ทภ.2 เดินหน้ายุทธศาสตร์ปิด "ช่องคานม้า" ทวงคืนอธิปไตย รอบเขาพระวิหาร
วันนี้ (25 ธ.ค. 68) จากกรณีเพจกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผย ปฐมเหตุความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาปราสาทพระวิหาร พื้นที่ 4.6 ตร.กม. และดินแดนที่ไทยสูญเสียในอดีต พร้อมย้ำว่า สมรภูมิแห่งความทรงจำ อธิปไตย และศักดิ์ศรีของชาติ แผ่นดินที่เสียไปในอดีตไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมเสียในปัจจุบันนั้น
ข้อมูลจากเพจฯ "มังกร ซ่อนตัว" เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ คือจุดยุทธศาสตร์ชี้ขาดเขาพระวิหาร และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนเทือกเขาพนมดงรัก ชายแดนไทย–กัมพูชา ผู้ที่ควบคุมวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระได้ จะสามารถ ควบคุมเส้นทางขึ้น–ลงเขาพระวิหารทั้งหมดได้ทันที จึงได้เปรียบทางทหารอย่างมาก พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นศาสนสถานขอมโบราณอายุกว่า 1,000 ปี สร้างถวายพระศิวะ มีความหมายเชิงศาสนาและสัญลักษณ์สูง
ในปี พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินให้ “ตัวปราสาท” เป็นของกัมพูชา แต่พื้นที่โดยรอบยังคงเป็นข้อพิพาท ช่วงปี 2551–2554 เกิดการปะทะจากปมการขึ้นทะเบียนมรดกโลก
และในปี 2556 ศาลโลกยืนยันว่าเฉพาะพื้นที่ใกล้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชา ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องเจรจาปักปัน สำหรับกัมพูชา ปราสาทคือมรดกแห่งอารยธรรม ขณะที่สำหรับไทย คือสัญลักษณ์ความรู้สึก “เสียดินแดน” จึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองอยู่เสมอ
จากกรณีที่มีรายงานว่า กัมพูชาสร้างถนนลุกล้ำอธิปไตยไทย บริเวณทางขึ้นเขาพระวิหาร ชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ มันถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องทวงคืน ปักธงชาติไทยบนแผ่นดินของเรา