออกสื่อ การให้สัมภาษณ์ การเป็นผู้นำการสู้รบ และถือเป็นคนที่รับแรงกระแทกต่างๆ ก่อนถึงตัว พล.อ.พนา

ในการสู้รบครั้งที่ 2 ซึ่งเปลี่ยนแม่ทัพภาค 2 มาเป็นแม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แล้ว แม้จะเป็นที่ไว้วางใจ แต่ด้วยเพราะ พล.ท.วีระยุทธก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบพูดหรือออกสื่อให้สัมภาษณ์เท่าใดนัก เมื่อเกิดแรงกระแทกหรือกดดัน จึงพุ่งตรงเข้าใส่ พล.อ.พนา ในฐานะ ผบ.ทบ.และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ ซึ่งเป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุดและรับผิดชอบการรบโดยตรง

ยังดีที่มี เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิดของ พล.อ.พนา

ด้วยบุคลิกการเป็นคนที่พูดคุยเก่ง คุ้นชินกับสื่อมวลชน จึงทำให้ พล.อ.พนาไฟเขียวให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ได้มีบทบาทในด้านการออกสื่อหรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ แทน

เพราะถือว่าเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับห้าเสือกองทัพบกและมีตำแหน่งสำคัญ เพราะเสนาธิการทหารบกถือเป็นแม่บ้านของกองทัพบกที่จะรับทราบทุกเรื่อง รับรู้ในความเคลื่อนไหวสำคัญและการตัดสินใจสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด

อีกทั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ลธ.รมน.) เรียกได้ว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คุมสวนรื่นฤดี กองบัญชาการของ กอ.รมน.

ในห้วงของการสู้รบกับกัมพูชาตั้งแต่รอบแรกจนมาถึงรอบสองในครั้งนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะนอกจากเป็นเสนาธิการทหารบกแล้ว ยังเติบโตมาในกรมยุทธการทหารบก และเคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ซึ่งถือเป็นฝ่ายอำนวยการเป็นมันสมองของกองทัพบก

เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์

ดังนั้น นอกจาก พล.อ.พนา ที่กำลังพลทุกคนต้องคอยฟังและจับสัญญาณแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับท่าที บทบาท และการสั่งการของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เพราะเป็นเสมือน “ผบ.ทบ.น้อย” ที่ช่วย พล.อ.พนา รวมทั้งรับแรงกระแทกต่างๆ แทนด้วย

ยิ่งในการรบครั้งที่สอง พล.อ.ชัยพฤกษ์มีบทบาทสำคัญและแสดงออกถึงความแข็งกร้าวต่อกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาจะไม่ได้เห็นจากนายทหารระดับ ผบ.ทบ.หรือห้าเสือกองทัพบก

โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ที่จะรบอย่างแตกหัก และจะทำให้ “กัมพูชาสิ้นสภาพ ขีดความสามารถทางการทหาร ไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา”

ส่งผลให้ชื่อของบิ๊กปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นที่จับตามอง รวมทั้งในห้วงการสู้รบ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบด้วยตนเอง รวมทั้งไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาล

และยังได้ให้คำมั่นสัญญากับทหารที่บาดเจ็บ และประกาศผ่านสื่อว่า จะยึดแผ่นดินไทยกลับคืนมาให้หมด

ท่าทีของกองทัพดูจะสอดคล้องกับท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ไฟเขียวและสนับสนุนให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารสู้รบอย่างเต็มที่ และจะไม่สั่งให้หยุดยิง และจะไม่เจรจาใดๆ โดยต้องการให้กองทัพยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาให้ได้ รวมทั้งปราสาทต่างๆ ที่เป็นของไทย

จะเห็นได้ว่าการสู้รบกับกัมพูชาในรอบสองนี้ พล.อ.พนาและ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เห็นพ้องที่จะให้เปลี่ยนชื่อปฏิบัติการจาก “ยุทธการยุทธบดินทร์” ที่เคยใช้ในการรบรอบแรก มาเป็น “ยุทธการศตวรรษ” เพื่อเป็นการสดุดีแก่ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต ทหารที่พลีชีพในสมรภูมิช่องอานม้า เป็นคนแรกของยุทธการนี้

โดย พล.อ.พนามอบหมายให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์เป็นผู้มีบทบาทหลักในการสู้รบครั้งนี้ที่ประกาศจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพทางการทหาร

ถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์จากผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดก่อนภายใต้การนำของบิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ช่วงก่อนเกษียณราชการได้ประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ร่วมทั้งชุดเก่าที่เกษียณและชุดใหม่ที่จะรับตำแหน่ง 1 ตุลาคม 2568 และมีมติที่จะให้ปิดด่านชายแดน สร้างรั้วชายแดน และการตอบโต้ทางการทหาร จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามของประเทศไทย

การทำให้สิ้นสภาพทางการทหารนั้นมีความหมายรวมถึงการทำลายทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพล ฐานบัญชาการของกัมพูชา และการทำลายท่อน้ำเลี้ยงที่สนับสนุนทุนให้ใช้ในการพัฒนากองทัพกัมพูชาในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์

เรียกได้ว่าเป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ของผู้นำกัมพูชาเลยทีเดียว

ดังนั้น กองทัพทั้งสามแนวรบ จึงโจมตีไปที่กาสิโนของกัมพูชา เพราะด้านการข่าวของทหารระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาคารกาสิโนเป็นฐานที่มั่นทางทหารของกัมพูชา ทั้งการเป็นกองบัญชาการโดรน และที่ตั้งอาวุธหนัก รวมถึงการที่กาสิโนบางแห่งก็เป็นรังสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์

กองทัพไทยจึงโจมตีกาสิโนควบคู่กับการโจมตีเป้าหมายทางทหารไปพร้อมกัน ทั้งด้วยกำลังทางอากาศ เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ และรถถัง ในพื้นที่ของกองทัพภาค 1 กองทัพภาค 2 และกองทัพเรือ ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด

สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ซึ่งเป็นเสมือนนายกฯ เงา ของ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีบุตรชาย พยายามที่จะปั่นการเมืองไทยด้วยการปล่อยภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับผู้ว่ราชการจังหวัดไพลินของกัมพูชา เพื่อพยายามแสดงให้เห็นว่ามีความสนิทสนมกับกัมพูชามาก่อน พร้อมปลุกกระแสโจมตีว่าไฟเขียวให้ทหารรบ เพราะต้องการคะแนนนิยม เพื่อหวังให้การเมืองไทยปั่นป่วน เหมือนครั้งที่ปล่อยคลิปอังเคิล จนทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องวุ่นวายและมีการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ ในที่สุด

อีกทั้งครั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาพยายามจะเล็งเป้าไปที่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นจังหวัดของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรคภูมิใจไทยและเป็นที่เคารพของนายอนุทิน เพราะจากการแถลงของกองทัพภาค 2 ระบุว่ากัมพูชาเล็งจะยิงอาวุธหนักไปที่สนามบินบุรีรัมย์ อีกทั้งครั้งนี้จะเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวของนายเนวินต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องการให้จบในครั้งนี้

และเป็นการสะท้อนว่าจากที่สมเด็จฮุน เซน เคยคาดหวังว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นพรรคภูมิใจไทยแล้วน่าจะเจรจากันได้ แต่ปรากฏว่าท่าทีของนายอนุทินต่อกัมพูชายิ่งแข็งกร้าว และสนับสนุนให้กองทัพทำการสู้รบมาตั้งแต่ต้น

มีรายงานว่าการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอนุทินส่งสัญญาณให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินหน้าเต็มที่ในการนำแผ่นดินไทยกลับคืนมา โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนกองทัพในทุกด้าน แม้แต่เรื่องงบประมาณ

ที่สำคัญมีรายงานว่านายอนุทินยังหารือกับผู้นำเหล่าทัพ ถึงความเป็นไปได้ในการชิงความได้เปรียบเหนือกัมพูชา ด้วยการยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และบางพื้นที่อาจจะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของฝ่ายใด

เพราะถึงอย่างไรท้ายที่สุดก็ต้องมีการเจรจา แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาที่จะมีขึ้น แม้ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นเมื่อใด เพราะในเวลานี้ไม่มีใครในระดับผู้บริหารหรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมที่จะสั่งหยุดยิงหรือให้เจรจา เพราะต่างเห็นตรงกันว่า ครั้งนี้ต้องเอาให้จบจริงๆ

บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสายพิราบ รอมชอมเป็นสายเจรจา แต่ครั้งนี้ก็ยังสนับสนุนให้กองทัพจัดการขั้นเด็ดขาด

จะเห็นได้ว่าครั้งนี้ ระดับผู้บังคับบัญชาของทหารไทยปลดล็อกตัวเอง ในการปฏิบัติการทางทหารทั้งการยิงไปที่ตัวปราสาทตาควาย และการยิงไปบนปราสาทเขาพระวิหาร เพราะทหารกัมพูชาใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร และที่ตั้งของอาวุธหนักในการโจมตีฝ่ายไทยจนทำให้เกิดการสูญเสีย

ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ทหารไทยยิงขึ้นไปบนเขาพระวิหาร ในการทำลายเครนยักษ์ ที่ติดตั้งระบบแอนตี้โดรน และเรดาร์ รวมทั้งมีภาพกองบัญชาการ ฐานทหารและที่ตั้งอาวุธอยู่บนปราสาทเขาพระวิหาร

ทั้งหมดนี้ได้ไฟเขียวจากนายอนุทิน พล.อ.ณัฐพล และผู้นำกองทัพที่ได้มีการหารือ และตกลงใจร่วมกันในการสร้างประวัติศาสตร์การกู้แผ่นดินและกู้เกียรติภูมิศักดิ์ศรีของคนไทย กองทัพไทย และประเทศไทย

แม้ว่าจะต้องมีการสูญเสียกำลังพลทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ครั้งนี้จะเห็นได้ว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชน รวมถึงฝ่ายการเมืองแม้แต่พรรคฝ่ายค้าน ส่งผลให้กองทัพเดินหน้าอย่างเต็มที่ และเร่งปฏิบัติการก่อนที่จะถูกมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงจนทำให้ต้องเจรจาและหยุดยิงอีกครั้ง

แม้ว่านายอนุทินจะประกาศไว้แล้วว่าจะยังไม่เจรจา จนกว่าจะยึดพื้นที่ที่เป็นของประเทศไทยกลับคืนมาให้หมด

โดยจะเห็นได้ว่ามีการกดดันผู้นำกัมพูชา ด้วยการที่ฝ่ายทหารไทยนำกำลังและยุทโธปกรณ์ไปจอดทั้งที่ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นหม้อข้าวใบใหญ่ของสมเด็จฮุน เซน โดยที่กองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 ยิงทำลายกาสิโนไปเฉพาะพื้นที่ด่านบ้านตาพระยา แต่ยังไม่ได้โจมตีกาสิโนที่ปอยเปต ขณะที่กองกำลังสุรนารีก็จ่อรออยู่ที่กาสิโนที่ช่องสะงำ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของผู้นำกัมพูชา เสมือนฝ่ายไทยต้องการจะบีบให้สองพ่อลูกผู้นำกัมพูชายอมแพ้

แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกัมพูชายังคงมีอาวุธจรวดและลูกระเบิดอยู่ในคลังอีกเป็นจำนวนมากใช้ยิงโจมตีประเทศไทยแบบไม่ยั้งในห้วง 3 วันแรกของการสู้รบ รวมทั้งใช้ฝูงโดรนพลีชีพและโดรนทิ้งระเบิด มาเป็นกำลังทางอากาศในการโจมตีฝ่ายไทยจนทำให้เกิดการสูญเสียและบาดเจ็บ

สะท้อนว่าฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

ยุทธการศตวรรษการรบกับกัมพูชาในรอบสองนี้ จะจบแบบไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้าและฝ่ายกัมพูชา

แต่คาดว่าจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย

เพราะหากกองทัพสามารถทำสำเร็จในการยึดคืนแผ่นดินไทยทั้งหมดกลับมาได้ และกล้าที่จะสร้างความเสียหายให้กับกัมพูชา แบบที่ใครคาดไม่ถึง นอกจากจะเป็นการฟื้นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบก เพราะก่อนการสู้รบรอบสองกองทัพก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประชาชนที่กดดันให้ทำการสู้รบ และไม่ให้ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชาอีกต่อไปแล้ว

ยังส่งผลต่อคะแนนนิยมที่มีต่อนายอนุทิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้นายอนุทินจะยืนยันว่าการสนับสนุนกองทัพให้ทำการสู้รบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการคะแนนนิยม แต่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศก็ตาม

ดังนั้น ยุทธการศตวรรษครั้งนี้จึงจะเป็นการชี้ชะตาของทั้งกองทัพและรัฐบาลรวมถึงอนาคตของนายอนุทินด้วยว่าจะได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกฯ อีกครั้งหรือไม่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การทหาร นำ การเมือง กองทัพ-รัฐบาล จับมือ ‘ยุทธการศตวรรษ’ ชี้ชะตา ‘หนู-ปู’ กับ บทบาท ‘เสธ.ปูด้วง’ โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...