การทหาร นำ การเมือง กองทัพ-รัฐบาล จับมือ 'ยุทธการศตวรรษ' ชี้ชะตา 'หนู-ปู' กับ บทบาท 'เสธ.ปูด้วง' โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.
รายงานพิเศษ
การทหาร นำ การเมือง
กองทัพ-รัฐบาล จับมือ
‘ยุทธการศตวรรษ’ ชี้ชะตา ‘หนู-ปู’
กับ บทบาท ‘เสธ.ปูด้วง’
โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.
แม้จะเป็น ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นปีที่ 2 แล้ว แต่บทบาทของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ อาจดูไม่โดดเด่นนัก
ทั้งที่ได้ทำการสู้รบกับทหารกัมพูชาถึง 2 ครั้ง คือ 24-28 กรกฎาคม 2568 และครั้งนี้ ตั้งแต่ 8 ธันวาคม เป็นต้นมา
ด้วยเพราะบุคลิกลักษณะของ พล.อ.พนา ชอบอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ไม่ออกสื่อ ไม่สุงสิงกับใคร ยกเว้นเพื่อนร่วมรุ่นที่สนิท
ดังนั้น ในห้วงการรบกับกัมพูชาในครั้งแรก พล.อ.พนาจะให้แม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ในขณะนั้น เพื่อนสนิท เตรียมทหารรุ่น 26 มีบทบาทสำคัญแทน ทั้งในการออกสื่อ การให้สัมภาษณ์ การเป็นผู้นำการสู้รบ และถือเป็นคนที่รับแรงกระแทกต่างๆ ก่อนถึงตัว พล.อ.พนา
ในการสู้รบครั้งที่ 2 ซึ่งเปลี่ยนแม่ทัพภาค 2 มาเป็นแม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แล้ว แม้จะเป็นที่ไว้วางใจ แต่ด้วยเพราะ พล.ท.วีระยุทธก็เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบพูดหรือออกสื่อให้สัมภาษณ์เท่าใดนัก เมื่อเกิดแรงกระแทกหรือกดดัน จึงพุ่งตรงเข้าใส่ พล.อ.พนา ในฐานะ ผบ.ทบ.และผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ ซึ่งเป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุดและรับผิดชอบการรบโดยตรง
ยังดีที่มี เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 และเป็นเสมือนเพื่อนคู่คิดของ พล.อ.พนา
ด้วยบุคลิกการเป็นคนที่พูดคุยเก่ง คุ้นชินกับสื่อมวลชน จึงทำให้ พล.อ.พนาไฟเขียวให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ได้มีบทบาทในด้านการออกสื่อหรือแสดงความคิดเห็นต่างๆ แทน
เพราะถือว่าเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ระดับห้าเสือกองทัพบกและมีตำแหน่งสำคัญ เพราะเสนาธิการทหารบกถือเป็นแม่บ้านของกองทัพบกที่จะรับทราบทุกเรื่อง รับรู้ในความเคลื่อนไหวสำคัญและการตัดสินใจสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด
อีกทั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ลธ.รมน.) เรียกได้ว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้คุมสวนรื่นฤดี กองบัญชาการของ กอ.รมน.
ในห้วงของการสู้รบกับกัมพูชาตั้งแต่รอบแรกจนมาถึงรอบสองในครั้งนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์จึงมีบทบาทสำคัญ เพราะนอกจากเป็นเสนาธิการทหารบกแล้ว ยังเติบโตมาในกรมยุทธการทหารบก และเคยเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก ซึ่งถือเป็นฝ่ายอำนวยการเป็นมันสมองของกองทัพบก
เสธ.ปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์
ดังนั้น นอกจาก พล.อ.พนา ที่กำลังพลทุกคนต้องคอยฟังและจับสัญญาณแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับท่าที บทบาท และการสั่งการของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เพราะเป็นเสมือน “ผบ.ทบ.น้อย” ที่ช่วย พล.อ.พนา รวมทั้งรับแรงกระแทกต่างๆ แทนด้วย
ยิ่งในการรบครั้งที่สอง พล.อ.ชัยพฤกษ์มีบทบาทสำคัญและแสดงออกถึงความแข็งกร้าวต่อกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาจะไม่ได้เห็นจากนายทหารระดับ ผบ.ทบ.หรือห้าเสือกองทัพบก
โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ.ชัยพฤกษ์ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ที่จะรบอย่างแตกหัก และจะทำให้ “กัมพูชาสิ้นสภาพ ขีดความสามารถทางการทหาร ไปอีกยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของลูกหลานของเรา”
ส่งผลให้ชื่อของบิ๊กปูด้วง พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นที่จับตามอง รวมทั้งในห้วงการสู้รบ ได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การสู้รบด้วยตนเอง รวมทั้งไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บที่โรงพยาบาล
และยังได้ให้คำมั่นสัญญากับทหารที่บาดเจ็บ และประกาศผ่านสื่อว่า จะยึดแผ่นดินไทยกลับคืนมาให้หมด
ท่าทีของกองทัพดูจะสอดคล้องกับท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ไฟเขียวและสนับสนุนให้กองทัพปฏิบัติการทางทหารสู้รบอย่างเต็มที่ และจะไม่สั่งให้หยุดยิง และจะไม่เจรจาใดๆ โดยต้องการให้กองทัพยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาให้ได้ รวมทั้งปราสาทต่างๆ ที่เป็นของไทย
จะเห็นได้ว่าการสู้รบกับกัมพูชาในรอบสองนี้ พล.อ.พนาและ พล.อ.ชัยพฤกษ์ เห็นพ้องที่จะให้เปลี่ยนชื่อปฏิบัติการจาก “ยุทธการยุทธบดินทร์” ที่เคยใช้ในการรบรอบแรก มาเป็น “ยุทธการศตวรรษ” เพื่อเป็นการสดุดีแก่ จ่าสิบเอกศตวรรษ สุจริต ทหารที่พลีชีพในสมรภูมิช่องอานม้า เป็นคนแรกของยุทธการนี้
โดย พล.อ.พนามอบหมายให้ พล.อ.ชัยพฤกษ์เป็นผู้มีบทบาทหลักในการสู้รบครั้งนี้ที่ประกาศจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพทางการทหาร
ถือเป็นการสานต่อเจตนารมณ์จากผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดก่อนภายใต้การนำของบิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ช่วงก่อนเกษียณราชการได้ประชุมคณะผู้บัญชาการทางทหาร (คบท.) ร่วมทั้งชุดเก่าที่เกษียณและชุดใหม่ที่จะรับตำแหน่ง 1 ตุลาคม 2568 และมีมติที่จะให้ปิดด่านชายแดน สร้างรั้วชายแดน และการตอบโต้ทางการทหาร จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามของประเทศไทย
การทำให้สิ้นสภาพทางการทหารนั้นมีความหมายรวมถึงการทำลายทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ กำลังพล ฐานบัญชาการของกัมพูชา และการทำลายท่อน้ำเลี้ยงที่สนับสนุนทุนให้ใช้ในการพัฒนากองทัพกัมพูชาในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์
เรียกได้ว่าเป็นการ “ทุบหม้อข้าว” ของผู้นำกัมพูชาเลยทีเดียว
ดังนั้น กองทัพทั้งสามแนวรบ จึงโจมตีไปที่กาสิโนของกัมพูชา เพราะด้านการข่าวของทหารระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาคารกาสิโนเป็นฐานที่มั่นทางทหารของกัมพูชา ทั้งการเป็นกองบัญชาการโดรน และที่ตั้งอาวุธหนัก รวมถึงการที่กาสิโนบางแห่งก็เป็นรังสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์
กองทัพไทยจึงโจมตีกาสิโนควบคู่กับการโจมตีเป้าหมายทางทหารไปพร้อมกัน ทั้งด้วยกำลังทางอากาศ เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ และรถถัง ในพื้นที่ของกองทัพภาค 1 กองทัพภาค 2 และกองทัพเรือ ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด
สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ซึ่งเป็นเสมือนนายกฯ เงา ของ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีบุตรชาย พยายามที่จะปั่นการเมืองไทยด้วยการปล่อยภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กับผู้ว่ราชการจังหวัดไพลินของกัมพูชา เพื่อพยายามแสดงให้เห็นว่ามีความสนิทสนมกับกัมพูชามาก่อน พร้อมปลุกกระแสโจมตีว่าไฟเขียวให้ทหารรบ เพราะต้องการคะแนนนิยม เพื่อหวังให้การเมืองไทยปั่นป่วน เหมือนครั้งที่ปล่อยคลิปอังเคิล จนทำให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องวุ่นวายและมีการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ ในที่สุด
อีกทั้งครั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่ากัมพูชาพยายามจะเล็งเป้าไปที่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นจังหวัดของนายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีของพรรคภูมิใจไทยและเป็นที่เคารพของนายอนุทิน เพราะจากการแถลงของกองทัพภาค 2 ระบุว่ากัมพูชาเล็งจะยิงอาวุธหนักไปที่สนามบินบุรีรัมย์ อีกทั้งครั้งนี้จะเห็นท่าทีที่แข็งกร้าวของนายเนวินต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องการให้จบในครั้งนี้
และเป็นการสะท้อนว่าจากที่สมเด็จฮุน เซน เคยคาดหวังว่าเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นพรรคภูมิใจไทยแล้วน่าจะเจรจากันได้ แต่ปรากฏว่าท่าทีของนายอนุทินต่อกัมพูชายิ่งแข็งกร้าว และสนับสนุนให้กองทัพทำการสู้รบมาตั้งแต่ต้น
มีรายงานว่าการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติบนตึกไทยคู่ฟ้าเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายอนุทินส่งสัญญาณให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินหน้าเต็มที่ในการนำแผ่นดินไทยกลับคืนมา โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนกองทัพในทุกด้าน แม้แต่เรื่องงบประมาณ
ที่สำคัญมีรายงานว่านายอนุทินยังหารือกับผู้นำเหล่าทัพ ถึงความเป็นไปได้ในการชิงความได้เปรียบเหนือกัมพูชา ด้วยการยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุด และบางพื้นที่อาจจะยังไม่ชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ของฝ่ายใด
เพราะถึงอย่างไรท้ายที่สุดก็ต้องมีการเจรจา แต่ไทยต้องเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาที่จะมีขึ้น แม้ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นเมื่อใด เพราะในเวลานี้ไม่มีใครในระดับผู้บริหารหรือแม้แต่กระทรวงกลาโหมที่จะสั่งหยุดยิงหรือให้เจรจา เพราะต่างเห็นตรงกันว่า ครั้งนี้ต้องเอาให้จบจริงๆ
บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสายพิราบ รอมชอมเป็นสายเจรจา แต่ครั้งนี้ก็ยังสนับสนุนให้กองทัพจัดการขั้นเด็ดขาด
จะเห็นได้ว่าครั้งนี้ ระดับผู้บังคับบัญชาของทหารไทยปลดล็อกตัวเอง ในการปฏิบัติการทางทหารทั้งการยิงไปที่ตัวปราสาทตาควาย และการยิงไปบนปราสาทเขาพระวิหาร เพราะทหารกัมพูชาใช้เป็นที่บัญชาการทางทหาร และที่ตั้งของอาวุธหนักในการโจมตีฝ่ายไทยจนทำให้เกิดการสูญเสีย
ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ทหารไทยยิงขึ้นไปบนเขาพระวิหาร ในการทำลายเครนยักษ์ ที่ติดตั้งระบบแอนตี้โดรน และเรดาร์ รวมทั้งมีภาพกองบัญชาการ ฐานทหารและที่ตั้งอาวุธอยู่บนปราสาทเขาพระวิหาร
ทั้งหมดนี้ได้ไฟเขียวจากนายอนุทิน พล.อ.ณัฐพล และผู้นำกองทัพที่ได้มีการหารือ และตกลงใจร่วมกันในการสร้างประวัติศาสตร์การกู้แผ่นดินและกู้เกียรติภูมิศักดิ์ศรีของคนไทย กองทัพไทย และประเทศไทย
แม้ว่าจะต้องมีการสูญเสียกำลังพลทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ครั้งนี้จะเห็นได้ว่าได้รับการสนับสนุนจากประชาชน รวมถึงฝ่ายการเมืองแม้แต่พรรคฝ่ายค้าน ส่งผลให้กองทัพเดินหน้าอย่างเต็มที่ และเร่งปฏิบัติการก่อนที่จะถูกมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงจนทำให้ต้องเจรจาและหยุดยิงอีกครั้ง
แม้ว่านายอนุทินจะประกาศไว้แล้วว่าจะยังไม่เจรจา จนกว่าจะยึดพื้นที่ที่เป็นของประเทศไทยกลับคืนมาให้หมด
โดยจะเห็นได้ว่ามีการกดดันผู้นำกัมพูชา ด้วยการที่ฝ่ายทหารไทยนำกำลังและยุทโธปกรณ์ไปจอดทั้งที่ด่านปอยเปต จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นหม้อข้าวใบใหญ่ของสมเด็จฮุน เซน โดยที่กองกำลังบูรพา กองทัพภาค 1 ยิงทำลายกาสิโนไปเฉพาะพื้นที่ด่านบ้านตาพระยา แต่ยังไม่ได้โจมตีกาสิโนที่ปอยเปต ขณะที่กองกำลังสุรนารีก็จ่อรออยู่ที่กาสิโนที่ช่องสะงำ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของผู้นำกัมพูชา เสมือนฝ่ายไทยต้องการจะบีบให้สองพ่อลูกผู้นำกัมพูชายอมแพ้
แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกัมพูชายังคงมีอาวุธจรวดและลูกระเบิดอยู่ในคลังอีกเป็นจำนวนมากใช้ยิงโจมตีประเทศไทยแบบไม่ยั้งในห้วง 3 วันแรกของการสู้รบ รวมทั้งใช้ฝูงโดรนพลีชีพและโดรนทิ้งระเบิด มาเป็นกำลังทางอากาศในการโจมตีฝ่ายไทยจนทำให้เกิดการสูญเสียและบาดเจ็บ
สะท้อนว่าฝ่ายกัมพูชาก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ
ยุทธการศตวรรษการรบกับกัมพูชาในรอบสองนี้ จะจบแบบไหนขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้าและฝ่ายกัมพูชา
แต่คาดว่าจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย
เพราะหากกองทัพสามารถทำสำเร็จในการยึดคืนแผ่นดินไทยทั้งหมดกลับมาได้ และกล้าที่จะสร้างความเสียหายให้กับกัมพูชา แบบที่ใครคาดไม่ถึง นอกจากจะเป็นการฟื้นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกองทัพโดยเฉพาะกองทัพบก เพราะก่อนการสู้รบรอบสองกองทัพก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประชาชนที่กดดันให้ทำการสู้รบ และไม่ให้ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชาอีกต่อไปแล้ว
ยังส่งผลต่อคะแนนนิยมที่มีต่อนายอนุทิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้นายอนุทินจะยืนยันว่าการสนับสนุนกองทัพให้ทำการสู้รบครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อต้องการคะแนนนิยม แต่เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศก็ตาม
ดังนั้น ยุทธการศตวรรษครั้งนี้จึงจะเป็นการชี้ชะตาของทั้งกองทัพและรัฐบาลรวมถึงอนาคตของนายอนุทินด้วยว่าจะได้กลับมานั่งเก้าอี้นายกฯ อีกครั้งหรือไม่
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การทหาร นำ การเมือง กองทัพ-รัฐบาล จับมือ ‘ยุทธการศตวรรษ’ ชี้ชะตา ‘หนู-ปู’ กับ บทบาท ‘เสธ.ปูด้วง’ โดดเด่น ในเงา ผบ.ทบ.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly