บล.กสิกรไทย มอง สหรัฐฯ แทรกแซงเวเนซุเอลา กดดันกลุ่มพลังงานระยะกลาง-ยาว
บล.กสิกรไทย ประเมิน สหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซุเอลาอาจเพิ่มอุปทานน้ำมันโลกระยะกลางถึงยาว กดดันราคาน้ำมันและกลุ่มพลังงาน คาดทุก ๆ การปรับลดของราคาน้ำมัน 5 ดอลลาร์ กระทบหุ้นไทย 1 จุด
4 มกราคม 2568 บล.กสิกรไทย เปิดเผย บทวิเคราะห์กรณีสหรัฐฯเข้าปฏิบัติการกับนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางตลาดพลังงานโลกในระยะถัดไป
บล.กสิกรไทย ระบุว่า ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมัน 8.0แสนบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่ง)
“เบื้องต้นคาดว่าหากสหรัฐฯเข้าควบคุมการผลิต จะสามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1.5 แสน-1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ ซึ่งทรัมป์ได้แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐฯเข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งในอดีต Exxon, ConocoPhillips เคยบริหารจัดการ ในขณะที่ปัจจุบัน Chevron ได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว”
บล.กสิกรไทย มีมุมมองว่าทิศทางราคาน้ำมันดิบ ระยะสั้นอาจเห็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก sentiment สงคราม
อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องตามต่อคือ สหรัฐฯจะบริหารจัดการ Reserve น้ำมันของเวเนซุเอลาซึ่งสูงที่สุดในโลกถึง 3 แสนล้านบาร์เรลออกมาอย่างไร ซึ่งหากอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่นๆพบว่าไม่ง่าย เนื่องจากใช้เม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าในครั้งนี้ได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองว่าโดยแบบจำลอง Bloomberg พบว่า ทุกๆ 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% (ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%)
ดังนั้นจึงมองลบอ่อน ๆ ต่อกลุ่มพลังงาน จากแนวโน้มอุปทาน (กำลังผลิต)น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยปัจจุบันใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2569 ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกินราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากอุปทานส่วนเกินเพิ่มเป็น 2.6–3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลงสู่ระดับ 58–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทั้งนี้ ทุก ๆ การปรับลดของราคาน้ำมัน 5 ดอลลาร์ จะส่งผลต่อความเสี่ยงขาลง(downside) ของกำไรสุทธิต่อหุ้นตลาดหุ้นไทย ( SET EPS) ราว 1 จุด จากประมาณการปัจจุบันที่ กำไรต่อหุ้น 90.5 บาท และจากสถิติย้อนหลังเหตุการณ์สงครามในช่วงปี 2003–2025 พบว่า SET Index มักปรับตัวลดลงเฉลี่ย 1.4% ภายในหนึ่งเดือน
ในทางกลับกันมอง เชิงบวกต่อหุ้นบมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อุปทานน้ำมันดิบชนิดหนักจะเพิ่มขึ้น หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมเวเนซุเอลาและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะเอื้อให้ TASCO กลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอีกครั้ง ส่งผลให้ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
บล.กสิกรไทย ระบุว่า ก่อนการแทรกแซงในปี 2563 TASCO มียอดขายราว 2 ล้านตันต่อปี เทียบกับปัจจุบันที่ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากน้ำมันดิบเวเนซุเอลามีราคาถูกกว่าน้ำมันทางเลือกประมาณ 10–30% ทำให้กำไรปกติในอดีตอยู่ที่ 2–3 พันล้านบาทต่อปี เทียบกับระดับปัจจุบันราว 1.5 พันล้านบาทต่อปี