โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แผลเก่าที่ไม่ตกสะเก็ด 2569! วิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชาไม่เคยจบ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 03.02 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 03.02 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

แผลเก่าที่ไม่ตกสะเก็ด 2569!

วิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชาไม่เคยจบ

“ถ้าจะหยุดยิงจริงๆ กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายเสนอข้อเสนอมา ไม่ใช่ไปให้ผู้นำประเทศอื่นมาพูด [แทน]”

นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

13 ธันวาคม 2568

สถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่เริ่มมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา จนขยับตัวกลายเป็นสถานการณ์ของการใช้กำลังระหว่างประเทศ และความขัดแย้งชุดนี้จะยังคงเป็นประเด็นต่อเนื่องในปีใหม่

ความขัดแย้งชุดนี้ถือเป็น “วิกฤตครั้งที่ 3” ในความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

กล่าวคือวิกฤตความสัมพันธ์ครั้งที่ 1 เกิดในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และตามมาด้วยการที่ประเทศทั้งสองนำความขัดแย้งขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลก จบลงด้วยคำตัดสินของศาลโลกในปี 2505 และทำให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดเส้นเขตแดนว่า “ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชา”

ในช่วงเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศดำเนินไปในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยเฉพาะปัญหาในส่วนของการเมืองไทย และปัญหาปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2551 จากการปลุกระดมของกลุ่มอนุรักษนิยม (ขวาจัด) โดยหยิบเอาประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

จนนำไปสู่การสู้รบบริเวณปราสาทพระวิหารในปี 2554 จนต้องถือเป็น “วิกฤตครั้งที่ 2” และเปิดโอกาสให้กัมพูชานำประเด็นนี้ขออุทธรณ์ต่อศาลโลก และศาลโลกได้ชี้ถึงพื้นที่ของตัวปราสาทพระวิหารในปี 2556 แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าผลจากการชี้ดังกล่าวนั้น รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศรับไปดำเนินการต่อเพียงใด

ใน “วิกฤตครั้งที่ 3” เกิดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิดตอนปลายเดือนกรกฎาคม 2568 และทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองในอนาคตมีความยุ่งยากในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในวิกฤตครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายมีการใช้กำลังในขอบเขตที่กว้างขวางมากกว่าการรบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2554

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งที่ 3 เกิดขึ้นภายใต้องค์ประกอบและเงื่อนไขของสถานการณ์ใหม่ๆ โดยมีส่วนผสมของปัจจัย 5 ประการ ที่จะยังคงเป็นปัญหาต่อเนื่องในปี 2569 ดังนี้

ปัจจัยประวัติศาสตร์

ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านมีปัจจัยด้านประวัติศาสตร์เป็นตัวแทรกซ้อนเสมอ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หรือไทย-กัมพูชา

เนื่องจากมีประเด็นที่เป็นดัง “แผลเก่า” ตกค้างกันมาอย่างยาวนาน ที่เมื่อสะกิดครั้งใด ก็ได้ “เลือดออก” ครั้งนั้น

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชานั้นไม่เพียงจะถอยกลับไปสู่ยุคอยุธยา ที่ทำให้เรื่องของ “พระยาละแวก” ยังคงเป็นวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกนำมาใช้เสมอเมื่อเกิดความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน

และว่าที่จริงความสัมพันธ์ในยุคประวัติศาสตร์เช่นในช่วงอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีประเด็นและวาทกรรมที่ถูกประกอบสร้าง ซึ่งมีทั้งจริงและเป็นตำนานหรือเรื่องเล่า จนกลายเป็น “ปมปัญหา” ที่ค้างคาอยู่ในใจผ่านการเล่าเรื่องและตำราเรียนประวัติศาสตร์ แต่ดูเหมือนคนรุ่นหลังจะสมาทานรับเอาวาทกรรมเช่นนี้เข้ามาเป็น “ทัศนะทางการเมือง” (political perception) ในการอธิบายการเมืองปัจจุบัน

ในยุคสมัยใหม่คงไม่มีอะไรเป็น “แผลเก่า” ได้มากเท่ากับ “ปัญหาปราสาทพระวิหาร” ที่คนไทยโดยทั่วไปยังมีความเชื่อว่า ไทยต้องเอาปราสาทพระวิหารคืน ทั้งที่คำตัดสินของศาลโลกในปี 2505 มีความชัดเจนในเชิงอำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาท และคณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์ได้ลากเส้นเขตแดนกำกับตัวปราสาท หรือที่เรียกเส้นบริเวณนี้ว่า “เส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505”

เส้นนี้ยืนยันอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหารตามคำตัดสินของศาลโลก แต่ก็เป็นเส้นที่ใช้สร้างกระแสชาตินิยมไทยได้เสมอ

ดังที่ปรากฏให้เห็นจากการปลุกระดมในปี 2551 จนกลายเป็นสงครามในปี 2554 มาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อผนวกเข้ากับวาทกรรมการเสียดินแดน “สยาม vs. เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส”

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในอีกส่วนถูกส่งผ่าน “ปัญหายุคอาณานิคม” ที่มีประเด็นหลัก 2 ส่วน คือปัญหาการปักปันเขตแดน (รวมสนธิสัญญาและแผนที่ปักปัน) และเส้นเขตแดน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมากในเรื่องของเส้นเขตแดน อันมีนัยโดยตรงต่อปัญหามาตราส่วนของแผนที่ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อทัศนะในการมองเรื่องของบันทึกช่วยจำไทย-กัมพูชา (2543 และ 2544) ในปัจจุบันและทำให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งที่จะเปิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกช่วยจำ

ปัจจัยการเมืองปัจจุบัน

ในขณะที่ประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดมุมมองของสังคมต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และยิ่งเมื่อการเมืองปัจจุบันมีปัญหาด้วยแล้ว ปัจจัยประวัติศาสตร์จะเป็น “สารกระตุ้นอารมณ์” อย่างดี เพื่อทำให้ปัญหามีแนวโน้มที่เป็นความสุดโต่งมากขึ้น

ดังจะเห็นได้จากปรากฏการณ์สุดโต่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลังการปลุกระดมใหญ่ 2551

หรือการขับเคลื่อนเรื่องทางประวัติศาสตร์ในปี 2568 ก็สร้างสภาวะสุดโต่งทางการเมืองอย่างมากเช่นกัน

เช่น ความเชื่อในแบบ “เสนานิยม” ว่า ไทยต้องจัดการกับกัมพูชาให้ได้แบบเบ็ดเสร็จและอย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริง ไทยอาจทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่คนทั่วไปมักมีแนวโน้มที่จะเชื่อตามลัทธิ “เสนานิยม”

วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชายังทับซ้อนด้วยเรื่องของความสัมพันธ์ของผู้นำทางการเมืองของประเทศทั้งสองเสมอ

ในวิกฤตทั้ง 2 ครั้งนี้ การทับซ้อนในเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นประเด็นสำคัญ และไม่ว่าการทับซ้อนเช่นนี้จะเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักเพียงใด แต่คนในสังคมไทยมีความเชื่อไปในทิศทางเช่นนั้น

อีกทั้งปัญหายังแฝงไปด้วยความ “เกลียดชัง” ผู้นำกัมพูชาอย่างมาก จนทำให้เกิดข้อเสนอว่า ไทยควรเข้าไปเปลี่ยนตัวผู้นำกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความคิดแบบสุดโต่ง ที่ไทยทำไม่ได้

นอกจากนี้ วิกฤตการเมืองปัจจุบันยังทับซ้อนด้วยเรื่องของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เป็น “แก๊งสแกมเมอร์จีน” และมีฐานของการก่ออาชญากรรมออนไลน์อยู่ในกัมพูชา และคนในสังคมไทยถูกหลอกในโลกออนไลน์อย่างมาก

ภาวะเช่นนี้ทำให้คนในสังคมไทยมีทัศนคติต่อกัมพูชาในแบบ “ต่อต้านสุดโต่ง”

และผลของทัศนคติดังกล่าวกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ผู้นำไทยต้องแสดงบทบาทแบบ “strong man” ในการแก้ปัญหา

อันจะส่งผลกับเงื่อนไขของการเมืองไทยคือ การเลือกตั้งที่จะเกิดในอนาคต

ปัจจัยโลกโซเชียลและกระแสสังคม

วิกฤตครั้งที่ 3 ในปัจจุบันนั้น ปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทเป็น “สารกระตุ้นอารมณ์” อย่างมากคือ “โลกโซเชียล-โลกออนไลน์” เนื่องจากความเป็นสื่อในโลกเช่นนี้ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์มีบทบาทเป็น “สื่อ” ทุกคน (คือเป็น “content creators) ที่พร้อมจะส่งข้อมูล ความเห็น และบทวิจารณ์เข้าไปในเวทีสาธารณะได้เสมอ จนความเห็นเช่นนี้สามารถถูกสร้างให้เป็น “กระแสการเมือง” ได้ไม่ยาก

ในบริบทความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านนั้น เป็นเรื่องง่ายที่จะโลกโซเชียลจะสมาทานกับ “ลัทธิชาตินิยม”

ดังที่กล่าวแล้วว่ามีปัญหาเมื่อใด “แผลเก่า” จะถูกขูด ถูกเกาให้ “เลือดออก” และไม่ใช่แค่ “เลือดซิบๆ” อย่างแน่นอน

และเมื่อกระแสการเมืองขยับไปกับ “ลัทธิชาตินิยม” แล้ว ก็มักจะพ่วงกระแส “ลัทธิเสนานิยม” เข้ามาด้วยเสมอ

เพราะมีความเชื่อว่า ความเหนือกว่าของพลังอำนาจทางทหารของไทย จะสามารถกดดันให้กัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องยอมแพ้ และในที่สุดแล้ว ไทยจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ

ซึ่งในโลกสมัยใหม่เช่นปัจจุบัน ก็ไม่ชัดเจนว่าพลังอำนาจทางทหารจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลกัมพูชาต้องยอมแพ้เราทั้งหมดได้จริง

ปัจจัยทรัมป์และภาวะพหุภาคี

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านอย่างในกรณีกัมพูชานั้น ผู้นำไทยมีความคาดหวังเสมอมาว่า ปัญหาจะมีสภาวะแบบ “ทวิภาคี” และจบลงด้วยการเจรจาในแบบ 2 ฝ่ายภายใต้กรอบทวิภาคี

แต่หากเราย้อนกลับไปพิจารณาปัญหานี้ในอดีต ไม่ว่าผลการตัดสินของศาลโลกในปี 2505 หรือในปี 2556 ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว ปัญหาไม่ได้ยุติลงในแบบ “ทวิภาคี” แต่อย่างใด

การลงนามการหยุดยิงที่กัวลาลัมเปอร์ภายใต้การอำนวยการของประธานอาเซียน และการสังเกตการณ์ของสหรัฐและจีน อีกทั้งการประกาศของประธานาธิบดีอเมริกันที่ “เรียกร้อง” (กดดัน) ให้รัฐคู่พิพาทต้องหยุดยิงนั้น เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงความเป็นพหุภาคีของปัญหา

จนวันนี้อาจต้องยอมรับว่า “ปัจจัยทรัมป์” (Trump Factor) เป็นปัจจัยสำคัญในความพยายามที่จะยุติการรบที่เกิดขึ้น

อีกทั้งยังสะท้อนชัดถึงความเป็นพหุภาคีในกระบวนการแก้ปัญหาข้อพิพาท

ในอีกด้าน การเข้ามาเป็น “คนกลาง” ของผู้นำสหรัฐ เกิดขึ้นในภาวะที่รัฐบาลไทยต้องเจรจาเรื่อง “ภาษีทรัมป์” เพื่อทำให้ไทยสามารถเข้าถึงตลาดอเมริกันได้ เพราะในทางเศรษฐกิจ ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐ และเสียดุลอย่างมากกับจีน

การดำเนินนโยบายแบบกระแสชาตินิยม และเชื่อว่าไทย “ไม่ต้องแคร์” กับเสียงเรียกร้องของสหรัฐนั้น อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาเรื่องภาษี จนเสมือนเราตัดสินใจเอาปัญหากัมพูชาไปแลกกับปัญหาภาษีอเมริกัน ทั้งที่ตลาดสินค้าไทยอยู่ในสหรัฐ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบสหรัฐ แต่ต้องตระหนักเสมอว่า เศรษฐกิจไทยอยู่ในตลาดอเมริกัน

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก

การเมืองในภูมิภาคไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดก็ตาม ไม่แตกต่างกันที่จะมีบริบททางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเป็นองค์ประกอบเสมอ หรือในยุคก่อนหน้านี้ การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันเองก็เป็นเช่นนั้นที่วิกฤตไทย-กัมพูชาจะมีปัจจัยการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่เข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วย

ดังจะเห็นในอีกทางหนึ่งว่า ทั้งไทยและกัมพูชาล้วนเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกับจีน เช่นเดียวกับที่ความสัมพันธ์ไทยกับสหรัฐยังคงเป็นประเด็นสำคัญ หรือความพยายามของสหรัฐที่จะกลับเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกัมพูชา ก็เป็นเรื่องที่ปรากฏให้เห็นชัด หรือบทบาทการเป็นคนกลางของทำเนียบขาว ก็เป็นภาพสะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐในการเข้ามาจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

ปัจจัยเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ปัญหามีความเป็นพหุภาคี แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการมาของรัฐมหาอำนาจใหญ่ทั้งสองที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการแก้ไขความขัดแย้งนี้

และไม่ว่าเราจะชอบกับปัจจัยนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้

ท้ายบท

สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 จะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งต่อปัญหานี้ไปในปี 2569

ดังได้กล่าวแล้วว่า วิกฤตการณ์นี้เป็นผลพวงของ “แผลเก่า” และอาจต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาแผลที่ “ไม่ยอมตกสะเก็ด”

ฉะนั้น เมื่อเกาแรงจนเลือดออกในปี 2568 แล้ว จึงมีคำถามต่อมาว่า แล้วเราจะใส่ยาเพื่อห้ามเลือดออกในปี 2569

หรือจะเกากันต่อในปีใหม่นี้!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แผลเก่าที่ไม่ตกสะเก็ด 2569! วิกฤตการณ์ไทย-กัมพูชาไม่เคยจบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...