KAsset เปิดภาพปี’69 ลงทุนสินทรัพย์โลก-หุ้นไทย
ภาพการลงทุนในปี 2568 ที่ผ่านมายังคงเต็มไปด้วยความผันผวน แต่หลายสินทรัพย์ในหลาย ๆ ตลาดโลกก็ยังสร้างผลตอบแทนได้ดี อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยยังคงติดลบ (11 เดือนแรก -10.2%) ต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทยกว่า 1 แสนล้านบาท ขณะที่ดัชนี SET ก็ยังไปไม่ถึง 1,300 จุด มองไปข้างหน้า ในปี 2569 ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจขาลง ภาวะการลงทุนในโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางไหน คงเป็นคำถามที่นักลงทุนอยากรู้
ปี’69 การลงทุนผันผวนมากขึ้น
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ความท้าทายในการลงทุนปี 2569 ประเด็นสำคัญที่สุดคือความผันผวนจากสงครามในหลายมิติ ทั้งสงครามการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงปัจจัยด้านการเมืองและการเลือกตั้งในหลายประเทศ ตลอดจนเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้มองว่าปี 2569 จะมีความผันผวนมากกว่าปี 2568
ทั้งนี้ ในเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน KAsset ยังคงให้น้ำหนักกับการกระจายความเสี่ยงเป็นหลัก โดยยึดแนวคิด Core & Satellite เป็นโครงสร้างสำคัญของพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง กองทุน K-WPBALANCED ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นประมาณ 30% ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม หากต้องการเพิ่มผลตอบแทนก็สามารถเลือก Satellite ตามธีมที่สนใจได้ โดยผู้ที่ไม่ต้องการความผันผวนสูงอาจเน้นธีม Income ขณะที่ผู้ที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น สนใจเทคโนโลยีหรือ AI และต้องการกระจายความเสี่ยงออกจาก Global Tech ก็สามารถเลือกกองทุนอย่าง K-ATECH เข้ามาเสริมในพอร์ตได้
“สิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือสัดส่วนการลงทุน หากมีสัดส่วนหุ้นสูงเกินไป เช่น 80-90% อาจไม่เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้จำกัด ควรลดน้ำหนักหุ้นลงและเพิ่มตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม”
ทองคำยังขาขึ้น-เตือนลงทุนระวัง
สำหรับการลงทุนทองคำ ในระยะยาวแนวโน้มราคาทองคำยังเป็นขาขึ้น จากแรงหนุนของความต้องการลงทุนจากธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งต้องการถือทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงออกจากสินทรัพย์ที่อิงกับดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคาทองคำปรับตัวขึ้นมามากแล้ว จึงแนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวัง โดยอาจเลือกลงทุนแบบรอจังหวะย่อตัวแล้วค่อยซื้อ หรือใช้วิธี DCA เพื่อลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด และไม่ควรลงเงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว
นายวินกล่าวว่า KAsset ตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทภายใน 3 ปี (ปี 2570) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลุ้นว่าจะบรรลุเป้าหมายในปี 2569 หรือปีถัดไป โดยคาดว่าปลายปี 2568 นี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลข AUM รวม แต่คือการทำให้ลูกค้ามีความเสถียรในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา KAsset มุ่งพาลูกค้าเข้าสู่ Core Portfolio มากขึ้น ปัจจุบันประมาณ 10% ของลูกค้าทั้งหมดอยู่ใน Core Portfolio คิดเป็นมูลค่าราว 7-8 หมื่นล้านบาท”
มองเป้า SET ที่ 1,375 จุด
นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน KAsset กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ยังมองว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในกรอบ โดยประเมินเป้าหมาย SET Index ไว้ที่ประมาณ 1,375 จุด คิดเป็นระดับค่า P/E ราว 14 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ Downside ของตลาดประเมินไว้ที่ระดับ P/E ประมาณ 12 เท่า หรือคิดเป็นดัชนี SET ประมาณ 1,150-1,200 จุด มองว่าไม่น่าจะปรับตัวลงต่ำกว่านี้ และหากปรับลงไปถึงระดับดังกล่าวจะถือเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน
โดยแนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earning Growth) มองว่ายังไม่สูงมากนัก คาดว่าทรงตัวในระดับตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานกำไรในปีนี้ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ปีหน้าอาจเห็นการฟื้นตัวของกำไรขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่ใช่การเติบโตในระดับสูง
“ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 เรามองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่มาก โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า GDP จะขยายตัวประมาณ 1.6% เท่านั้น ส่งผลให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศมีค่อนข้างจำกัด และแรงหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็ไม่ได้มีมากนัก”
ลุ้นเงินปันผลดีกว่าปี’68
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของเงินปันผลในปีหน้าอาจโดดเด่นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำไรของบริษัทไม่ได้ลดลงมาก หรือแทบไม่ลดลง ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ บริษัทอาจไม่ได้นำเงินไปลงทุนขยายธุรกิจในโครงการที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในปัจจุบันเองก็ให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้นได้ดี มากกว่าการขยายธุรกิจโดยไม่มีความชัดเจน การเพิ่มการจ่ายปันผลหรือการซื้อหุ้นคืนจึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการลงทุนในสิ่งที่มีความไม่แน่นอน
โดยธีมการลงทุนในหุ้นปันผลและหุ้นคุณภาพดีที่มีความแข็งแกร่งจึงยังคงเป็นธีมหลักสำหรับตลาดหุ้นไทย ได้แก่ กลุ่มธนาคารและพลังงาน รวมถึงหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์บางตัว อีกทั้งยังเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้นของการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูงขึ้นของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งคาดว่าจะยิ่งเห็นเด่นชัดมากขึ้นในปีถัด ๆ ไป
นายวจนะกล่าวว่า กลุ่มหุ้นปันผลยังโดดเด่นในภาวะดอกเบี้ยขาลง ซึ่งในปีหน้าคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 3 ครั้ง โดยข้อดีคือในปัจจุบันเฟดยังมีเครื่องมือด้านดอกเบี้ยเพียงพอสำหรับการช่วยพยุงเศรษฐกิจ หากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงก็สามารถลดดอกเบี้ยได้มากขึ้น
“อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ KAsset เฟดอาจไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยลงแรง เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังไม่ลดลงถึงเป้าหมาย 2% ทำให้การปรับลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นไปในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป”
ความหวังนโยบายกระตุ้น ศก.
นายวจนะกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยยังมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปี 2569 หลังจากเพิ่งมีการปรับลดไปในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งน่าจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง โดยความหวังส่วนหนึ่งยังอยู่ที่ทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะต่อไป
“หุ้นที่มีแนวโน้มยืนระยะได้ดีกว่าในเฟสปัจจุบัน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี คือหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตสูง แต่ยังสามารถขยายรายได้ไปตามภาพรวมของตลาด เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และสามารถคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นได้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน หรือการบริหารสภาพคล่องของบริษัท” นายวจนะกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : KAsset เปิดภาพปี’69 ลงทุนสินทรัพย์โลก-หุ้นไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net