การ 'เซ็งลี้', 'ตลาดมืด' และ 'เศรษฐีสงคราม' สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)
My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’
สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)
สุพรรณ บูรณพิมพ์ บันทึกว่า ภาวะสงครามเปลี่ยนแปรอุปนิสัยคนส่วนใหญ่ให้เห็นแก่ตัว…เอารัดเอาเปรียบกัน (สุพรรณ, 2528, 18)
“เศรษฐีสงคราม”
ท่ามกลางสินค้าอุปโภคบริโภคหายากและราคาขยับขึ้นสูงสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยเป็นอย่างมาก ช่วงเวลานั้น แม้ว่ารัฐบาลพยายามควบคุมราคาสินค้าให้ปกติ ด้วยการควบคุมราคา ห้ามกักตุน แต่เมื่อใดรัฐบาลประกาศรายชื่อสินค้าควบคุมเมื่อนั้นสินค้าจะหายไปจากท้องตลาดทันที ผู้ที่อยากซื้อสินค้ารายการนั้นต้องไปหาจากนายหน้าเดินตลาดบอกขายสินค้านั้น พวกนายหน้าร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากการเซ็งลี้ (ลาวัณย์, 2536)
อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีคนฉวยโอกาสเสมอ ช่วงนั้นปรากฏว่ามีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยจากการขายสินค้าหายากในราคาสูงลิบทำให้พวกเขากลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลาอันสั้นหรือเรียกว่า “เศรษฐีสงคราม”
ดังชาวฝั่งธนบุรีคนหนึ่งบันทึกว่า ยามสงครามมีการกักตุนสินค้าที่จำเป็นและหาได้ยาก และจะทยอยนำออกมาขายอย่างลับๆ ทำให้เกิดตลาดมืด พวกกักตุนสินค้าและขายสินค้าในตลาดมืดเรียกกันครั้งนั้นว่า นักเซ็งลี้ พวกนี้จะนำสินค้าตัวอย่างใส่กระเป๋าไปนำเสนอขายแก่ผู้ซื้อ พวกนี้ทำการค้ากับทั้งคนไทยและญี่ปุ่น ทำให้พวกนี้ร่ำรวยมากจนกลายเป็น “เศรษฐีสงคราม”(lek-prapai.org/home/view.php?id=191)
พลนิกรกิมหงวนตอนเศรษฐีสงคราม
การเกิดขึ้นของตลาดมืด การเซ็งลี้และเศรษฐีสงครามพบได้ทั่วไปจนกระทั่ง ป.อินทรปาลิต บันทึกไว้ใน พลนิกรกิมหงวน ตอน เศรษฐีสงคราม (2489) ดังมีความย่อว่า
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีปัญหาข้าวยากหมากแพง แต่พ่อค้าและนายหน้าหลายคนร่ำรวยขึ้นได้ด้วยการกักตุนสินค้า ปั่นราคาสินค้า สามเกลออยากร่ำรวยตามอย่างคนอื่นๆ บ้าง พวกเขาสำรวจพบว่า นักเซ็งลี้มักนิยมค้าธนบัตรจีน บุหรี่ ยางรถยนต์ ผ้า ฯลฯ ครั้งนั้น สามเกลอนำยาของบริษัท ไบเออร์ วิตามิน อินซูลิน ผ้าแพรตัดเสื้อ ผ้าปาล์มบีช ผ้าชาร์กสกิน ผ้าขาวม้า เครื่องสำอาง ไพ่ป๊อก ไพ่ตอง เหล้า และสบู่ ฯลฯ ไปขายจังหวัดทางใต้ของไทยด้วยพวกเขาอยากเป็นนักเซ็งลี้หรือเศรษฐีสงคราม
พันธบัตรและธนบัตรจีนเป็นสินค้าในช่วงสงคราม
กรณีการค้าธนบัตรจีนสมัยก๊กหมินตั๋งที่ปรากฏในพลนิกรกิมหงวนนั้น ในช่วงสงคราม รัฐบาลจีนระดมเงินทุนจากชาวจีนด้วยพันธบัตรเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น ความรู้สึกรักชาติทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลมั่นใจในค่าเงินหยวนมาก จึงมีการซื้อขายเก็งกำไรพันธมิตรหรือ “พันธบัตรกวนจิน” และธนบัตรจีน (Fapi) ซึ่งเป็นสกุลเงินหยวนขึ้น ธนบัตรเงินหยวนของสาธารณรัฐจีนในช่วง 2478-2491 นั้นออกโดยธนาคารแห่งชาติจีนที่ผูกค่าเงินหยวนกับมาตรฐานทองคำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยเห็นว่าการลงทุนในเงินหยวนจะสร้างกำไรให้ได้ และเมื่อสงครามจบสิ้นลง ยิ่งเมื่อจีนชนะสงครามด้วยแล้ว ชาวจีนในไทยยิ่งมั่นใจว่า พวกเขาจะได้กำไรจากการถือครองถึงขนาดมีการนำเข้าพันธบัตรจีนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อขายที่สำเพ็งเก็งกำไรกันอย่างกว้างขวาง
ควรบันทึกด้วยว่า ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ปรากฏว่าค่าเงินหยวนลดลงด้วยเหตุจากเกิดภาวะเงินเฟ้อในจีนอย่างรุนแรง อีกทั้งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจีนก๊กหมินตั๋งลดลง สุดท้ายแล้ว เมื่อก๊กหมินตั๋งพ่ายแพ้ (2492) ต่อเหมา เจ๋อตง จนต้องร่นถอยไปอยู่ที่ไต้หวันแล้ว พันธบัตรและธนบัตรที่ชาวจีนในไทยซื้อเก็งกำไรถูกยกเลิกกลายเป็นเศษกระดาษ ส่งผลให้ชาวจีนในไทยขาดทุนถึงสิ้นเนื้อประดาตัวจำนวนมาก (อู้จี้เยียะ (2), 2557, 151-152)
สำหรับเครื่องสำอางที่สามเกลอนำไปขายยังต่างจังหวัด คือ ยี่ห้อ Max Factor แม้จะได้รับความนิยมจากสตรีชาวกรุงช่วงนั้น แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในชนบทด้วยเหตุจากราคาสูงเกินรายได้ของชาวบ้าน เครื่องสำอางยี่ห้อนี้เป็นสินค้าจากบริษัท Max Factor & Company ผลิตจากสหรัฐ สุดท้ายเรื่องจบลงที่ความขาดทุนของพ่อค้าสมัครเล่นที่ปรารถนาจะเป็นเศรษฐีสงคราม
ไม้ขีดไฟ
ไม้ขีดไฟเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันที่จำเป็นและขาดแคลนมากในช่วงสงคราม ทำให้พ่อค้านักเก็งกำไรต่างกักตุนไม้ขีดไฟเพื่อนำมาเซ็งลี้กันในตลาดมืด รัฐบาลสมัยนั้นพยายามควบคุมมิให้มีการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าทั่วประเทศ ดังเช่นกรณีจังหวัดเชียงรายประกาศว่า
“…คณะกรรมการป้องกันการค้ากำไรเกินควร ประจำจังหวัดเชียงราย ได้ออกประกาศลงวันที่ 6 เดือนนี้ ตั้งราคาสูงสุดของสินค้าไม้ขีดไฟเพื่อมิให้ขายเกินกว่าราคาโดยกำหนดให้ขาย 1 หีบจุ 102 ห่อไม่เกิน 22 บาท กลักละไม่เกิน 2 สตางค์ และให้ใช้ประกาศบังคับในท้องที่ทุกอำเภอ ในเขตต์จังหวัดมีกำหนด 60 วันนับตั้งแต่วันประกาศ” (ศราวุฒิ วิสาพรม, 2562, 117)
แม้รัฐบาลมีกฎหมายกำหนดโทษการขายไม้ขีดไฟเกินราคาแต่ก็ยังพบการเซ็งลี้ไม้ขีดไฟในตลาดมืด ดังหนังสือพิมพ์ลงข่าวไว้ว่า “…พ่อค้าหน้าเลือดขึ้นราคาไม้ขีดเสียสูงลิบหีบหนึ่งทำเงินซึ่งเป็นผลกำไรได้ตั้ง 58 บาท” ราคาไม้ขีดไฟขยับสูงมีราคาขายปลีกดังนี้ “…ไม้ขีดไฟ ขณะนี้บางร้านในท้องตลาดเกิดขายกล่องละ 2 สต. รวด บางร้าน 2 กล่อง 5 สต. ทั้งนี้ ได้ความว่า ทางบริษัทขึ้นราคามา เรื่องนี้อยากวอนท่านคณะกรรมการป้องกันการค้ากำไรเกินควรรับทราบไว้ และควรจัดการด้วย ถึงแม้ไม้ขีดไฟจะไม่ใช่อาหาร แต่ก็เป็นของที่จำเป็นที่จะต้องใช้อย่างหนึ่งเหมือนกัน” (ศราวุฒิ, 118)
น้ำมันเชื้อเพลิงและยางรถยนต์
นํ้ามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ แต่ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเกิดสงครามทำให้เส้นทางการค้าถูกตัดขาด น้ำมันเกิดความขาดแคลนแม้รัฐบาลพยายามขอซื้อจากญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็ตาม แต่ทางญี่ปุ่นก็ไม่สามารถขายให้ไทยได้เต็มที่ เพราะน้ำมันเป็นยุทธปัจจัยที่จำเป็นในการใช้ทำสงคราม น้ำมันจึงเป็นสินค้าขาดแคลนต้องมีการปันส่วนกัน (สมศักดิ์ นิลนพคุณ, 2527, 50)
ส่วนยางรถยนต์เป็นสินค้ายุทธปัจจัยเช่นกัน ดังยางรถยนต์ยี่ห้อดันล็อป ขนาด 6.25 มีความขาดแคลนแต่เป็นที่ต้องการมากสำหรับคนไทยที่ใช้รถยนต์ ราคาช่วงต้นสงครามเพียงเส้นละ 120 บาทเท่านั้น ต่อมาในช่วงสงคราม ราคาพุ่งขึ้นสูงถึงเส้นละ 3,000 บาทเลยทีเดียว (เสถียร ตามรภาค, 2518, 150-151)
ราคาสินค้าสมัยรัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์
แม้ภายหลัง 2487 รัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์ จะขึ้นบริหารประเทศแทนรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วมีการยกเลิกกฎหมายควบคุมสินค้าโดยปล่อยให้ค้าผ้า ด้าย ตะปู เหล็กเส้น เหล็กแผ่น น้ำตาลทราย สบู่ และไม้ขีดไฟเป็นไปอย่างเสรี แต่การยกเลิกการควบคุมราคามิได้ทำให้สินค้ามีปริมาณเพิ่มแต่อย่างใด แต่กลับยิ่งทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นกว่าครั้งควบคุมเสียอีก (รอง ศยามานนท์, 2520, 195)
อีกทั้งช่วงรัฐบาล พ.ต.ควงนั้น เศรษฐกิจของไทยต้องเจอมรสุมภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก เนื่องจากการกักตุนสินค้าเก็งกำไรระบาดมาก ในช่วงเวลานั้น ใครๆ ก็ต่างเซ็งลี้กัน ด้วยเหตุที่ได้เงินง่ายจึงเกิดนายหน้าขายสินค้าตลาดมืดกันดาษดื่น ราคาสินค้าพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสินค้าในตลาดมืด ชาวพระนครที่มีเงินสามารถหาซื้อสินค้าที่ต้องการได้ในตลาดมืด (พล.อ.ต.บุญเลิศ สุทธิสำแดง, 2533, (22))
หมอเสนอ บันทึกว่า ในช่วงสงครามคนไทยมีชีวิตที่ยากลำบาก อดอยาก ทุกข์ทรมาน สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านแตกสาแหรกขาด ยิ่งตอนจะสิ้นสุดสงครามแล้วนั้นยิ่งประสบปัญหามากยิ่งขึ้น คนไทยต้องอดทนจวบจนสงครามสิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2488 จากนั้น “ทุกคนเหมือนกับได้เกิดใหม่” (เสนอ อินทรสุขศรี, 2548, 88)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly