โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การ 'เซ็งลี้', 'ตลาดมืด' และ 'เศรษฐีสงคราม' สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ย. 2568 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2568 เวลา 02.00 น.

My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง

การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’

สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)

สุพรรณ บูรณพิมพ์ บันทึกว่า ภาวะสงครามเปลี่ยนแปรอุปนิสัยคนส่วนใหญ่ให้เห็นแก่ตัว…เอารัดเอาเปรียบกัน (สุพรรณ, 2528, 18)

“เศรษฐีสงคราม”

ท่ามกลางสินค้าอุปโภคบริโภคหายากและราคาขยับขึ้นสูงสร้างความเดือดร้อนให้คนไทยเป็นอย่างมาก ช่วงเวลานั้น แม้ว่ารัฐบาลพยายามควบคุมราคาสินค้าให้ปกติ ด้วยการควบคุมราคา ห้ามกักตุน แต่เมื่อใดรัฐบาลประกาศรายชื่อสินค้าควบคุมเมื่อนั้นสินค้าจะหายไปจากท้องตลาดทันที ผู้ที่อยากซื้อสินค้ารายการนั้นต้องไปหาจากนายหน้าเดินตลาดบอกขายสินค้านั้น พวกนายหน้าร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากการเซ็งลี้ (ลาวัณย์, 2536)

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีคนฉวยโอกาสเสมอ ช่วงนั้นปรากฏว่ามีคนกลุ่มเล็กๆ ที่ร่ำรวยจากการขายสินค้าหายากในราคาสูงลิบทำให้พวกเขากลายเป็นเศรษฐีในระยะเวลาอันสั้นหรือเรียกว่า “เศรษฐีสงคราม”

ดังชาวฝั่งธนบุรีคนหนึ่งบันทึกว่า ยามสงครามมีการกักตุนสินค้าที่จำเป็นและหาได้ยาก และจะทยอยนำออกมาขายอย่างลับๆ ทำให้เกิดตลาดมืด พวกกักตุนสินค้าและขายสินค้าในตลาดมืดเรียกกันครั้งนั้นว่า นักเซ็งลี้ พวกนี้จะนำสินค้าตัวอย่างใส่กระเป๋าไปนำเสนอขายแก่ผู้ซื้อ พวกนี้ทำการค้ากับทั้งคนไทยและญี่ปุ่น ทำให้พวกนี้ร่ำรวยมากจนกลายเป็น “เศรษฐีสงคราม”(lek-prapai.org/home/view.php?id=191)

พลนิกรกิมหงวน ตอน “เศรษฐีสงคราม” (2489) และธนบัตรจีนสมัยสาธารณรัฐ

พลนิกรกิมหงวนตอนเศรษฐีสงคราม

การเกิดขึ้นของตลาดมืด การเซ็งลี้และเศรษฐีสงครามพบได้ทั่วไปจนกระทั่ง ป.อินทรปาลิต บันทึกไว้ใน พลนิกรกิมหงวน ตอน เศรษฐีสงคราม (2489) ดังมีความย่อว่า

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะมีปัญหาข้าวยากหมากแพง แต่พ่อค้าและนายหน้าหลายคนร่ำรวยขึ้นได้ด้วยการกักตุนสินค้า ปั่นราคาสินค้า สามเกลออยากร่ำรวยตามอย่างคนอื่นๆ บ้าง พวกเขาสำรวจพบว่า นักเซ็งลี้มักนิยมค้าธนบัตรจีน บุหรี่ ยางรถยนต์ ผ้า ฯลฯ ครั้งนั้น สามเกลอนำยาของบริษัท ไบเออร์ วิตามิน อินซูลิน ผ้าแพรตัดเสื้อ ผ้าปาล์มบีช ผ้าชาร์กสกิน ผ้าขาวม้า เครื่องสำอาง ไพ่ป๊อก ไพ่ตอง เหล้า และสบู่ ฯลฯ ไปขายจังหวัดทางใต้ของไทยด้วยพวกเขาอยากเป็นนักเซ็งลี้หรือเศรษฐีสงคราม

ธนบัตรและพันธบัตรจีนเป็นสินค้าเก็งกำไรในช่วงสงคราม
พันธบัตรจีน มูลค่า 10,000 หยวน ปี 2484

พันธบัตรและธนบัตรจีนเป็นสินค้าในช่วงสงคราม

กรณีการค้าธนบัตรจีนสมัยก๊กหมินตั๋งที่ปรากฏในพลนิกรกิมหงวนนั้น ในช่วงสงคราม รัฐบาลจีนระดมเงินทุนจากชาวจีนด้วยพันธบัตรเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการต่อสู้กับทหารญี่ปุ่น ความรู้สึกรักชาติทำให้ชาวจีนโพ้นทะเลมั่นใจในค่าเงินหยวนมาก จึงมีการซื้อขายเก็งกำไรพันธมิตรหรือ “พันธบัตรกวนจิน” และธนบัตรจีน (Fapi) ซึ่งเป็นสกุลเงินหยวนขึ้น ธนบัตรเงินหยวนของสาธารณรัฐจีนในช่วง 2478-2491 นั้นออกโดยธนาคารแห่งชาติจีนที่ผูกค่าเงินหยวนกับมาตรฐานทองคำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ชาวจีนโพ้นทะเลในไทยเห็นว่าการลงทุนในเงินหยวนจะสร้างกำไรให้ได้ และเมื่อสงครามจบสิ้นลง ยิ่งเมื่อจีนชนะสงครามด้วยแล้ว ชาวจีนในไทยยิ่งมั่นใจว่า พวกเขาจะได้กำไรจากการถือครองถึงขนาดมีการนำเข้าพันธบัตรจีนจากต่างประเทศเข้ามาซื้อขายที่สำเพ็งเก็งกำไรกันอย่างกว้างขวาง

ควรบันทึกด้วยว่า ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง ปรากฏว่าค่าเงินหยวนลดลงด้วยเหตุจากเกิดภาวะเงินเฟ้อในจีนอย่างรุนแรง อีกทั้งความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจีนก๊กหมินตั๋งลดลง สุดท้ายแล้ว เมื่อก๊กหมินตั๋งพ่ายแพ้ (2492) ต่อเหมา เจ๋อตง จนต้องร่นถอยไปอยู่ที่ไต้หวันแล้ว พันธบัตรและธนบัตรที่ชาวจีนในไทยซื้อเก็งกำไรถูกยกเลิกกลายเป็นเศษกระดาษ ส่งผลให้ชาวจีนในไทยขาดทุนถึงสิ้นเนื้อประดาตัวจำนวนมาก (อู้จี้เยียะ (2), 2557, 151-152)

สำหรับเครื่องสำอางที่สามเกลอนำไปขายยังต่างจังหวัด คือ ยี่ห้อ Max Factor แม้จะได้รับความนิยมจากสตรีชาวกรุงช่วงนั้น แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในชนบทด้วยเหตุจากราคาสูงเกินรายได้ของชาวบ้าน เครื่องสำอางยี่ห้อนี้เป็นสินค้าจากบริษัท Max Factor & Company ผลิตจากสหรัฐ สุดท้ายเรื่องจบลงที่ความขาดทุนของพ่อค้าสมัครเล่นที่ปรารถนาจะเป็นเศรษฐีสงคราม

ไม้ขีดไฟเป็นสินค้าจำเป็นที่ขาดแคลนในช่วงสงคราม

ไม้ขีดไฟ

ไม้ขีดไฟเป็นสินค้าในชีวิตประจำวันที่จำเป็นและขาดแคลนมากในช่วงสงคราม ทำให้พ่อค้านักเก็งกำไรต่างกักตุนไม้ขีดไฟเพื่อนำมาเซ็งลี้กันในตลาดมืด รัฐบาลสมัยนั้นพยายามควบคุมมิให้มีการกักตุนและควบคุมราคาสินค้าทั่วประเทศ ดังเช่นกรณีจังหวัดเชียงรายประกาศว่า

“…คณะกรรมการป้องกันการค้ากำไรเกินควร ประจำจังหวัดเชียงราย ได้ออกประกาศลงวันที่ 6 เดือนนี้ ตั้งราคาสูงสุดของสินค้าไม้ขีดไฟเพื่อมิให้ขายเกินกว่าราคาโดยกำหนดให้ขาย 1 หีบจุ 102 ห่อไม่เกิน 22 บาท กลักละไม่เกิน 2 สตางค์ และให้ใช้ประกาศบังคับในท้องที่ทุกอำเภอ ในเขตต์จังหวัดมีกำหนด 60 วันนับตั้งแต่วันประกาศ” (ศราวุฒิ วิสาพรม, 2562, 117)

แม้รัฐบาลมีกฎหมายกำหนดโทษการขายไม้ขีดไฟเกินราคาแต่ก็ยังพบการเซ็งลี้ไม้ขีดไฟในตลาดมืด ดังหนังสือพิมพ์ลงข่าวไว้ว่า “…พ่อค้าหน้าเลือดขึ้นราคาไม้ขีดเสียสูงลิบหีบหนึ่งทำเงินซึ่งเป็นผลกำไรได้ตั้ง 58 บาท” ราคาไม้ขีดไฟขยับสูงมีราคาขายปลีกดังนี้ “…ไม้ขีดไฟ ขณะนี้บางร้านในท้องตลาดเกิดขายกล่องละ 2 สต. รวด บางร้าน 2 กล่อง 5 สต. ทั้งนี้ ได้ความว่า ทางบริษัทขึ้นราคามา เรื่องนี้อยากวอนท่านคณะกรรมการป้องกันการค้ากำไรเกินควรรับทราบไว้ และควรจัดการด้วย ถึงแม้ไม้ขีดไฟจะไม่ใช่อาหาร แต่ก็เป็นของที่จำเป็นที่จะต้องใช้อย่างหนึ่งเหมือนกัน” (ศราวุฒิ, 118)

โฆษณาเครื่องสำอางยี่ห้อ Max Factor ปี 1940

น้ำมันเชื้อเพลิงและยางรถยนต์

นํ้ามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ แต่ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อเกิดสงครามทำให้เส้นทางการค้าถูกตัดขาด น้ำมันเกิดความขาดแคลนแม้รัฐบาลพยายามขอซื้อจากญี่ปุ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วก็ตาม แต่ทางญี่ปุ่นก็ไม่สามารถขายให้ไทยได้เต็มที่ เพราะน้ำมันเป็นยุทธปัจจัยที่จำเป็นในการใช้ทำสงคราม น้ำมันจึงเป็นสินค้าขาดแคลนต้องมีการปันส่วนกัน (สมศักดิ์ นิลนพคุณ, 2527, 50)

ส่วนยางรถยนต์เป็นสินค้ายุทธปัจจัยเช่นกัน ดังยางรถยนต์ยี่ห้อดันล็อป ขนาด 6.25 มีความขาดแคลนแต่เป็นที่ต้องการมากสำหรับคนไทยที่ใช้รถยนต์ ราคาช่วงต้นสงครามเพียงเส้นละ 120 บาทเท่านั้น ต่อมาในช่วงสงคราม ราคาพุ่งขึ้นสูงถึงเส้นละ 3,000 บาทเลยทีเดียว (เสถียร ตามรภาค, 2518, 150-151)

คนไทยในช่วงสงครามเข้าแถวรับของจากหน่วยราชการ

ราคาสินค้าสมัยรัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์

แม้ภายหลัง 2487 รัฐบาล พ.ต.ควง อภัยวงศ์ จะขึ้นบริหารประเทศแทนรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม แล้วมีการยกเลิกกฎหมายควบคุมสินค้าโดยปล่อยให้ค้าผ้า ด้าย ตะปู เหล็กเส้น เหล็กแผ่น น้ำตาลทราย สบู่ และไม้ขีดไฟเป็นไปอย่างเสรี แต่การยกเลิกการควบคุมราคามิได้ทำให้สินค้ามีปริมาณเพิ่มแต่อย่างใด แต่กลับยิ่งทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้นกว่าครั้งควบคุมเสียอีก (รอง ศยามานนท์, 2520, 195)

อีกทั้งช่วงรัฐบาล พ.ต.ควงนั้น เศรษฐกิจของไทยต้องเจอมรสุมภาวะเงินเฟ้ออย่างหนัก เนื่องจากการกักตุนสินค้าเก็งกำไรระบาดมาก ในช่วงเวลานั้น ใครๆ ก็ต่างเซ็งลี้กัน ด้วยเหตุที่ได้เงินง่ายจึงเกิดนายหน้าขายสินค้าตลาดมืดกันดาษดื่น ราคาสินค้าพุ่งทะยานอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะสินค้าในตลาดมืด ชาวพระนครที่มีเงินสามารถหาซื้อสินค้าที่ต้องการได้ในตลาดมืด (พล.อ.ต.บุญเลิศ สุทธิสำแดง, 2533, (22))

หมอเสนอ บันทึกว่า ในช่วงสงครามคนไทยมีชีวิตที่ยากลำบาก อดอยาก ทุกข์ทรมาน สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านแตกสาแหรกขาด ยิ่งตอนจะสิ้นสุดสงครามแล้วนั้นยิ่งประสบปัญหามากยิ่งขึ้น คนไทยต้องอดทนจวบจนสงครามสิ้นสุดลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2488 จากนั้น “ทุกคนเหมือนกับได้เกิดใหม่” (เสนอ อินทรสุขศรี, 2548, 88)

บุหรี่ตรา Four Aces คนไทยเรียกตราไพ่ป๊อก ช่วง 2480

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การ ‘เซ็งลี้’, ‘ตลาดมืด’ และ ‘เศรษฐีสงคราม’ สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพาในไทย (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...