ตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มรีบาวด์หลังสหรัฐฯ ฟื้นตัว
คาดตลาดหุ้นเอเชียรีบาวด์ในช่วงต้นสัปดาห์
SET Index ถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค เมื่อวันศุกร์ SET ปิดปรับตัวลดลงถึง 2.1% อยู่ที่ 1,254 จุด จากแรงขายในหุ้น Big Cap. โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต เช่น DELTA ที่ลดลงราว 7% กดดันดัชนีมากที่สุด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นราว 3.6 หมื่นล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3.2 พันล้านบาท ร่วมด้วยสถาบันและบัญชีบล. ที่ลดน้ำหนักรวม 1.6 พันลบ. มีเพียงนักลงทุนรายย่อยที่ซื้อสุทธิ ด้านกระทรวงการคลังแม้ย้ำว่าจะไม่ปรับขึ้น VAT ในปี 2025–26 และยังเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันตามแรงขายหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก ส่งผลให้ SET ย่อตัวลงใกล้เคียงกับแนวรับสำคัญเชิงจิตวิทยาที่ 1,250 จุด
ตลาดหุ้นเอเชียมีแนวโน้มรีบาวด์หลังสหรัฐฯ ฟื้นตัว ดัชนี S&P500 และ NASDAQ เมื่อวันศุกร์ฟื้นตัวขึ้นเฉลี่ยราว 1.0% หลังนักลงทุนเริ่มกลับมามีความหวังว่า Fed จะดำเนินนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายโดยการปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุม FOMC เดือน ธ.ค. ปัจจัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังประธาน Fed สาขา New York ได้ให้สัมภาษณ์ว่าสภาวะการจ้างงานที่อ่อนตัวเป็นความเสี่ยงสำคัญ ขณะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อได้ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด Fed Fund Futures ปรับเพิ่มความน่าจะเป็นสำหรับการปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ขึ้นจาก 45% เป็น 70% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ปรับตัวลดลงอยู่ที่ราว 4.1%
จับจังหวะเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และหุ้น ‘Anti-commodity’ คาดการปรับตัวลดลงของ US Bond Yield และข่าวสารว่าสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุญาตให้ NVIDIA ส่งออกชิป H200 ไปยังจีน จะเอื้อต่อการเก็งกำไร ดัชนีและหุ้นสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยง เช่น NVDA19, QQQM19 และ SP500US19 เป็นต้น
นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาสินค้าพลังงาน นำโดยน้ำมันดิบ WTI (-1.6%) จะเป็นปัจจัยหนุนการเก็งกำไรหุ้น ‘Anti-commodity’ ที่ใช้สินค้าพลังงานเป็นต้นทุน อาทิ วัสดุก่อสร้าง, บรรจุภัณฑ์, ปิโตรเคมี และสายการบิน เป็นต้น