โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KAsset เปิดภาพปี’69 ลงทุนสินทรัพย์โลก-หุ้นไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 ธ.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 03.13 น.

ภาพการลงทุนในปี 2568 ที่ผ่านมายังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แต่หลายสินทรัพย์ในหลาย ๆ ตลาดโลกก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ดี อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยยังคงติดลบ (11 เดือนแรก -10.2%) ต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 1 แสนล้านบาท ขณะที่ดัชนี SET ก็ยังไปไม่ถึง 1,300 จุด มองไปข้างหน้า ในปี 2569 ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง ภาวะการลงทุนในโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางไหน คงเป็นคำถามที่นักลงทุนอยากรู้

ปี’69 การลงทุนผันผวนมากขึ้น

นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ความท้าทายในการลงทุนปี 2569 ประเด็นสำคัญที่สุดคือความผันผวนจากสงครามในหลายมิติ ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัจจัยด้านการเมืองและการเลือกตั้งในหลายประเทศ ตลอดจนเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มองว่าปี 2569 จะมีความผันผวนมากกว่าปี 2568

ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน KAsset ยังคงให้น้ำหนักกับการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก โดยยึดแนวคิด Core & Satellite เป็นโครงสร้างสำคัญของพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง กองทุน K-WPBALANCED ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม หากต้องการเพิ่มผลตอบแทนก็สามารถเลือก Satellite ตามธีมที่สนใจได้ โดยผู้ที่ไม่ต้องการความผันผวนสูงอาจเน้นธีม Income ขณะที่ผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น สนใจเทคโนโลยีหรือ AI และต้องการกระจายความเสี่ยงออกจาก Global Tech ก็สามารถเลือกกองทุนอย่าง K-ATECH เข้ามาเสริมในพอร์ตได้

“สิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือสัดส่วนการลงทุน หากมีสัดส่วนหุ้นสูงเกินไป เช่น 80-90% อาจไม่เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้จำกัด ควรลดน้ำหนักหุ้นลงและเพิ่มตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม”

ทองคำยังขาขึ้น-เตือนลงทุนระวัง

สำหรับการลงทุนทองคำ ในระยะยาวแนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น จากแรงหนุนของความต้องการลงทุนจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งต้องการถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคาทองคำปรับตัวขึ้นมามากแล้ว จึงแนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวัง โดยอาจเลือกลงทุนแบบรอจังหวะย่อตัวแล้วค่อยซื้อ หรือใช้วิธี DCA เพื่อลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด และไม่ควรลงเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว

นายวินกล่าวว่า KAsset ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทภายใน 3 ปี (ปี 2570) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลุ้นว่าจะบรรลุเป้าหมายในปี 2569 หรือปีถัดไป โดยคาดว่าปลายปี 2568 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท

“อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข AUM รวม แต่คือการทำให้ลูกค้ามีความเสถียรในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา KAsset มุ่งพาลูกค้าเข้าสู่ Core Portfolio มากขึ้น ปัจจุบันประมาณ 10% ของลูกค้าทั้งหมดอยู่ใน Core Portfolio คิดเป็นมูลค่าราว 7-8 หมื่นล้านบาท”

มองเป้า SET ที่ 1,375 จุด

นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน KAsset กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังมองว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในกรอบ โดยประเมินเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ประมาณ 1,375 จุด คิดเป็นระดับค่า P/E ราว 14 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ Downside ของตลาดประเมินไว้ที่ระดับ P/E ประมาณ 12 เท่า หรือคิดเป็นดัชนี SET ประมาณ 1,150-1,200 จุด มองว่าไม่น่าจะปรับตัวลงต่ำกว่านี้ และหากปรับลงไปถึงระดับดังกล่าวจะถือเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน

โดยแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earning Growth) มองว่ายังไม่สูงมากนัก คาดว่าทรงตัวในระดับตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรในปีนี้ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ปีหน้าอาจเห็นการฟื้นตัวของกำไรขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่ใช่การเติบโตในระดับสูง

“ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 เรามองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่มาก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 1.6% เท่านั้น ส่งผลให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศมีค่อนข้างจำกัด และแรงหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ไม่ได้มีมากนัก”

ลุ้นเงินปันผลดีกว่าปี’68

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของเงินปันผลในปีหน้าอาจโดดเด่นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำไรของบริษัทไม่ได้ลดลงมาก หรือแทบไม่ลดลง ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ บริษัทอาจไม่ได้นำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในปัจจุบันเองก็ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นได้ดี มากกว่าการขยายธุรกิจโดยไม่มีความชัดเจน การเพิ่มการจ่ายปันผลหรือการซื้อหุ้นคืนจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการลงทุนในสิ่งที่มีความไม่แน่นอน

โดยธีมการลงทุนในหุ้นปันผลและหุ้นคุณภาพดีที่มีความแข็งแกร่งจึงยังคงเป็นธีมหลักสำหรับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ กลุ่มธนาคารและพลังงาน รวมถึงหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์บางตัว อีกทั้งยังเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้นของการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้นของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะยิ่งเห็นเด่นชัดมากขึ้นในปีถัด ๆ ไป

นายวจนะกล่าวว่า กลุ่มหุ้นปันผลยังโดดเด่นในภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งในปีหน้าคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 3 ครั้ง โดยข้อดีคือในปัจจุบันเฟดยังมีเครื่องมือด้านดอกเบี้ยเพียงพอสำหรับการช่วยพยุงเศรษฐกิจ หากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงก็สามารถลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น

“อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ KAsset เฟดอาจไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยลงแรง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่ลดลงถึงเป้าหมาย 2% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป”

ความหวังนโยบายกระตุ้น ศก.

นายวจนะกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2569 หลังจากเพิ่งมีการปรับลดไปในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยความหวังส่วนหนึ่งยังอยู่ที่ทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป

“หุ้นที่มีแนวโน้มยืนระยะได้ดีกว่าในเฟสปัจจุบัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี คือหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตสูง แต่ยังสามารถขยายรายได้ไปตามภาพรวมของตลาด เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และสามารถคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน หรือการบริหารสภาพคล่องของบริษัท” นายวจนะกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : KAsset เปิดภาพปี’69 ลงทุนสินทรัพย์โลก-หุ้นไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...