“เศรษฐกิจ K-Shaped” ความเหลื่อมล้ำที่กำลังกัดกร่อน “เศรษฐกิจสหรัฐ”
เศรษฐกิจสหรัฐ กำลังแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ภายใต้ K-shaped economy กลุ่มคนรวยยังคงใช้จ่าย-สะสมความมั่งคั่ง กลุ่มรายได้ต่ำกลับเผชิญภาวะตึงตัวทางการเงิน ต้องพึ่งพาซื้อก่อน จ่ายทีหลัง เพื่อยังชีพ
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 04.34 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ในปัจจุบันกำลังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์และกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า “K-shaped economy” ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่เติบโตแบบสองทิศทาง ด้านบนของตัว K คือกลุ่มคนรวยและบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ยังคงเติบโตและใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ด้านล่างคือกลุ่มรายได้ต่ำและธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในแต่ละวัน
หลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ระบุว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนธันวาคมยังไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินไว้แน่นอน พร้อมแสดงความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ การจ้างงาน การผิดนัดชำระหนี้ในสินเชื่อซับไพร์ม การเลิกจ้างงาน และเศรษฐกิจที่แยกเป็นสองขั้ว
พาวเวลอธิบายว่า “หากฟังการแถลงผลประกอบการของบริษัทใหญ่ ๆ จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคในระดับล่างเริ่มใช้จ่ายน้อยลง หันไปซื้อสินค้าราคาถูกกว่า ขณะที่กลุ่มรายได้สูงยังคงใช้จ่ายมากขึ้น” นี่คือแก่นของเศรษฐกิจแบบตัว K
โครงสร้างของเศรษฐกิจรูปตัว K
เศรษฐกิจรูปตัว K หมายถึงการที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้สูงและบริษัทขนาดใหญ่ (แขนของตัว K) ในขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำและธุรกิจรายย่อย (ขาของตัว K) ยังคงซบเซา
คริสเตียน เดอริทิสรองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics กล่าวว่า “ปัจจุบัน 10% แรกของครัวเรือนตามระดับรายได้ คิดเป็นสัดส่วนครึ่งหนึ่งของการใช้จ่ายทั้งหมดในเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างของทั้งรายได้และกำลังซื้อที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ”
นอกจากภาคการบริโภค ความแตกต่างนี้ยังปรากฏชัดในภาคธุรกิจและตลาดแรงงาน บางอุตสาหกรรมกำลังขยายการจ้างงาน ขณะที่บางแห่งกลับปลดพนักงาน
ต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ
เดอริทิสมองว่าช่องว่างนี้เริ่มก่อตัวหลังช่วงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคโควิด-19 ในตอนนั้น ครัวเรือนรายได้น้อยได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนมาก ทำให้สามารถฟื้นตัวทางการเงินได้ชั่วคราว แต่เมื่อเงินช่วยเหลือหมดไป ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงและตลาดแรงงานชะลอ การเติบโตของค่าจ้างก็หยุดชะงัก
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มรายได้สูงและบริษัทยักษ์ใหญ่ได้รับประโยชน์จากตลาดหุ้นที่พุ่งขึ้นและราคาสินทรัพย์ เช่น อสังหาริมทรัพย์และคริปโตเคอเรนซี
ช่องว่างความมั่งคั่งในตลาดหุ้น
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนรายใหญ่ เช่น หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่มีกำไรเติบโตสวนทางกับบริษัททั่วไปในดัชนี S&P 500
ในภาคธุรกิจจริง บริษัทขนาดใหญ่ยังคงทำกำไรจากสินค้าระดับพรีเมียม เช่น Ford รายงานว่ายอดขายรุ่น F-150 และ Expedition ระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 75% ส่วน Delta Air Lines และ Apple ก็เห็นยอดขายที่แข็งแกร่งจากที่นั่งชั้นพรีเมียมและ iPhone 17 Pro ที่ราคาสูงกว่า 1,000 ดอลลาร์ ขณะที่แบรนด์อาหารอย่าง Chipotle กลับปรับลดเป้าหมายยอดขายเนื่องจากลูกค้าระดับล่างลดการบริโภค
แอนโธนี ชาน อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟดและ JPMorgan Chase กล่าวว่า เศรษฐกิจตัว K คือภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น “คุณสามารถเห็นได้จากจำนวนผู้คนที่ไปขอรับอาหารจากศูนย์แจกอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” พร้อมยกตัวอย่างถึงความนิยมของระบบ Buy Now, Pay Later (BNPL) หรือซื้อก่อน จ่ายทีหลัง ซึ่งมักถูกใช้โดยผู้บริโภครายได้น้อย คนในกลุ่มบนไม่จำเป็นต้องผ่อนของกินของใช้ พวกเขาซื้อและจ่ายทันที แต่กลุ่มรายได้น้อยเริ่มใช้ BNPL แม้กระทั่งซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต
เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเสี่ยงถดถอยหรือไม่?
ชานมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดว่าสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยธนาคารกลางสาขาแอตแลนตาคาดว่า GDP ไตรมาส 3 จะเติบโต 4% ต่อจาก 3.8% ในไตรมาสก่อนหน้า “ผมไม่เคยเห็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยไหนที่เติบโต 3.8% แล้วต่อด้วย 4% ในไตรมาสถัดมา”
อย่างไรก็ตามทั้งชานและเดอริทิสเตือนว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะหากกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI ที่กำลังร้อนแรงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามคาด ถ้ามีการปรับฐานในตลาดหุ้น กลุ่มคนรวยและบริษัทเทคขนาดใหญ่ก็อาจลดการใช้จ่ายลง ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของภาวะถดถอยได้
อ้างอิง : finance.yahoo.com