โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บล.กสิกรไทย มอง สหรัฐฯ แทรกแซงเวเนซุเอลา กดดันกลุ่มพลังงานระยะกลาง-ยาว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 ม.ค. เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 09.31 น.

บล.กสิกรไทย ประเมิน สหรัฐฯ เข้าควบคุมเวเนซุเอลาอาจเพิ่มอุปทานน้ำมันโลกระยะกลางถึงยาว กดดันราคาน้ำมันและกลุ่มพลังงาน คาดทุก ๆ การปรับลดของราคาน้ำมัน 5 ดอลลาร์ กระทบหุ้นไทย 1 จุด

4 มกราคม 2568 บล.กสิกรไทย เปิดเผย บทวิเคราะห์กรณีสหรัฐฯเข้าปฏิบัติการกับนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา พร้อมการประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าสหรัฐฯ จะเข้าบริหารประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ โดยประเมินว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางตลาดพลังงานโลกในระยะถัดไป

บล.กสิกรไทย ระบุว่า ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมัน 8.0แสนบาร์เรล/วัน (ต่ำกว่า 1% ของการผลิตน้ำมันโลก และส่งออกคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่าครึ่ง)

“เบื้องต้นคาดว่าหากสหรัฐฯเข้าควบคุมการผลิต จะสามารถทยอยเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 1.5 แสน-1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันได้ ซึ่งทรัมป์ได้แถลงว่าจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ในสหรัฐฯเข้ามาจัดการกระบวนการดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งในอดีต Exxon, ConocoPhillips เคยบริหารจัดการ ในขณะที่ปัจจุบัน Chevron ได้สิทธิแต่เพียงผู้เดียว”

บล.กสิกรไทย มีมุมมองว่าทิศทางราคาน้ำมันดิบ ระยะสั้นอาจเห็นการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก sentiment สงคราม

อย่างไรก็ตามประเด็นที่ต้องตามต่อคือ สหรัฐฯจะบริหารจัดการ Reserve น้ำมันของเวเนซุเอลาซึ่งสูงที่สุดในโลกถึง 3 แสนล้านบาร์เรลออกมาอย่างไร ซึ่งหากอิงจากข้อมูลในอดีตอย่าง Iraq, Afghanistan และอื่นๆพบว่าไม่ง่าย เนื่องจากใช้เม็ดเงินหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่สามารถคำนวณความคุ้มค่าในครั้งนี้ได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย มองว่าโดยแบบจำลอง Bloomberg พบว่า ทุกๆ 1% ของกำลังการผลิตน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมันดิบ 2.5% (ซึ่งหากสมมติฐานการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% คาดส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบระยะกลาง 4%)

ดังนั้นจึงมองลบอ่อน ๆ ต่อกลุ่มพลังงาน จากแนวโน้มอุปทาน (กำลังผลิต)น้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในระยะกลางถึงยาว โดยปัจจุบันใช้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2569 ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใต้ภาวะอุปทานส่วนเกินราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากอุปทานส่วนเกินเพิ่มเป็น 2.6–3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลงสู่ระดับ 58–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ทุก ๆ การปรับลดของราคาน้ำมัน 5 ดอลลาร์ จะส่งผลต่อความเสี่ยงขาลง(downside) ของกำไรสุทธิต่อหุ้นตลาดหุ้นไทย ( SET EPS) ราว 1 จุด จากประมาณการปัจจุบันที่ กำไรต่อหุ้น 90.5 บาท และจากสถิติย้อนหลังเหตุการณ์สงครามในช่วงปี 2003–2025 พบว่า SET Index มักปรับตัวลดลงเฉลี่ย 1.4% ภายในหนึ่งเดือน

ในทางกลับกันมอง เชิงบวกต่อหุ้นบมจ.ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่อุปทานน้ำมันดิบชนิดหนักจะเพิ่มขึ้น หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมเวเนซุเอลาและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งจะเอื้อให้ TASCO กลับมานำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอีกครั้ง ส่งผลให้ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น

บล.กสิกรไทย ระบุว่า ก่อนการแทรกแซงในปี 2563 TASCO มียอดขายราว 2 ล้านตันต่อปี เทียบกับปัจจุบันที่ประมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี เนื่องจากน้ำมันดิบเวเนซุเอลามีราคาถูกกว่าน้ำมันทางเลือกประมาณ 10–30% ทำให้กำไรปกติในอดีตอยู่ที่ 2–3 พันล้านบาทต่อปี เทียบกับระดับปัจจุบันราว 1.5 พันล้านบาทต่อปี

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...