กอดขุนเขา “แม่ฮ่องสอน” ตามรอยแม่ โครงการพระราชดำริสุดโรแมนติก
โครงการพระราชดำริปางตอง 1 (ห้วยมะเขือส้ม) เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยจัดสรรที่ดินและอาชีพให้ชาวไทยภูเขา ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
เริ่มต้นจากการดำเนินการปลูกป่าตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2526 ก่อนจะเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาปางตองที่ขยายผลไปสู่โครงการปางตอง 2, 3, และ 4 โดยกรมป่าไม้ได้จัดทำพื้นที่สาธิตธนาคารอาหารชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่ศึกษาดูงาน บริเวณพื้นที่โครงการพระราชดำริปางตอง 1 (ห้วยมะเขือส้ม) ในพื้นที่ 30ไร่ หลังจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงมีพระราชเสาวนีย์ เมื่อปี พ.ศ.2540 โดยได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการธนาคารอาหารชุมชน (FOOD BANK) ดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งผลการดำเนินงานเป็นที่พอพระทัย และทรงให้ยึดถือเป็นต้นแบบในการพัฒนาและขยายผลต่อไป
ปัจจุบัน “ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามรอยพระราชดำริ (ปางตอง 1)” ไม่เพียงเป็นสถานที่ศึกษาดูงานการพํมนาการเกษตรที่สูงในแขนงต่าง ๆ แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมด้วย และเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว “เส้นทางกอดขุนเขาตามรอยแม่ ปักหมุดโครงการพระราชดำริสุดโรแมนติก” ด้วย
เริ่มต้นที่ “ฐานเรียนรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่สูง” เป็นส่วนที่ได้รับความนิยมจากผู้มาเยือน เพราะแกะ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์บอนด์และคอร์ริเดลที่เดินมาทักทายผู้มาเยือนอยู่เสมอ ทำให้หลายคนติดใจ ทั้งยังมีกิจกรรมให้อาหารแกะ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์จากขนแกะของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้่าทอขนแกะปางตอง ที่มีทั้งผ้าพันคอ เสื้อ พวงกุญแจ และกระเป๋า
แกะพันธุ์บอนด์ ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในออสเตรเลีย เป็นแกะกึ่งเนื้อกึ่งขนจะให้น้ำหนักขนสูงถึงประมาณ 2.6 กก. เมื่อเลี้ยงในศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน สีค่อนข้างขาว และปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้เป็นอย่างดี ส่วนแกะพันธุ์คอร์ริเดล ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นแกะกึ่งเนื้อกึ่งขน โครงสร้างใหญ่ไม่มีเขาและผลิตเนื้อที่มีคุณภาพดี
ต่อด้วย “ฐานเรียนรู้ด้านการประมงบนพื้นที่สูง” มีไฮไลท์อยู่ที่กิจกรรมเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน หลังได้รับพันธุ์ปลาไซบีเรียน สเตอร์เจียน มาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปลาเหล่านั้นถูกปล่อยลงบ่อเลี้ยงคอนกรีตที่มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา ปัจจุบันปลามีอายุมากกว่า 18 ปี จำนวน 58 ตัว โดยมีการทดลองผลิตคาเวียร์จากไข่ปลาไซบีเรียนสเตอร์เจียน ใช้แม่ปลาอายุ 16 ปี น้ำหนัก 7,500 กรัม มาผลิตเป็น “ปางตองคาเวียร์” ขณะที่ปลากดหลวง หรือปลากดอเมริกัน ปลาน้ำจืดที่นิยมเลี้ยงในอเมริกา ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงนําจืดเชียงใหม่ได้ศึกษาทดลองจนพบว่าเติบโตได้ดี มีอัตราการรอดสูง ลักษณะที่คล้ายปลากดคังไทยบแต่หัวมีขนาดเล็กกว่า เนื้อปลามีสีขาวใส รสหวานนำมาปรุงอาหารไทยได้ทุกชนิด นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ปลาชนิดอื่น โดยมีกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำจืดเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบอย่างต่อเนื่อง
จากนั้นไปที่ “ฐานเรียนรู้ด้านการบังคับใช้สัตว์ต่างบนพื้นที่สูง” ที่มีไฮไลท์เป็นม้าซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้การขี่และทดลองขี่ได้ด้วย ก่อนจะไปต่อที่ “ฐานเรียนรู้กล้วยไม้ท้องถิ่นและเฟิร์น” ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่เฟิร์นหลากสายพันธุ์ แต่ยังมีดอกเดหลีใบกล้วย สับปะรดสี บอนสี กุหลาบ รวมถึงไฮไลท์อย่างกล้วยไม้ ที่มี “แคทลียาควีนสิริกิติ์” เป็กล้วยไม้ลูกผสนหนึ่งในนั้น โดยเป็นพรรณไม้พระราชทานนามจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
กล้วยไม้ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ Cattleya Bow Bells X Cattleya O’brieniana var. alba ของบริษัท Black & Flory Ltd. ประเทศอังกฤษ ได้สายพันธุ์ใหม่ ชื่อ“Exquisite” ซึ่งมีความงามจนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม Awards of Merit /RHS. จากสมาคมพืชสวนประเทศอังกฤษ จึงได้มีการขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธย “Queen Sirikit” เป็นชื่อของกล้วยไม้ต้นนี้
ปิดท้ายที่ “ฐานการเรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า” สัตว์ป่าในความรับผิดชอบ ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าปางตอง จำนวน 19 ชนิด 153 ตัว มีกิจกรรมสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าโดยมีการศึกษาวิจัยและเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า การสรรหาผลไม้ พืชผัก และจัดทำแปลงปลูกหญ้า ให้อาหารสัตว์ป่า พัฒนาปรับปรุงแหล่งน้ำ อาหาร ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และอื่น ๆ รวมถึงกิจกรรมเพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ และกิจกรรมโครงการเพาะขยายพันธุ์หงส์ ทั้งหงส์ดำและหงส์ขาว ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงที่โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ด้วย ซึ่งถือเป็นนางเอกประจำปางอุ๋งที่จะออกมาทักทายผู้มาเยือนทุกเช้า
“โครงการสวนป่าในพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)” มีทัศนียภาพสวย สงบ ร่มเย็น จนได้รับสมญาว่าสวิตเซอร์แลนด์แดนสามหมอก มีทิวสนสองใบและสนสามใบเรียงรายตลอดแนวอ่างเก็บน้ำอันกว้างใหญ่ และโอบล้อมด้วยขุนเขาที่เขียวชอุ่ม คำว่า “อุ๋ง” หมายถึงที่ลุ่มต่ำคล้ายกระทะใบใหญ่ มีน้ำขัง เดิมบริเวณนี้เป็นสถานที่ปลูกฝิ่น ปัจจุบันปลูกพืชและดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสัน มีสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ในด้านอาหารและแพทย์แผนไทย ซึ่งมีความกลมกลืนกับสภาพภูมิประเทศบนที่สูงและอากาศเย็น พร้อมบ่อเพาะเลี้ยง “เขียดแลว” สัตว์ประจำถิ่นที่เกือบจะสูญพันธุ์ในปัจจุบัน มาถึงปางอุ๋งแล้วห้ามพลาดการล่องเรือชมทะเลสาบสัมผัสโครงการพระราชดำริที่โรแมนติกที่สุดของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
นอกจากโครงการปางตองทั้งสองแห่งแล้ว ในเส้นทางนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง “บ้านรักไทย” หมู่บ้านจีนยูนานที่เป็น 1 ใน 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดติดอันดับโลก บ้านรักไทยหรือบ้านแม่ออ เป็นหมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงชายแดนไทย-พม่า ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่อพยพมาจากทางตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง กลางหมู่บ้านมีทะเลสาบสวยงามโดยมีกิจกรรมนั่งเรือล่องชมความงามของสายหมอกยามเช้าเป็นไฮไลท์ นอกเหนือจากการเดินลัดเลาะชมไร่ชาที่กระจายตัวอยู่โดบรอบ ชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมจีนฮ่อ ซึ่งยังคงสืบทอดมาอย่างยาวนาน ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน บ้านบางส่วนเป็นบ้านแบบเก่า ทำจากดินเหนียวผสมฟางข้าว และอย่าลืมลิ้มลองอาหารตำรับจีนตอนใต้แถบมณฑลยูนนานที่มีเมนูเด็ดอย่างขาหมูหมั่นโถว ตบท้ายด้วยการจิบชาหลากรสจากชาพันธุ์ดี เช่น ชาชิง ชาอู่หลง
สถานที่ท่องเที่ยวในเส้นทางอีกแห่งคือ “สะพานซูตองเป้” สะพานไม้ไผ่ยาวประมาณ 500 เมตร เชื่อมระหว่างสวนธรรมภูสมะและบ้านกุงไม้สัก ข้ามทุ่งนาและลำน้ำแม่สะงา เป็นสะพานที่พระสงฆ์ สามเณร และชาวบ้านร่วมกันสร้าง โดยเริ่มจากพระสงฆ์ได้อธิษฐานว่า “ขอให้สร้างสะพานข้ามไปยังหมู่บ้านกุงไม้สักสำเร็จได้โดยง่าย” เพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินไปบิณฑบาต ชาวบ้านที่มีศรัทธาจึงได้นำเสาบ้าน เสารั้วมารวมกันถวายวัดและร่วมกันสร้างสะพานนี้ขึ้นจนสำเร็จดังคำอธิษฐาน โดยตั้งชื่อว่า “ซูตองเป้” ซึ่งเป็นภาษาไทใหญ่ มีความหมายว่า “อธิษฐานสู่ความสำเร็จ”
แล้วอย่าลืมไปพอกโคลนที่ “ภูโคลน” ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในสามแหล่งของโลกที่มีการค้นพบโคลนธรรมชาติอันทรงคุณค่า ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณและระบบไหลเวียนโลหิต จะพอกหน้า พอกตัว อบซาวน่า แช่น้ำแร่ นวดน้ำมัน นวดแผนไทย แบบมาที่เดียวครบจบตั้งแต่หัวจรดเท้า
หนาวนี้ไปกอดขุนเขา เดินตามรอยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง สัมผัสความงดงามของแม่ฮ่องสอน ดินแดนที่อบอุ่นด้วยพระเมตตา